ข่าว

มติ'ก.ร.'ยุบรัฐสภา6จว.นำร่อง

มติ'ก.ร.'ยุบรัฐสภา6จว.นำร่อง

13 ต.ค. 2557

'พรเพชร' เผย มติ 'ก.ร.' ยุบรัฐสภา 6 จังหวัดนำร่อง เรียก ขรก.กลับมาทำงานส่วนกลาง ยังไม่พิจารณาถอดถอน 'สมศักดิ์-นิคม'

 
                                13 ต.ค. 57  นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา (ก.ร.) เปิดเผยผลประชุม ก.ร. ซึ่งพิจารณาเรื่องการดำเนินโครงการรัฐสภา 6 จังหวัดนำร่อง ว่า ที่ประชุม ก.ร. ลงมติให้ยุติโครงการรัฐสภา 6 จังหวัดนำร่อง หลังจากที่พิจารณาผลการประเมิน อนุ ก.ร. และคณะกรรมการเพื่อประเมินผลงานแล้วพบว่า ไม่ผ่านการประเมิน โดยเฉพาะความคุ้มค่าของผลงานที่ออกมา เมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณที่ใช้จ่ายไป รวมถึงพบความขัดแย้งในประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งประเด็นทางกฎหมายนั้น ตนขอไม่ชี้แจงในรายละเอียดในตอนนี้ ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมื่อยุบรัฐสภาจังหวัด 6 แห่งนำร่องแล้ว อาจกระทบต่อการทำงานร่วมกับภาคประชาชนนั้น เบื้องต้น จะนำประเด็นดังกล่าวมาพิจารณาในมุมกฎหมาย และพิจารณาดำเนินโครงการใหม่อีกครั้ง ขณะที่ข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สำนักงานรัฐสภาจังหวัดนั้น จะเรียกตัวให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่ส่วนกลาง ในตำแหน่งที่มีการจัดสรรให้
 
                                แหล่งข่าวจากรัฐสภา แจ้งว่า สำหรับการดำเนินงานของรัฐสภาใน 6 จังหวัดนำร่อง ที่ยังพบปัญหาประเด็นจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะประเด็นการจ้างบริษัทเอกชนเพื่อมาดำเนินงานปรับปรุงอาคารสำนักงานที่พบปัญหาทางข้อกฎหมาย เช่น บริษัทที่รับงานนั้น มีวิธีจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และไม่ได้ลงนามสัญญาจ้าง ทำให้งานปรับปรุงไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา และจนถึงปัจจุบัน สถานที่ยังปรับปรุงไม่แล้วเสร็จนั้น ซึ่งพบรายละเอียดดังกล่าว ที่สำนักงานรัฐสภาจังหวัดเชียงรายนั้น คณะกรรมการ ก.ร. ไม่ได้พิจารณาในเรื่องนี้ แต่ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว นอกจากนั้น ทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย
 
 
 
ยังไม่พิจารณาถอดถอน 'สมศักดิ์-นิคม'
 
 
                                นายพรเพชร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สนช. (วิปฯ สนช.) เปิดเผยว่า ตนยังไม่นำเรื่องรายงานการถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตรองประธานรัฐสภา ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งรายงานการตรวจสอบมายัง สนช. เข้าสู่การพิจารณาของวิปฯ สนช. ในวันที่ 14 ต.ค.นี้ เนื่องจากยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาก่อนนำเรื่องเข้าที่ประชุมวิปฯ สนช. 
 
                                ทั้งนี้ในการประชุมวิปฯ สนช. ดังกล่าว จะมีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ การวางกรอบเลือกสมาชิก สนช. เข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามสัดส่วนที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว กำหนด จำนวน 5 คน เบื้องต้น ตนมองว่าสมาชิก สนช. ที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นคนที่ขยัน และการทำงานดังกล่าว ต้องไม่กระทบต่อการทำงานของ สนช.ด้วย

 

 

เลือกผู้สมัครในบัญชี 7,000 คน เป็นทีมทำงาน

 
 
                                นายพรเพชร กล่าวถึงแนวทางทำงานของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ร่วมกับผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.รอบแรก ว่า สปช. 250 คนนั้น จะมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ หรือ ทีมทำงาน โดยที่ประชุมร่วมกับนายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฐานะฝ่ายเลขานุการ สปช. พิจารณาแล้วว่า จะให้ 250 คนนั้น คัดเลือกผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าวจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น สปช.ในรอบแรก ที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ซึ่งมีจำนวน 7,000 คน ตามบัญชีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอยู่
 
                                ขณะที่นายจเร กล่าวถึงการประชุม สปช.นัดแรก วันที่ 21 ต.ค. ซึ่งมีวาระเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธาน สปช. และรองประธาน สปช.นั้น สมาชิก สปช.สามารถกำหนดเรื่องเพื่อหารือในที่ประชุมได้ ทั้งนี้ตามข้อเสนอของนายเทียนฉาย กีระนันทน์ สปช.ด้านอื่นๆ เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาตั้งกรรมการ 2 คณะ เพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมาธิการที่จะทำปฏิรูป 11 ด้านนั้น หากที่ประชุมเห็นร่วมกันให้พิจารณา สามารถหยิบยกมาพิจารณาได้ โดยไม่มีข้อขัดข้องในเรื่องกติกา