
บิ๊กตู่วอนอย่าใช้งานศพอภิวันท์ปลุกระดม
บิ๊กตู่วอนอย่าใช้งานศพอภิวันท์ปลุกระดมเสื้อแดง สั่งสปช.จ้อนอกสภาให้น้อยลงพูดในสภา ตอกกลับ สื่อเสนอข่าวผิดเคยขอโทษหรือไม่
เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 14 ต.ค.2557พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวถึงกรณีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟสบุ๊กโดยใช้ประเด็นการเสียชีวิตของพ.อ.อภิวันท์ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อระดมคนเสื้อแดงให้ได้ 5 หมื่นเพื่อแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองว่า “ท่านจะเผา พระราชทานเพลิงอยู่แล้ว ปลุกขึ้นไหมล่ะ ถ้าสื่อไม่ขยายความมันก็ไม่มีใครเท่าไหร่หรอก ให้เกียรติคนตายด้วย ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับท่าน ท่านเป็นรุ่นพี่ผมด้วย เป็นอาจารย์สอนหนังสือโรงเรียนนายร้อย ท่านเรียนเก่งเป็นดอกเตอร์ แต่ท่านมีชีวิตของท่าน เรื่องความผิดคดีความเป็นเรื่องของท่าน ผมก็ยังเป็นน้องของท่านเสมอ ท่านตายไปแล้ว ก็เสียดาย”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรมว.แรงงาน วิจารณ์โดยชื่นชมนายกฯมีความสามารถทำงานเก่งว่า “ท่านเฉลิมก็แบบนี้แหละ ผมไม่ฉลาดหรอก โง่จะตายอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นกำลังใจหนึ่งได้หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า ได้ๆ จะเอาบวกหรือลบ เอาขึ้นแล้วกัน
สั่งสปช.จ้อนอกสภาให้น้อยลงพูดในสภา
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงโรดแม็พขั้นที่ 3 โดยเฉพาะระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งหลังมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรว่า มีการกำหนดไว้แล้วสิ้นปีนี้ต้องมีรัฐธรรมนูญ และต้องใช้เวลาเตรียมการเลือกตั้ง 3 - 4 เดือน แต่เรื่องการปฏิรูป 11 เรื่องจะออกมาได้ไม่ได้ นี่ยังไม่ได้เปิดสภาฯเลยเถียงกันจนเละไปหมดแล้ว คนหนึ่งพูดขยายตรงนั้นตรงนี้กันไป ไม่รู้ ตนสั่งไปแล้วสปช.พูดให้น้อยลง ให้ไปพูดในสภา ยังไม่ทำงานเลย การเสนอความคิดของตัวมันก็เป็นร้อยเรื่องพันเรื่อง ยกกันมาต้องเลือกตั้งแบบนี้แบบนั้น จะเป็นแบบประธานาธิบดี ไปกันใหญ่ ปวดหัว
เผยมีเวลาพูดเวที“อาเซม”3นาที
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียน-ยุโรป(อาเซม) ที่ประเทศอิตาลีว่า ตนได้เตรียมการตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรกับใคร และเขาเตรียมเวลาให้ตนพูดเพียง 3 นาที โดยจะพูดเกี่ยวกับความร่วมมือของเรากับของโลกว่าเป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เขาสนใจเรื่องสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ว่าจะร่วมมือกันอย่างไร เมื่อมีภัยพิบัติจะทำอย่างไร เรื่องปฏิรูปปฏิวัติเขาไม่สนใจเท่าไหร่หรอก โดยตนคิดมาตลอดว่าจะพูดกับเขาอย่างไร เมื่อถามว่าจะมีการพูดคุยทวิภาคีกับกี่ประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประมาณ 4-5 ประเทศ และเป็นประเทศในทวิปยุโรป ประมาณ 2 - 3 ประเทศ
ชี้“ทุ่งยางแดงโมเดล”เป็นการบูรณาการเฝ้าระวัง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีทุ่งยางแดงโมเวล ว่า เป็นมาตรการเดิมไม่มีอะไรมากกว่าทีผ่านมา แต่กวดขันป้องกันเฝ้าระวังบูรณาการกันระหว่างพลเรือนทหาร และเจ้าหน้าที่ต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงฝ่ายบ้านเมืองจะพัฒนาอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงเร่งเอางบประมาณลงไปในภาคใต้ให้เกิดผลโดยเร็ว ที่ผ่านมาเกิดน้อยเพราะแยกกันทำ ทหารก็ทำส่วนทหาร พลเรือนก็ทำส่วนพลเรือน แต่วันนี้ตนมาดูแลทั้งหมด ตนสั่งคนเดียวมันต้องเดินตามนี้ และจะเอารูปแบบนี้มาใช้ เพราะไม่เช่นนั้นต่างฝ่ายก็จะเดินในทางของตัวเอง ส่วนการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 นั้นขณะนี้เดินหน้าไปกว่าร้อยละ 90 แล้วเพราะกำลังเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งตนได้สั่งการ ให้แม่ทัพน้อยไปจัดทำเรื่องโครงสร้างในอนาคตจะทำอย่างไร ส่วนแม่ทัพใหญ่ต้องมาคุมเพราะเป็นคนสั่งการทั้งหมด เป็นคนรับผิดชอบตามกฎหมาย ซึ่งทุกอย่างต้องดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นปีหน้าจะมีการตัดงบประมาณ
“ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาภาคใต้มีการบูรณาการ แต่ไม่เท่าที่ควร เพราะการบูรณาการคือ ต้องจัดทำงบประมาณ แผนงานโครงการต้องทำด้วยกัน หากแต่ละหน่วยงานเดินตามกฎหมายที่ตัวเองมีอยู่ โดยมีงบประมาณของตัวเอง แล้วใครจะมาสั่งตรงนี้ วันนี้ผมสั่งหมด ทั้งหมดต้องเดินตาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาญาจักร เป็นคนชี้เป้าตรงไหนมั่นคง ตรงไหนต้องทำเร่งด่วน ที่ผ่านมาชี้อย่างนี้ไม่มา โดยแม่ทัพภาคที่ 4 จะเป็นคนรับผิดชอบเด็จขาด เพราะที่ผ่านมาไม่เด็จขาด ต่างฝ่ายต่างเดินในทางของตัวเอง ซึ่งไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตัดหัวหน้าทีมพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่าขณะนี้ยังไม่ได้ตั้งเพราะขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ส่วนจะไปมาเลเซียเมื่อไหร่นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนอยู่ ต้องรอให้กลับจากอาเซมก่อน “ผมรู้อยู่แล้วอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นวาระของชาติ วาระของชาติวันนี้มีกี่เรื่อง แล้วที่ผ่านมาเคยทำกันอย่างนี้หรือไม่ ขนาดทำอย่างนี้ยังโดนด่าทุกวัน หาว่าพูดแล้วทำไม่เป็น ที่ผมพูดข้างล้างเขาทำอยู่ผมมาเล่าให้ฟัง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เผยอังกฤษเข้าใจดีคดีเกาะเต่า
พลเอกประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เรียกเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอนไปชี้แจงกรณีการสังหารนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า “เขาไม่ได้เรียกเรา เพียงแต่เราไปชี้แจง คือเขาขอความร่วมมือไปชี้แจงก็ไม่เห็นว่าทางอังกฤษเขาจะติดใจอะไร เพียงแต่เขาขอเวลาทำใจหน่อยเพราะสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาได้เร็ว จากเดิมที่เขาคิดว่าไม่น่าจะจับได้เพราะเห็นว่าคนมันเยอะ แต่พอได้อธิบายว่าเรามีขั้นตอนอย่างไรเขาก็รับได้ไม่เห็นจะมาอะไรกับประเทศไทย
เมื่อถามว่าทางรัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษเสนอขอให้ตำรวจอังกฤษเข้ามาช่วยในเรื่องของคดี พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า “ก็มาซิ บ้านใครประเทศไทยใครมาก็ได้ แต่อย่าลืมว่าอะไรที่เป็นเรื่องของเราก็ต้องเป็นเรื่องของเรา อย่าลืมว่าสมัยก่อนมีการรบกันมามากจากเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต มาได้ถามได้อธิบายได้ทุกขั้นตอนตรงไหนไม่ดีเราพร้อมที่จะทำให้ทั้งหมด”
ต่อข้อถามว่าทางอังกฤษได้แสดงความกังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการชี้แจงทางอังกฤษก็มีความเข้าใจดี เพราะมาตรฐานที่เราทำก็เป็นสิ่งเดียวกับมาตรฐานที่อังกฤษทำ ซึ่งทุกฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน “ในความคิดของผม ผมก็ว่าเชื่อได้เพราะตรวจสอบด้วยหลักฐานหลายๆอย่าง และที่เขายังมีข้อสงสัยเพราะเขาฟังจากสื่อไทยมันไม่น่าจะจับตัวผู้ต้องหาได้ ต้องยอมรับเลยว่ามาจากสื่อไทยเช่นกัน จนทำให้เขาไม่ไว้ใจกระบวนการทั้งหมดรวมทั้งโซเชียลมีเดียทั้งหมด ซึ่งทางเมียนมาร์เองก็เข้าใจและฝากดูแลคนของเขาตามปกติ”
เมื่อถามถึงคำสั่งของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้มีการติดกล้องซีซีทีวีที่เกาะเต่าจำนวน 200 ตัวนั้น เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องนี้ใครเป็นคนสั่ง ก็ถือว่าเป็นการทำงานในเชิงบูรณาการในช่องทางการทำงานของเขา ที่สำคัญไม่ใช่แค่การติดตั้งกล้องซีซีทีวีเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาได้ทั้งหมด การติดตั้งกล้องคือการป้องปรามให้เป็นหลักฐานหากวันหน้าเกิดเหตุขึ้นมาจะได้มีหลักฐาน แต่ก็ยังคงมีมาตรการอื่นๆมาประกอบด้วย ทั้งความร่วมมือ การให้ความรู้
“วันนี้ผมวันนี้สั่งการ รมว.ท่องเที่ยวไปดูในเรื่องการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเทศกาลฟูลมูนไนท์ปาร์ตี้ ว่าควรจะต้องเป็นอย่างไร รวมทั้งงานในคืนฟ้ามืดคืนฟ้าสว่างด้วย จะต้องตรวจสอบนักท่องเที่ยวว่าจะเข้ามาทำอะไร กินเหล้า สนุกสนาน รื่นเริง และเรื่องของเซ็กส์ วันนี้ผมได้สั่งการไปแล้วว่าให้ดำเนินการทำการท่องเที่ยวในเชิงคุณภาพ ให้ไปคัดนักท่องเที่ยว ไม่ใช่เอาจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นตัววัด แต่ต้องเอาคุณภาพนักท่องเที่ยวมาเป็นตัววัดด้วย นักท่องเที่ยวที่มีรายได้น้อยก็สามรถเข้ามาท่องเที่ยวไทยได้ยิ่งมามากก็ยิ่งดี แต่จะควบคุมปริมาณได้อย่างไร ถ้าปริมาณมากเกินไปรายได้เข้ารัฐไม่มากนัก แต่เราเสียในเรื่องความเสื่อมโทรมของสถานที่ วัฒนธรรม เรื่องนี้ต้องมองให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคง ความเจริญ ถ้าเข้ามาท่องเที่ยวเยอะแต่ไม่มีคุณภาพ สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถานถูกทำลายก็คงไม่ได้ เราต้องปรับปรุงคุณภาพนักท่องเที่ยวว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เสียรายได้ของรัฐ ทำอย่างไรให้เกิดแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ จะต้องสร้างให้เป็นระบบ ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า นโยบายของตนไม่ได้หมายความว่าจะไม่ให้มีการจัดฟูลมูนไนท์ แต่หมายความว่าเมื่อมีการจัดงานขึ้นมาก็จะต้องถูกต้องตามกฎหมาย ต้องไม่มีเรื่องของยาเสพติด อบายมุข และเรื่องของเซ็กส์ ขอให้ดำเนินการตามให้ถูกต้องตามประเพณีวัฒนธรรมของประเทศไทย
“ในเรื่องของฟูลมูนปาร์ตี้ผมได้สั่งการแล้วทั้งในส่วนของกระทรวงมหาดไทยและ รมว.การท่องเที่ยว ลงไปดู แต่ไม่ได่มีการกำหนดความผิดอะไร ปัจจุบันเรามีกฎหมายหลายตัวในการควบคุมทั้งเรื่องของยาเสพติดระยะเวลาในการจัดงาน คือทำวิธีการใดก็ได้แต่อย่าให้กระทบหรือเสียต่อการท่องเที่ยว สิ่งที่ผมสั่งการไปไม่ได้เป็นการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหาวิธีการได้นักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันการมีปริมาณนักท่องเที่ยวมากก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีคุณภาพและมีปริมาณมากขึ้นด้วยก็เป็นเรื่องดีโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องไปดูว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามามีอาชีพ มีรายได้อะไร อย่างทัวร์ศูนย์เหรียญก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ผมไม่ได้ไปดูถูกแต่ต้องการให้มีการพิจารณาเชิงคุณภาพมากขึ้นซึ่งก็จะตามมาเรื่องของรายได้ ยืนยันว่าผมไม่ได้ไปดูถูกนักท่องเที่ยวที่มีรายได้น้อย”นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามว่าแต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูดกับเป็นการจำกัดนักท่องเที่ยวที่มีเกรดไม่ดีรายได้ต่ำ พลเอกประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ใช่ ตนเองต้องการให้คนเข้ามาเที่ยวประเทศไทยมากๆ เพียงแต่ต้องควบคุมให้นักท่องเที่ยวอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ได้ไปจำกัดคน แต่เป็นการจำกัดทรัพยากร บางสถานที่ท่องเที่ยวหากปล่อยให้มีนักท่องเที่ยวเข้าไปมากๆ ทรัพยากรมีไม่เพียงพอ บริการไม่ดีประเทศไทยก็จะถูกด่าอีก แต่เราจะปล่อยให้ป่าแตกไม่ได้ ต้องมีการจำกัดนักท่องเที่ยวที่จะเข้าไปโดยเฉพาะตามอุทยานแห่งชาติต่างๆ เป็นการจำกัดพื้นที่ในการรับนักท่องเที่ยว แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร เพราะบางฤดูกาลก็มีนักท่องเที่ยวแห่ไปท่องเที่ยวในบางพื้นที่วันละเป็นหมื่นๆราย
ตอกกลับ"สื่อ"เสนอข่าวผิดเคยขอโทษหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีถกเถียงกับผู้สื่อข่าว โดยผู้สื่อข่าวบอกว่า เวลานายกฯให้สัมภาษณ์ตอบไม่ตรงประเด็น และไม่สรุป พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ไม่ใช่ เวลาสรุปก็ต้องสรุปให้จบต้องอธิบาย ต้องการให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ เมื่อถามว่า นักข่าวมีพื้นฐานอยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ตอบขึ้นเสียงดังว่า “แล้วท่านมีพื้นฐานบริหารราชการแบบผมไหม ท่านเขียน คิด เขียนแล้วพูดแค่นั้น ผมทำอะไรบ้าง คิด เขียน สั่งงาน กำกับดูแล เขียนแผนทั้งหมด ใครเขียนได้เขียนมาๆยืนตรงนี้เลยมา”
โดยผู้สื่อข่าวเตือนว่านายกฯอย่าโมโห พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ก็พี่พูดดูถูกผมอย่างนี้ไม่ได้”ผู้สื่อข่าวอธิบายว่า ไม่ได้ดูถูกหมายถึงว่านักข่าวก็ต้องไปแสวงหา ข้อมูลเพิ่มเติม พล.อ.ประยุทธ์ ตอบสวนกลับว่า “แล้วมันถูกไหม แล้วเวลามันไม่ถูก ขอโทษผมบ้างไหม เวลามันผิด”เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า น.ส.พ.ก็รับผิดชอบไปเอง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ไม่รู้ ทุกคนต้องรับหมด คือพี่พูดอย่างนี้ไม่ได้ พี่ต้องไปปฏิรูปสื่อให้ผมโน่น จะดูแลกันใครอย่างไร สื่อประเภท มีเดีย นักข่าว แล้วทุกวันมันก็ไม่ทะเลาะกัน ผมยอมรับท่านอยู่แล้ว ให้เกียรติ อย่าโกรธผม”
สั่งทุกหน่วยงานทำงานให้ดีเพราะไร้การเมืองแทรกแซง
พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำเข้าที่ประชุมครม. ว่า ตอนนี้เรากำลังดูการแก้ไขปัญหาเรื่องข้าวซึ่งกำหนดมาตรการเร่งด่วนในการรองรับกรอบการช่วยเหลือการทำนาปีและติดตามดูแลมาตรการเดิมที่ออกไปแล้วคือการเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งต้องไม่มีการทุจริตถ้ามีการทุจริตเกิดขึ้นต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งวันนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมการโดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเป็นประธานในการหามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนกับเกษตรกร ซึ่งจะต้องไม่มีการทุจริตเพราะไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาในทุกเรื่อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ต้องเรียนว่าปัญหาที่สำคัญคือปัญหาในเชิงนโยบายถ้ารัฐบาลไม่มีความชัดเจนก็ไม่ได้ โดยรัฐบาลมีความชัดเจนทุกเรื่อง เช่น การประชุมครม.นั้นไม่ใช่การประชุมเพื่อนุมัติงบประมาณอย่างเดียว แต่หลักการคือตนต้องการถ่ายทอดแนวทางและระดมแนวความคิดเพื่อไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาไปตามลำดับเพราะฉะนั้นจึงมีเรื่องของการกำหนดนโยบายให้ชัดเจน กำหนดมาตรการในการดำเนินการและตรวจสอบว่าจะทำอย่างไรต่อไปในระยะกลางและระยะยาว โดยสื่อต้องไม่เอาการดำเนินการทั้ง 3 ระยะมารวมกัน ตนจึงอยากให้ทุกหน่วยงานรายงานผลการดำเนินการทุกๆ 3 เดือนทั้งการผลิตส่งเสริมต้นทุน ลดต้นทุนอุปสงค์อุปทาน และการเปิดตลาดภายนอกจะทำอย่างไร นอกจากนี้อยากให้ทุกคนมองภาพรวมเศรษฐกิจร่วมด้วยเพราะถ้ามองเพียงตัวเลขของเราอยางเดียวก็น่าตกใจแต่อย่าไปสรุปตรงนั้น ให้เอาวิกฤติมาเป็นโอกาสว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเลขสูงขึ้น ซึ่งไม่สามารถสั่งวันนี้แล้วเห็นผลพรุ่งนี้เพราะทั้งหมดเป็นโครงสร้างเดิมที่ผ่านมาของรัฐบาลก่อน โดยเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและตนได้แก้ไขว่าจะบริหารจัดการอย่างไร ด้วยการใช้บทเรียนที่ผ่านมาว่ามีการทุจริตอย่างไรบ้างและจะแก้ไขอย่างไรเพราะฉะนั้นต้องไม่เอามาปะปนกัน ทั้งนี้อย่าคิดว่าเมื่อสอบสวนแล้วจะเห็นผลได้เร็ว เพราะที่ผ่านมามีปัญหาสอบเร็วจบเร็วเลยตีกันทั้งประเทศ ซึ่งเราต้องสร้างการยอมรับให้ได้คือใครทำผิดต้องยอมรับผิดด้วยหลักฐานและกรรมาวิธีทางกฎหมาย ยืนยันว่าถ้าหลักฐานชัดเจนตนไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครอยู่แล้ว
ส่วนการบริหารยางพาราในสต็อกนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สต็อกยางนั้นมี 2 อย่างประเภท คือ ของภาครัฐและของเอกชน ซึ่งเราจะต้องส่งเสริมถ้า 2 ประเภท ฉะนั้นต้องหาทางจำหน่ายในราคาที่ไม่ทำให้ราคาในท้องตลาดตกลง นอกจากนี้อาจจะต้องมีการหมุนเวียนให้กรอบใหม่ที่เข้ามา ซึ่งถ้าเราเสถียรภาพในประเทศได้และต่างชาติเชื่อมั่นคุณภาพผลผลิตก็พร้อมที่จะซื้อจากเราต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มีอยู่ในการทำอย่างไรให้ประเทศที่ใช้ยางพารามากๆ ซื้อยางในราคาที่ถูกเพื่อช่วยเรา ซึ่งถ้าเป็นการซื้อขายราคาในท้องตลาดก็ตกต่ำเพราะมีจำนวนมากและเก็บไว้นาน เนื่องจากการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลทำให้ราคาถูกบิดเบือนไปหมด แต่ถ้าเราไม่อุดหนุนก็ออกมาร้องเรียนรัฐบาล เปรียบเทียบกับรัฐบาลที่แล้วที่ให้ราคายางกิโลกรัมละ 150 บาท แต่วันนี้ราคายางในตลาดกิโลกรัมละไม่เกิน 50 บาทจะให้ตนทำอย่างไร เราต้องอุดหนุนช่วยเหลืออีกหรือ ถ้าช่วยเหลือแบบนั้นยางก็จะกองในประเทศ 5-6 แสนตัน ถ้าจะกองวันในสต็อกก็เกิดความเสียหาย แบบข้าวที่มีอยู่โกดังตอนนี้ 18 ล้านตันขาย 3 ปียังไม่หมดเลยแล้วราคาข้าวก็ตกลงเรื่อยๆ
ดังนั้นเราจะบริหารจัดการอย่างไรกับของเหล่านี้ โดยอาจจะเป็นมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในขณะที่นาปรังทำไม่ได้หรือข้าวราคาตกก็สามารถใช้อาชีพเสริมในการกินอยู่ไปก่อน ส่วนข้าวก็เก็บไว้ในคลังยุ้งฉางของตนเองไม่ต้อบมาฝากรัฐที่ต้องเสียค่าเช่าคลังวันละหลายร้อนล้านบาท ดังนั้นต้นทุนที่จำนำมาบวกกับต้นทุนก่อนขายเป็นครั้งละกว่า 2 หมื่นบาทแล้วเราจะไปขายให้ใคร เราจึงต้องมาแก้ไขเรื่องเหล่านี้จึงขอให้ใจเย็นๆ
เมื่อถามว่าแนวทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจะออกโร้ดโชว์ในต่างวันนี้ประเทศหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราทำมาโดยตลอดเราคิดทั้งหมดไม่ใช่เพียงว่าจะอนุมัติอะไร จะเห็นว่าเราประชุมตั้งแต่เช้ายันบ่ายทุกวัน พูดไม่รู้กี่เรื่องเอกสารเยอะแยะ ไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่มีถึงมาตรการและการประเมินผลตัวชี้วัดเป็นอย่างไร เราขับเคลื่อนด้วยสติปัญญหาไม่ใช่มีเพียงรัฐมนตรี แต่มีคณะทำงานย่อยมากมาย ซึ่งเราต้องไปไล่ดูว่าคณะทำงานชุดเดิมมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ปรับออกให้หมดซึ่งเปลี่ยนมาหลายคณะแล้ว และมีการตั้งกรรมการนโยบายซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในการดูเรื่องทุจริตเราทำทึกอย่างแต่ขั้นตอนมีเยอะ
เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวสวนยางเรียกร้องให้ตรวจสอบสต็อกยางทั่วประเทศเหมือนกับการตรวจสต็อกข้าวนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่แต่ตนไม่ได้ตรวจเองเพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่เรามีหน่วยงานเยอะแต่ไม่ทำงานและไม่มีประสิทธิภาพเพราะการเมืองเข้าไปแทนกแซง วันนี้ไม่มีการเมืองแทรกแซง ตนสั่งทำงานทำให้ได้แล้วกันถ้าไม่ได้ก็ต้องแก้ไขเพราะนี่คือการทำงานของรัฐบาลที่เป็นแบบนี้อะไรที่เป็นวาระเร่งด่วนก็นำเข้ามา เรื่องที่อยู่ในพื้นที่ที่ใครเป็นผู้รับผิดชอบแล้วไม่เข้าไปไม่ได้ต้องเข้าไปทุกเรื่อง



