ข่าว

พระสุเทพเยือนบ้าน‘ชวน’บอกยังไม่สึก

พระสุเทพเยือนบ้าน‘ชวน’บอกยังไม่สึก

12 ต.ค. 2557

พระสุเทพออกพรรษาเยือนบ้าน‘ชวน’ บอกยังไม่มีกำหนดสึกช่วงนี้ คนไทยมั่นใจสปช.ปฏิรูประบบราชการไทย

               12ต.ค.2557 พระสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือฉายา “พระปภากโร” รับกิจนิมนต์จากนายกิจ หลีกภัย นายกอบจ.ตรัง และนายระลึก หลีกภัย น้องชาย เพื่อฉันท์ภัตตาหารเพล ซึ่งประกอบด้วย อาหารพื้นบ้านของจ.ตรัง เช่น ขนมจีน น้ำยา หมูย่างเมืองตรังและอาหารคาวหวาน ที่บ้านแม่ถ้วน หลีกภัย เลขที่ 183 ถนนวิเศษกุล ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง หลังจากได้เดินทางมาร่วมทำบุญทอดกฐินที่วัดท่าพญา อำเภอปะเหลียน เพื่อหาเงินสร้างซุ้มประตู เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

               หลังฉันภัตตาหารเป็นที่เรียบร้อย พระสุเทพได้ร่วมถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับประชาชนซึ่งหลั่งไหลมาร่วมงานและถวายปัจจัย เมื่อทราบว่าพระสุเทพ  มาเยือน จ.ตรัง ขณะที่นายชวน หลีกภัย เจ้าของบ้านเดินทางไปประเทศอเมริกา

               นายกอบจ.ตรังและนายระลึก หลีกภัย ได้ต้อนรับด้วยคณะวงศ์ดุริยางค์บรรเลงเพลง จากโรงเรียนสภาราชินี ตรังและการแสดงมโนห์รา ศิลปะพื้นบ้านของปักษ์ใต้ จากนักเรียนโรงเรียนวัดควนวิเศษ ก่อนที่พระสุเทพฯจะเดินทางต่อไปทำบุญที่จ.พัทลุง และบอกผู้สื่อข่าวสั้นๆว่ายังไม่มีกำหนดลาสิกขาบทในช่วงนี้


คนไทยมั่นใจสปช.ปฏิรูประบบราชการไทย

               ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “มุมมองของประชาชนต่อระบบราชการและการปฏิรูประบบราชการไทย” ทำการสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป กระจายทั่วทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,249 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับปัญหาและมุมมองต่อระบบราชการของไทย และความเชื่อมั่นต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ในการปฏิรูประบบราชการของไทย 

               จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการไทยที่ประชาชนเคยพบเจอ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.79 ระบุว่า ยังไม่เคยพบเจอปัญหาใดๆ รองลงมา ร้อยละ 29.86 ระบุว่า ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ใส่ใจประชาชน ร้อยละ20.18 ระบุว่า การทำงานที่ไม่มีคุณภาพ ขาดการพัฒนา ร้อยละ 15.61 ระบุว่า การทำงานไม่โปร่งใส ไม่ซื่อสัตย์และมีการคอร์รัปชัน ร้อยละ 13.45 ระบุว่า ข้าราชการไม่เป็นมิตร ทำตัวเป็นนายประชาชน ร้อยละ 12.89 ระบุว่า ไม่มีความเป็นธรรม ใช้ระบบเส้นสายในการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 9.85 ระบุว่า การทำงานที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีการประสานงาน

               ร้อยละ 9.13 ระบุว่า ขั้นตอนการปฏิบัติราชการที่มากมายและยุ่งยากซับซ้อน ร้อยละ 5.44 ระบุว่า ชอบทำงานแบบผักชีโรยหน้า ร้อยละ 3.36 ระบุว่า ถูกอิทธิพลทางการเมืองครอบงำร้อยละ 2.88 ระบุว่า ประชาชนเข้าถึงยาก (เช่น การขอเอกสาร การเข้าพบผู้ใหญ่) ร้อยละ2.56 ระบุว่า การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตของข้าราชการ ร้อยละ 0.72 ระบุว่า ทำงานโดยใช้ทรัพยากรที่สิ้นเปลืองเกินเหตุ ร้อยละ 0.56 ระบุว่า ยึดมั่นในกฎระเบียบมากจนเกินเหตุร้อยละ 1.28 ไม่ระบุ

               เมื่อถามถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการไทย พบว่า ร้อยละ 16.33 ระบุว่า มีความศรัทธาต่อระบบราชการไทยมาก ร้อยละ 54.12 ระบุว่า ค่อนข้างมีความศรัทธาต่อระบบราชการไทย ร้อยละ 23.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความศรัทธาต่อระบบราชการไทย ร้อยละ 5.13 ระบุว่า ไม่มีความศรัทธาต่อระบบราชการไทยเลย และ ร้อยละ 0.88 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อความคุ้มค่าของภาษีอากรที่ประชาชนจ่ายไปกับผลการปฏิบัติงานของข้าราชการไทย พบว่า ร้อยละ 12.41 ระบุว่า มีความคุ้มค่ามาก ร้อยละ39.63 ระบุว่า ค่อนข้างมีความคุ้มค่า ร้อยละ 30.51 ระบุว่า ไม่ค่อยมีความคุ้มค่า ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ไม่มีความคุ้มค่าเลย และ ร้อยละ 2.56 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

               ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อความสามารถของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในการปฏิรูประบบราชการไทย ร้อยละ 19.77 ระบุว่า มั่นใจมาก ร้อยละ 37.63 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 24.98 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 9.61 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลยร้อยละ 8.01 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ และจากการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงลึก ในจำนวนของผู้ที่ระบุว่าค่อนข้างมั่นใจถึงมั่นใจมาก ให้เหตุผลเพราะว่า มีความเชื่อมั่นต่อการบริหารของรัฐบาล คสช. และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาและปฏิรูปประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เป็นคนพูดจริง ทำจริง และที่ผ่านมามีผลงานและรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ขณะผู้ที่ระบุว่าไม่ค่อยมั่นใจถึงไม่มั่นใจเลย ให้เหตุผลเพราะว่า ระบบราชการไทยมีโครงสร้างที่ใหญ่และสลับซับซ้อน และปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน ยากเกินกว่าที่จะแก้ไข เช่น การใช้ เส้นสายหรือระบบอุปถัมภ์ การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังมีการแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย หรือกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องของผลประโยชน์ ไม่ยอมให้ความร่วมมือในการปฏิรูประบบราชการไทย.


ป.ป.ช.รับทุกความเห็นปฏิรูปองค์กร

               นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และอดีตทนายความคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามีแนวความคิดเรื่องการปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเริ่มที่ป.ป.ช. ว่า เรื่องการปฏิรูปประเทศนั้นต้องทำ เป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เรื่องไหนที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นก็ไม่มีปัญหา ขอให้สปช.ทำงานอย่างเต็มที่ คงต้องแล้วแต่ว่าจะปฏิรูปประเด็นใด เพราะการปฏิรูปนั้นคือการทำทุกอย่างให้ดีขึ้น ผู้เสนอก็สามารถเสนอได้ทุกเรื่อง ดังนั้น ต้องแล้วแต่ผู้ที่จะเสนอ แต่ควรเสนอในสิ่งที่จะทำให้อะไรๆดีขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์กว่า

               นายปานเทพ กล่าวว่า สำหรับหลังจากที่คณะกรรมการป.ป.ช.ลงมติพิจารณาส่งสำนวนคดีถอดถอนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีโครงการรับจำนำข้าวไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาถอดถอนแล้วนั้น ในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. หรืออังคาร 14 ต.ค. นี้ เจ้าหน้าที่จะได้นำหนังสือนำส่งพร้อมเอกสารประกอบทั้งหมดมาให้ตนลงนาม เพื่อส่งไปถึง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไป ส่วนกรณีถอดถอนอดีตสมาชิกวุฒิสภา 39 ราย ผู้ถูกกล่าวหา ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่นตามมาตรา 58 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2542 นั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมรายงานให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทั้งคณะได้พิจารณาในวันอังคารที่ 14 ต.ค.นี้เช่นกัน เพื่อพิจารณาส่งสำนวนดังกล่าวไปให้สนช.ต่อไป


"สุภา"เผยคนจะปฏิรูปป.ป.ช.ต้องเข้าใจ

               น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบัญชา ปรมีศณาภรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เตรียมเสนอให้มีการปฏิรูปป.ป.ช.ว่า เป็นสิทธิของเขา เขาอาจจะมองจากข้างนอกมาข้างใน ต้องรับฟัง ไม่มีปัญหา แต่ต้องฟังข้อเท็จจริงว่า จริงๆ สิ่งที่เขาเห็นตรงกับสิ่งที่เป็นจริงหรือไม่ การปฏิรูปคือการมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิมเป็นเรื่องดี เชื่อว่า หากสปช.จะมีการปฏิรูปจริงอาจจะเชิญป.ป.ช.ไปรับฟัง

               อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า หน่วยงานที่ปฏิรูปหรือคนที่จะปฏิรูปต้องเข้าใจ ต้องมองทั้งบวกทั้งลบ มองด้วยความเป็นกลาง ไม่มีธง ส่วนที่มีการเสนอให้มีกลไกลตรวจสอบป.ป.ช.นั้น จะเห็นว่า ในอดีตมีป.ป.ช.ชุดหนึ่งถูกตรวจสอบกรณีเพิ่มค่าตอบแทนตัวเอง โดยมีสมาชิกวุฒิสภาไปร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ดังนั้น กลไกตรวจสอบป.ป.ช.มีอยู่แล้ว นอกจากนี้ ในส่วนของป.ป.ช.เองเวลาพิจารณาเรื่องต่างๆ เราดูกฎหมายกันระวังมาก และมีความเป็นอิสระ

               น.ส.สุภา กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอดูข้อเท็จจริงก่อนว่า จะปฏิรูปเรื่องอะไร หากเป็นเรื่องการตรวจสอบป.ป.ช.ต้องดูข้อเท็จจริงว่า กระบวนการตรวจสอบมีอยู่แล้วหรือไม่ หากมีกระบวนการตรวจสอบแล้วมีปัญหาหรือไม่ หากไม่มีปัญหาก็ไม่เห็นต้องปฏิรูป แต่หากมีปัญหาเขาคงเสนอแนะกันเข้ามา อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปในครั้งนี้ที่เขาสะท้อนเข้ามาเราเคารพ แต่การจะปรับปรุงต้องรับฟังทั้งบวกทั้งลบ ใครจะมีความเห็นอย่างไรไม่เป็นไร เพราะสุดท้ายการจะปฏิรูปต้องใช้ดุลพินิจ ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้เป็นข้อเสนอของนายบัญชา ซึ่งเคยเป็นทนายความของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีรับจำนำข้าว อาจถูกมองว่า มีอคติกับป.ป.ช. น.ส.สุภา กล่าวว่า อย่าคิดเยอะ อย่าเพิ่งคิดว่าเขาคิดไม่ดี แต่เอามาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ตนเฉยๆ ถือว่าเขามีส่วนร่วม ทำให้เห็นประเด็นต่างๆ


รายงานตัวสปช.วันที่ 5วัน 209 คน เหลืออีก 41 คน

               ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การรายงานตัวสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) วันที่ 5 ยังคงคึกคักมีสมาชิก สปช. ทยอยเดินทางเข้ารายงานตัวที่บริเวณห้องโถง อาคาร1 รัฐสภา อย่างต่อเนื่อง โดยมีบุคคลสำคัญ อาทิ พล.ร.อ. พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ และนายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งตลอดทั้งวันมีสมาชิก สปช. เข้ารายงานตัวรวม 23 คน รวมสมาชิกที่มารายงานตัวแล้ว 5 วัน จำนวน 209 คน ยังเหลือสมาชิก สปช. ยังไม่เข้ารายงานตัวอีก 41 คน โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สปช. จะรับรายงานตัว สปช.ถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้

 

‘สุรินทร์’ย้ำระบบราชการไทยผุกร่อน 
 
 
                นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ  ประธาน สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย  เขียนบทความเเจกจ่ายสื่อมวลชนในวันนี้่ว่า  สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ตระหนักถึงความสาคัญและข้อท้าทายของกลไกการขับเคลื่อนของภาครัฐ ที่ส่งผลโดยตรงกับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและศักยภาพของเอกชน จึงจัด“โครงการการศึกษาความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย – The Thai Bureaucracy and Thailand's Global Competitiveness” เพื่อเดินหน้ารับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากภาคเอกชนจากอุตสาหกรรมต่างๆมาเป็นระยะ และจัดงานเสวนาเพื่อระดมสมองในครั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อร่วมกันหาแนวปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมกระตุ้นให้ผู้บริหารประเทศตลอดจนหน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงปัญหา เพื่อหาทางเดินก้าวออกจากหลุดดา และมีที่ยืนในเวทีนานาชาติอย่างศักดิ์ศรีเต็มภาคภูมิ สมเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับต้นๆของอาเซียน
 
                ประเทศไทยซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเสือเศรษฐกิจ (Asian Tiger) เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว มาวันนี้ดูเหมือนว่าเราจะเป็นเพียง “ลูกเสือ” (Tiger Cup) ที่ยังไม่ค่อยจะโตเสียมากกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวประชากร (GDP per Capita) ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยมีอัตราการเติมโตทางเศรษฐกิจที่ช้ามาก และอาจจะติดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไม่สามารถก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศที่รายได้สูงได้
 
                ประมาณ 50 ปีที่แล้ว เราจะเห็นได้ว่าระดับรายได้ต่อหัวต่อประชากรไทยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศสิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ไต้หวัน แต่ในปัจจุบันประเทศเหล่านี้กลับทิ้งห่างเราไปไกลมาก เช่น ประเทศสิงคโปร์ ประมาณ 10 เท่า ไต้หวันและเกาหลีใต้ ประมาณ 8 เท่า หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่สูงกว่าเราประมาณ 2 เท่าและเป็นที่น่าวิตกที่ข้อมูลจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นปัจจัยลบ ปัญหาในการทาธุรกิจในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาเดิมๆมาโดยตลอด และ หนึ่งในปัญหาหลักคือ ‘ระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพ’
 
 
                รายงานจากสถาบันเดียวกันว่าด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลกชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในตัวแปรสาคัญสาหรับการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับโลกคือตัวแปรด้านสถาบัน (Institutions) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 84 จาก 144 ประเทศ หรืออันดับที่ 6 จาก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน (ไม่รวมประเทศบรูไน) และเป็นอันดับที่ห่างจากอันดับที่ 4 คือประเทศฟิลิปปินส์ถึงกว่า 20 อันดับ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ภาครัฐจะต้องหันมาให้ความสาคัญกับการแก้ไขปัญหาในการทางานให้เชื่อมโยงกันของหน่วยงานจานวนมาก การจัดทาแผนการปฏิบัติงาน ที่ชัดเจนสาหรับผู้ปฏิบัติงาน การกากับดูแล การติดตามและประเมินผลให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตัวแปรด้านสถาบันที่สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคือ การสูญเสียสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในกระบวนการดาเนินของภาครัฐ (Wastefulness of government spending) ซึ่งไทยอยู่อันดับที่ 115 จาก 144 ประเทศในปี 2557 จากปี 2556 ที่ผ่านมาอยู่ในอันดับ 107 จาก 148 ประเทศ จะเห็นได้ว่าอันดับของประเทศได้ตกต่าลงอย่างมีนัยสาคัญ
 
                สถาบันฯ ได้แบ่งปัญหาระบบราชการที่ขาดประสิทธิภาพออกเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ ปัญหาขั้นตอน-บริการ ปัญหาเชิงระบบ-โครงสร้าง และปัญหาเชิงบุคลากร-วัฒนธรรม ซึ่งทั้ง 3 ปัญหาเป็นเหมือนวงจรอุบาทที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน และในความเป็นจริงแล้วปัญหาเล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่อยู่กับสังคมไทยมานาน
 
                ทางสถาบันได้ศึกษาการปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพของหลายๆ ประเทศ พบว่าเมื่อมีการลงมือ แก้ไข เปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ผู้นาให้ความสาคัญและกาหนดเป็นวาระแห่งชาติ สามารถที่จะทาให้เกิดระบบราชการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพได้ อีกทั้งยังทาให้ประเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดดอีกด้วย
 
                ข้อเสนอแนะ “ระบบราชการ คือ ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ที่แสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” เพื่อให้การทางานของหน่วยงานภาครัฐมีประสิทธิภาพและส่งเสริมให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทยมีข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนา ‘การบริหารงานบุคคล’ดังนี้1. ขจัดการการแทรกแซงของภำคกำรเมืองและระบบอุปถัมภ์ โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสรรหา (Review Board) สาหรับการแต่งตั้งตาแหน่งข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวงและอธิบดี หน่วยงานในระบบข้าราชการต้องมีกลไก เกาะกาบังที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการก้าวก่ายจากภาคการเมือง
 
                2. จัดให้มีการพัฒนาบุคลากรฝึกอบรมเพิ่มควำมรู้และทักษะอย่างเข้มข้นภายในแต่ละองค์กรของรัฐและรัฐวิสำหกิจ เพื่อสร้างความเป็นเลิศในสาขาวิชาชีพเฉพาะ (Professional and Area Expertise) ทั้งนี้เพื่อป้องกันการโยกย้ายข้ามหน่วยงานหรือแม้แต่การแต่งตั้งบุคคลจากภายนอกโดยไม่คานึงถึงความรู้และประสบการณ์ที่จาเป็นสาหรับหน่วยงานนั้น (Parachute) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากอานาจทางการเมืองที่ไม่รับผิดชอบและมุ่งหวังหาผลประโยชน์จากระบบราชการ
 
                3. เพิ่มขีดความสามารถของข้าราชการ (Lean government) ให้มีการแข่งขันบนฐานของขีดความสามารถของข้าราชการ และหลักการความสามารถ และคุณสมบัติของบุคคล 4. การสร้างระบบบริหารงานบุคคลบนพื้นฐานของความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง (Merit System) และค่าตอบแทน โดยการเปิดระบบราชการสาหรับการเลือกสรรตาแหน่งผู้บริหาร และปรับโครงสร้างฐานเงินเดือนใหม่ 5. ส่งเสริมให้เกิดระบบคุณธรรมและจริยธรรมในทุกระดับชั้น - ประชาชนในภูมิภาคต้องมีสิทธิ์รับรู้ ประวัติและพฤตติกรรมในอดีต ตลอดจนเหตุผลที่นามาสู่การโยกย้ายของข้าราชการในทุกตาแหน่งมาสู่จังหวัดของเขา 6. มีกระบวนกำรประเมินผลกำรปฏิบัติงำน (Performance Assessment) ที่เข้มข้นโดยทาการประเมินด้านประสิทธิภาพการทำงาน ไปพร้อมกับการประเมินด้านคุณธรรมและจริยธรรม และให้แต่ละหน่วยงานเป็นผู้จาทาตัวชี้วัดการทางานที่เหมาะสม สอดคล้องกับเป้าหมายของการดำเนินงาน
 
                7. ป้องกันกำรทุจริตและผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่ำงข้ำรำชกำรและองค์กรอิสระ ข้าราชการและข้าราชการระดับสูง ไม่ควรที่จะดารงตาแหน่งคณะผู้บริหารขององค์กรอิสระ องค์กรกากับดูแล องค์กรมหาชน หรือรัฐวิสาหกิจใดๆ ในขณะที่ยังรับราชการอยู่ เพื่อป้องกันการคอร์รัปชั่น แต่หากมีความจาเป็นที่บุคคลเหล่านี้ต้องดารงตาแหน่งในองค์กรต่างๆ ควบคู่กับการเป็นข้าราชการ จะไม่สามารถรับผลประโยชน์ตอบแทนจากองค์กรนั้นๆ ได้“เข้าใจสถานการณ์ รู้งาน รู้หน้าที่...”
 
                และเพื่อให้เกิดความยั่งยืนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้การบริการประชาชนควรจะได้รับการปรับปรุงคุณภาพเช่นกัน โดยทางสถาบันมีข้อเสนอ ดังนี้
 
                1. ข้าราชการของประชาชน ปฏิรูประบบราชการให้ข้าราชการทางานเพื่อให้เป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่ให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องมีการปฏิรูประบบราชการให้บุคลากรของรับมีความสานึก ตะหนักรู้ ว่าหน่วยงานราชการไม่ใช่สถานที่ที่จะหาผลประโยชน์ส่วนตน 2. บริการอย่างมีมาตรฐาน มีการกำหนดมาตรฐานในการให้บริการประชาชน พร้อมกำหนดตัวชี้วัดและเป้าหมายของการบริการอย่างชัดเจน 3. การทำงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ ปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ ให้มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้นตามสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ 4. ปฏิบัติงานอย่ำงมีประสิทธิภาพ ใช้แนวคิด Lean Government เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยการลดความสูญเสียและลดกิจกรรมที่สูญเปล่าทั้งในส่วนของภาครัฐและประชาชน 
 
                ประเทศไทยก้าวช้ากว่าคนอื่นมามากแล้วและมูลค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจนั้นมิอาจจะประเมินได้ หากเรายังไม่ก้าวออกจากหล่มความสูญเสียนี้ เราอาจจะเป็นประเทศที่ตกขบวนรถไฟแห่งการพัฒนาและการลงทุนได้ แต่การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ไม่สามารถจะไปพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง หรือ หน่วยงานใดเพียงหน่วยใดได้ แม้ภาคเอกชนของไทยอาจมีกาลังและและคุณภาพที่สามารถสู้กับชาติอื่นได้ แต่ไม่สามารถที่จะดาเนินในนามของประเทศไทยบนเวทีโลกได้ ทุกองคาพยพของประเทศไทยจะต้องจับมือร่วมกัน และเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า “ความสาเร็จ และ ความประเสริฐข้าราชการ คือ การบริการประชาชน Public Service Minded”