ข่าว

‘เฉลิม’ชม‘ประยุทธ์’เก่ง-ทำงานดีอาจอยู่ได้นาน

‘เฉลิม’ชม‘ประยุทธ์’เก่ง-ทำงานดีอาจอยู่ได้นาน

13 ต.ค. 2557

‘เฉลิม’ชม‘ประยุทธ์’เก่ง-ทำงานดี มีกุนซือดีช่วยหากแก้ศก.ได้ดีปชช.พอใจ อาจอยู่ได้นาน ชี้ตอนนี้ปชช.เบื่อ'การเมือง-นักการเมือง'มากแล้ว

                13ต.ค.2557 หลังจากที่มีกระแสข่าวลือในโลกโซเชียลระบุว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสียชีวิต ล่าสุดเมื่อเวลาเย็นที่ผ่านมาร.ต.อ.เฉลิม ได้เปิดบ้านทรงไทย บ้านพักย่านบางบอน ให้ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์เพื่อชี้แจงถึงข่าวที่เกิดขึ้น  เมื่อกลุ่มผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบร.ต.อ.เฉลิมนั่งรับประทานอาหาร โดยสุขภาพของร.ต.อ.เฉลิมยังแข็งแรงดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

               ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกอย่างไรที่มีข่าวว่าตัวเองเสียชีวิต ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คนที่ทำคงอยากให้ตนออกไปแถลงข่าว แล้ววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งถ้าวิจารณ์นิ่มไปก็ไม่ใช่ตัวเอง แต่ถ้าวิจารณ์แรงไปก็จะสร้างศัตรูโดยใช่เหตุ

               เมื่อถามต่อว่า ใจแป้วบ้างไหมที่มีข่าวว่าตายบ่อยๆ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "จะใจแป้วทำไมเราไม่ได้ตายจริง (หัวเราะ)"

               ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นคนที่ฉลาด เก่ง มีกุนซือดี ถ้าสามารถแก้เศรษฐกิจได้ตนเชื่อว่าประชาชนจะพอใจ รัฐบาลก็จะอยู่ได้นาน ตนคิดว่าในวันนี้ประชาชนเบื่อการเมืองและนักการเมืองมากแล้ว


"ประยุทธ์"เตรียมประชุมผู้นำอาเซมครั้งที่10 


               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางร่วมการประชุมผู้นําเอเชีย-ยุโรป (Asia-Europe Meeting - ASEM) ครั้งที่ 10 ซึ่งมีอิตาลีเป็นเจ้าภาพ และมีสหภาพยุโรป (European Union - EU) เป็นประธาน ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 ตุลาคม 2557 ที่นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี โดยผู้เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวประกอบด้วยผู้นํารัฐบาลหรือผู้แทนจากประเทศ สมาชิก 51 ราย ประกอบด้วย ประเทศจากทวีปยุโรป 30 ประเทศ ประเทศจากทวีปเอเชีย 21 ประเทศ และองค์กรระดับ ภูมิภาค 2 องค์กร

               การประชุม ASEM มีกําหนดจัดปีเว้นปี สลับกับการประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยประเทศสมาชิก ASEM ฝ่ายยุโรปและเอเชียสลับกันเป็นเจ้าภาพ ในการประชุมแต่ละครั้ง โดยจะหารือในกรอบ 3 เสาหลัก ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สําหรับการประชุม ASEM ครั้งที่ 10 สหภาพยุโรป ในฐานะประธานการประชุมได้กําหนดหัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้ว่า “Responsible Partnership for Sustainable Growth and Security”

               การประชุมครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางออกนอกภูมิภาค เพื่อพบปะผู้นำต่างชาติ และแนะนำตัวเองกับต่างชาติ เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ในประเด็นที่ไทยให้ความสําคัญ ได้แก่ ความสําคัญของการเพิ่ม ความเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาค การสนับสนุนความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนระหว่างสมาชิก ASEM บทบาทของไทยในการรับมือกับปัญหา

               การประชุมครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม ASEM เพื่อแสดงจุดยืน และท่าทีของไทยต่อประเด็นที่ท้าทาย เช่น กลุ่ม IS และการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เช่น Ebola และการกําหนดทิศทางในอนาคตของ ASEM ก็เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมของไทยต่อเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศ แม้ว่าไทยจะอยู่ในภาวะเปลี่ยนผ่าน แต่ยังมีความรับผิดชอบ และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาความท้าทายใหม่ๆ ร่วมกัน

               นอกจากนี้ ไทยจะเข้าร่วมการประชุมผู้นําอาเซียน-สหภาพยุโรปอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อกําหนดทิศทางการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปและหารือประเด็นระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ที่อยู่ในความสนใจและมีผลประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ไทยจะรับหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สหภาพยุโรปต่อจากเวียดนามในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2558

 

ร่วมงานวันตำรวจไทยย้ำรบ.ให้ความสำคัญงานด้านความมั่นคง

               เมื่อเวลา 19.30น. พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมด้วยนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เดินทางมาเป็นประธานในงานเลี้ยวรับรองวันตำรวจ โดยมีพล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ให้การต้อนรับ โดยภายในงานมีอดีต ผบ.ตร.อดีตข้าราชการตำรวจ คณะทูตานุทูตประจำประเทศไทย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.มาร่วมงานอย่างพร้องเพรียง

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นถือเป็นโอกาสที่ดีที่ข้าราชการตำรวจและเพื่อข้าราชการได้มาร่วมพบปะเพื่อสร้างความความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อให้การดำเนินนโยบายในภารกิจสำคัญลุล่วงเป็นอย่างดี ภารกิจของตำรวจมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะการสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในสังคมและการอำนวยความยุติธรรมในด้านต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถด้วยความอดทนอดกลั้น ซึ่งเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริงและสมศักดิ์ศรีในความเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตนขอชื่นชมทุกคน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตำรวจทุกคนได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแต่ตนเชื่อมั่นว่าจิตวิญญาณของตำรวจทุกคนจะเป็นแรงผลักดันให้ทำงานอย่างไม่ท้อถอย พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคต่างๆ 

               นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับภารกิจด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามการทุจริตกระพฤติมิชอบ การลดความขัดแย้ง และสร้างความปริงดองสมานฉันท์ของคนในสังคมรวมถึงการอำนวยความยุติธรรม สตช.ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการทำงานและผลักดันให้เกิดความสำเร็จตนหวังว่านโยบายในการบริหาราชการแผ่นดินของผบ.ตร.ที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ตำรวจทุกคนยึดถือในนโยบายร่วมกันในการพิทักษ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์และเป็นที่รักของประชาชน มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างให้ข้าราชการตำรวจเป็นตำรวจที่ประชาชนมีความเชื่อมั่นและสามารถบริหารงานได้อย่างเป็นระบบมีความทันสมัยและก้าวทันต่อเทคโนโลยี และขอให้นำยุทธศาสตร์ว่าด้วยความเข้าใจ เข้าถึงและพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรวมทั้งหลักปรัญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการทำงาน โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรให้มีจิตวิญญาณในการบริการประชาชน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติหน้าที่และหวังว่าตำรวจและสตช.จะสามารถหย่นระยะห่างระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่สร้างความสุขให้กับประชาชนได้อย่างแท้จริงและก่อความป่าสุขให้กับชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน

               "ในนามของรัฐบาลและผู้รับผิดชอบแนวทางการขับเคลื่อนประเทศขอชื่นชมด้วยใจจริงและขอเป็นกำลังใจให้ข้าราชการตำรวจทุกนาย ทุกระดับโดยเฉพาะตำรวจชั้นผู้น้อยช่วยกันดูแลสร้างความรักความสามัคคี สร้างความเป็นครอบครัวของคนไทยให้ได้ในระยะเวลาที่จำกัดเพื่ออนาคตของประเทศ วันนี้เราไม่อาจเป็นอย่างอื่นไปได้อีกแล้วในช่วงเวลาที่เราจะต้องวิกฤติคลี่คลายให้ได้ ทั้งการแก้ไขการสร้างความเชื่อมั่นการยอมรับนับถือ การสร้างความรักความสามัคคีให้ทุกคนเกิดความมั่นใจ ซึ่งตำรวจถือเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาเราร่วมเป็นตายกันมาหลายครั้งโดยเฉพาะผู้ที่ปฏิบัติในสามจังหวีดชายแดนใต้ ตำรวจ ทหารและพลเรือน ต่างร่วมมือร่วมใจกันทำให้บ้านเมืองและสถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดีตามลำดับ จากนี้ไปเราจะต้องไม่สูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นหยาดเหงื่อ หยดเลือดหรือน้ำตาให้กับสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศอีกต่อไปก็ขอฝากตำรวจทุกคน รัฐบาลพร้อมที่จะแก้ไขและดูและและจะพยายามทำทึกอย่างให้ดีที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

ผู้แทนยูเอ็นเข้าพบ"ธนะศักดิ์"

               นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า ในวันนี้ (13 ต.ค.) นายลุค สตีเวน ( Mr.Luc Stevens) ผู้ประสานงานองค์การประสานงาน ประจำประเทศไทย นำคณะผู้บริหารและหน่วยงานภายใต้สังกัด UN ในประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ และสานต่อนโยบายภายหลังจาก พลเอกธนะศักดิ์ ได้พบกับ นายบัน คีมุน เลขาUN ในระหว่างการประชุมสหประชาชาติ สมัยที่ 69 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา โดยทางเลขาฯ UN มองว่า ไทยมีบทบาทร่วมในฐานะหุ้นส่วนที่จะส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนหลังปี 2015 เป็นภารกิจหลักของUN

               นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแผนการทำงานของUN ที่มีต่อประเทศไทยในช่วง ปี 2012-2016 ที่ได้ปรับให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ของไทย รวมถึงแสดงความเข้าใจในสถานภาพทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และได้พูดถึงบทบาทของประเทศไทยในเชิงรุกที่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในการพัฒนาอาเซียนและบทบาทของไทยที่ร่วมกับประชาคมโลกในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยังชื่นชมประเทศไทยที่มีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว

               ขณะที่ พลเอกธนะศักดิ์ ได้อธิบายถึงพัฒนาการทางการเมืองไทย ที่ขณะนี้มีการจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติตามแผนโรดแม็บแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือตามที่ได้กล่าวไว้ในเวทียูเอ็น เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนหลังปี 2015