ข่าว

'วิกฤติน้ำ-งดนาปรัง' จี้รัฐวางแผนครบวงจร

'วิกฤติน้ำ-งดนาปรัง' จี้รัฐวางแผนครบวงจร

12 ต.ค. 2557

'วิกฤติน้ำ-งดนาปรัง' จี้รัฐวางแผนครบวงจร : โดย...จิติมา จันพรม

 
                          รัฐบาลเหมาเอาภาพรวม ทั้งที่ข้าวในประเทศมีทั้งเพื่อการอุตสาหกรรม เพื่อการบริโภค ต้องแยกชาวนารวยกับชาวนาจนก่อน และต้องคุมให้เงินตกถึงชาวนาจริงๆ ไม่ใช่นายทุน 
 
 
                          "วิกฤติน้ำแล้ง" ทำให้รัฐบาลต้องประกาศให้เกษตรกรงดการปลูกข้าวนาปรัง และมีนโยบายจ่ายชดเชยข้าวนาปีให้แก่ชาวนาทั่วประเทศไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ รวมทั้งมีโครงการจ้างแรงงานชดเชยช่วงงดนาปรังตามอัตราค่าแรงขั้นต่ำ โดยในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และใกล้เคียง ที่ต้องพึ่งน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ แม่น้ำพอง และแม่น้ำชี ก็ต้องเข้าสู่มาตรการดังกล่าวเช่นกัน
 
                          มติคณะกรรมการน้ำจังหวัดขอนแก่นให้ชาวนางดทำนาปรังโดยเด็ดขาดในพื้นที่ชลประทานตามริมแม่น้ำพอง และแม่น้ำชี เนื่องจากสภาพน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ปีนี้มีปริมาณน้อยมาก น้ำในอ่างมีแค่ 49 เปอร์เซ็นต์ของความจุ หรือประมาณ 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แต่ปริมาณน้ำที่ใช้ได้แค่ 600 ล้าน ลบ.ม. จึงจำเป็นต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด เพื่อให้มีน้ำใช้ในการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงต้นฤดูปีหน้าด้วย
 
                          ทรงวุฒิ กิจวรวุฒิ หัวหน้าโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย บอกว่า จากสถานการณ์น้ำในขณะนี้ จำเป็นต้องวางแผนใช้น้ำและใช้น้ำอย่างสงวน โดยเฉพาะด้านการเกษตรในเขตชลประทาน 
 
                          แต่ในช่วงนี้จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมเป็นช่วงข้าวกำลังตั้งท้องและออกรวง จำเป็นที่ชลประทานต้องขอให้เขื่อนอุบลรัตน์ระบายน้ำเข้าสู่ระบบคลองส่งน้ำชลประทานเพิ่มขึ้น จากที่ผ่านมาระบายวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. เป็นวันละ 4 ล้าน ลบ.ม. ระหว่างวันที่ 8-22 ตุลาคม และลดลงวันละ 3 ล้าน ลบ.ม.ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม จนถึงสิ้นเดือน รวมต้องใช้น้ำรวมในช่วงนี้ 81 ล้าน ลบ.ม. จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป ขอให้ระบายน้ำวันละ 1 ล้าน ลบ.ม. เพื่อหล่อเลี้ยงระบบนิเวศและการอุปโภคบริโภค ส่วนชลประทานจะหยุดส่งน้ำเข้าคลองส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายนเป็นต้นไป
 
                          สถานการณ์น้ำแบบนี้จำเป็นต้องใช้น้ำอย่างสงวนที่สุด จึงต้องงดให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังในปีนี้ทั้งหมด เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงระบบนิเวศ น้ำปลูกพืชผัก เพื่ออุปโภคบริโภค โดยเฉพาะน้ำประปา และเพื่อมีน้ำใช้ตอนต้นฤดูนาปีที่จะต้องใช้อย่างน้อย 150 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งทางจังหวัดจะมีหนังสือแจ้งให้เกษตรกรให้ชาวนาได้รู้และทำในแนวทางเดียวกันเพื่อส่วนรวม
 
                          "ต้องยอมรับว่า การงดปลูกข้าวนาปรังกระทบกับรายได้ของเกษตรกรไม่น้อย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระหว่างนี้ โครงการส่งน้ำและบำรุงชลประทานหนองหวาย ยังได้นำเสนอโครงการซ่อมบำรุงคลองส่งน้ำ โดยการใช้แรงงานของชาวนาในพื้นที่นั้นๆ เพื่อชดเชยรายได้ในช่วงการงดทำนาปรัง ตามนโยบายของรัฐบาลด้วย" ทรงวุฒิ กล่าว
 
                          ทั้งนี้ การงดปลูกข้าวนาปรังตามมติของคณะกรรมการน้ำจังหวัดขอนแก่น ไม่ได้มีผลเฉพาะในพื้นที่ขอนแก่นเท่านั้น แต่คณะกรรมการน้ำยังจะทำหนังสือไปถึงมหาสารคาม และร้อยเอ็ด ให้งดทำนาปรังด้วย และต้องเข้มงวดกับการปลูกข้าวในพื้นที่ขอนแก่นอย่างจริงจัง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้จะมีการขอให้มีการงดปลูกข้าวนาปรังใน จ.ขอนแก่น แต่มักจะมีการฉวยโอกาสใช้เครื่องสูบน้ำตามจุดต่างๆ ริมน้ำพองและลำน้ำชี ซึ่งระดับน้ำวันละ 1 ล้าน ลบ.ม.ที่เอาไว้หล่อเลี้ยงระบบนิเวศก็จะได้รับผลกระทบด้วย  
 
                          นอกจากสถานการณ์น้ำและภัยแล้งเกิดขึ้นทั่วประเทศ รวมทั้งราคาข้าวตกต่ำ นโยบายของรัฐจ่ายไร่ละ 1,000 บาท แต่ไม่เกิน 15 ไร่ เพื่อจ่ายชดเชยให้ชาวนาที่เป็นสมาชิกและขึ้นทะเบียนกับ ธ.ก.ส.นั้น แต่ละฝ่ายก็เดินหน้าเพื่อทำตามหน้าที่ คนปลูกข้าวก็รู้สึกยินดีที่อย่างน้อยได้เงินมาชดเชยราคาข้าวสำหรับคนที่ปลูกข้าวเพื่อขาย หรืออย่างน้อยได้ชดเชยต้นทุนที่ปลูกไปสำหรับคนที่ปลูกเพื่อกินเอง
 
                          ธนู โตสัจจะ ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาขอนแก่น บอกถึงการชดเชยว่า ขอนแก่นมีเกษตรกรทั้งสิ้นกว่า 1.5 แสนราย ชาวนาให้ความสนใจต่างทยอยมาขึ้นทะเบียน เพื่อรับเงินตามโครงการอย่างต่อเนื่อง และจะเปิดให้ลงทะเบียนได้จนหมดเขตวันที่ 15 พฤศจิกายน จากนั้นจะจ่ายเงินให้รายที่มีการลงทะเบียนและตรวจสอบแล้ว โดยจะจ่ายเงินผ่านบัญชีธนาคาร เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว โดยเริ่มทยอยจ่ายตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคมเป็นต้นไป 
 
                          ขณะที่เกษตรกรอย่าง บัวผัน ลาเทิง อายุ 75 ปี ชาวนารุ่นใหญ่ บ้านหนองแสง ต.ท่ากะเสริม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น บอกว่า ติดตามข่าวสารเป็นประจำ รู้สึกดีใจที่รัฐบาลมีนโยบายจ่ายเงินชดเชยให้ชาวนา แม้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว แต่ก็เป็นการช่วยชาวนาได้ระดับหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่า แม้รัฐบาลจะไม่มีเงินชดเชยให้ก็ไม่มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาปลูกข้าวเพื่อกินเอง ขายบ้างเล็กน้อย มีที่นา 13 ไร่ แต่ปลูกข้าวแค่ 9 ไร่ ที่เหลือปลูกผักสวนครัว ทำบ่อเลี้ยงปลา ทำนา ทำเกษตรแบบพอเพียง  
 
                          ส่วนตัวได้ขึ้นทะเบียนที่ ธ.ก.ส.น้ำพอง ปลูกข้าว 9 ไร่ ก็คงจะได้ 9,000 บาท ถือว่าช่วยลดต้นทุนการปลูกข้าว และยังสามารถนำเอาเงินส่วนนี้ไปทำทุนเลี้ยงปลาหมอ ที่จะเป็นอีกอาชีพหนึ่งในพื้นที่นาอีกด้วย เพื่อจะเป็นรายได้นำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส.ที่ยังคงค้างอยู่จำนวน 7,000 บาทในปีหน้า ส่วนนาปรังถ้าน้ำไม่ดีก็ไม่ทำ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา และถ้าทางการร้องขอมาก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
 
                          ด้าน ภานุพงศ์ ภัทรคนงาม นายกสมาคมชาวนาอีสาน เห็นแย้งว่า แม้เงิน 1,000 บาท จะสร้างความพึงพอใจให้แก่ชาวนา แต่การจ่ายเงินรูปแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เป็นการให้เงินฟรีไม่ต่างจากการจ่ายเช็ค 2,000 บาท ควรจะเร่งแก้ที่ต้นเหตุ 
 
                          "รัฐบาลไม่รู้ปัญหารากเหง้าที่แท้จริง เหมาเอาภาพรวม ทั้งที่ข้าวของชาวนาในประเทศมีทั้งเพื่อการอุตสาหกรรมเพื่อการบริโภค ต้องแบ่งโซนนิ่งข้าวอย่างชัดเจน แยกชาวนารวยกับชาวนาจนก่อน และต้องคุมให้เงินตกถึงชาวนาจริงๆไม่ใช่นายทุน ที่สำคัญการปลูกข้าวของคนอีสานเป็นข้าวคุณภาพ แต่ถูกพ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ ทั้งที่ข้าวอีสานมีราคาในตัว แต่ถูกมองข้าม" นายกสมาคมชาวนาอีสาน กล่าว
 
                          เขาระบุด้วยว่า การแก้ปัญหาภัยแล้งและการตกต่ำของข้าวระยะยาว ไม่ใช่ด้วยการนำรูปแบบประชานิยมมาใช้ ถือเป็นการซ้ำเติม เป็นการทำร้ายชาวนา โดยเฉพาะชาวนาภาคอีสาน ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้วข้าวในภาคอีสานไม่ใช่ปัญหา เพราะมีคุณภาพ ทั้งสำหรับบริโภคในประเทศและส่งออก 
 
                          ขณะที่ข้าวที่สร้างปัญหาคือข้าวที่ผลิตกันจำนวนมากและเป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้...ดังนั้นแนวทางแก้ไขเรื่องข้าวทั้งเรื่องน้ำ-ต้นทุนการผลิตหรือการพัฒนาเพิ่มมูลค่า ในแต่ละภูมิภาคแต่ละพื้นที่ก็ต้องแตกแต่างกัน และเป็นการแก้ไขให้ครบวงจรด้วย
 
 
 
 
---------------------------
 
('วิกฤติน้ำ-งดนาปรัง' จี้รัฐวางแผนครบวงจร : โดย...จิติมา จันพรม)