ข่าว

รู้จักกับ 'ไกลาศ สัตยาธี' เจ้าของโนเบลสันติภาพ

รู้จักกับ 'ไกลาศ สัตยาธี' เจ้าของโนเบลสันติภาพ

12 ต.ค. 2557

รู้จักกับ 'ไกลาศ สัตยาธี' เจ้าของโนเบลสันติภาพ

 
                          ก่อนจะกลายมาเป็นชาวอินเดียคนที่สองต่อจากแม่ชีเทเรซา ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับมาลาลา ยูซาฟไซ นักต่อสู้เพื่อสิทธิการศึกษาของเด็กหญิงปากีสถาน มีคนไม่มากนักที่ได้ยินชื่อของไกลาศ สัตยาธี ต่างลิบลับกับมาลาลาที่รู้จักกันดีในฐานะเด็กหญิงผู้กล้าท้าทายตาลีบันจนถูกยิงเกือบเอาชีวิตไม่รอด 
 
                          เดิมทวิตเตอร์ของไกลาศ มีผู้ติดตามไม่ถึง 200 คน ผลการค้นหาชื่อของเขาเป็นภาษาอังกฤษทางเว็บไซต์กูเกิล ก็แสดงผลลัพธ์ไม่ถึง 10 หน้า แต่ผ่านไปไม่ทันข้ามวันหลังการประกาศผลรางวัลโนเบล เมื่อวัน 10 ตุลาคม จำนวนผู้ติดตามเพิ่มเป็นครึ่งแสน ขณะที่เว็บไซต์ส่วนตัว www.kailashsatyarthi.net  และเว็บไซต์องค์กรเคลื่อนไหวช่วยเหลือเด็ก Bachpan Bachao Andolan (บีบีเอ) ที่เขาก่อตั้งขึ้น ถึงกับล่มเป็นระยะเพราะกระแสสนใจใคร่รู้ความเป็นมาของนักเคลื่อนไหวปลดปล่อยเด็กจากแรงงานทาสคนนี้อย่างล้นหลาม 
 
                          รางวัลโนเบลที่มอบแก่นายไกลาศอาจสร้างความประหลาดใจ แต่ดูเหมือนคณะกรรมการมองเห็นเขาคนนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ในฐานะนักต่อสู้เพื่อสิทธิเด็กอย่างไม่ลดละและองค์กรของเขาก็เป็นแนวหน้าในการขับเคลื่อนขจัดแรงงานเด็กในอินเดียตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา   
 
                          เจ้าของรางวัลโนเบลชาวอินเดีย เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2497 ที่เมืองเล็กๆ ในรัฐมัธยประเทศ ทางภาคกลางของอินเดีย ร่ำเรียนเพื่อเป็นวิศวกรไฟฟ้า แต่เลือกเดินสายวิบากเป็นนักเคลื่อนไหวด้านเด็กในวัย 26 ปี 
 
                          สำนึกอยากทำอะไรเพื่อสังคม เริ่มมาตั้งแต่วันที่ไปโรงเรียนครั้งแรกแล้วสังเกตเห็นเด็กชาย 6 ขวบวัยไล่เลี่ยกับตัวเอง ช่วยพ่อช่างซ่อมรองเท้าทำงานอยู่หน้าโรงเรียน เมื่อไปถามคุณครู ได้รับคำตอบว่าเพราะพวกเขายากจน วันหนึ่งรวบรวมความกล้าเข้าไปถามพ่อของเด็กชายว่า ทำไมถึงไม่ให้ลูกชายไปโรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น พ่อตอบว่า "พวกเราเกิดมาเพื่อทำงาน"   
 
                          ไกลาส เล่าว่า ไม่เชื่อในคำตอบเหล่านี้ และเกิดคำถามต่อว่า ทำไมบางคนมีความฝันมากมาย บางคนไม่มีเลย ไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางคนเกิดมาเพื่อทำงาน ขณะที่อีกหลายคนเกิดมาเพื่อสนุกกับชีวิต 
 
                          ลูกชายที่ไม่ได้ไปโรงเรียนของช่างซ่อมรองเท้า เป็นเรื่องฝังใจ จนโตขึ้นก็ยังมีความต้องการที่อยากจะทำงานเพื่อช่วยแรงงานเด็ก เมื่อเป็นวัยรุ่น ได้ก่อตั้งชมรมฟุตบอลที่เรียกเก็บค่าสมาชิก ไปจ่ายเป็นค่าเทอมให้แก่เด็กยากจน นอกจากนี้ยังร่วมกับเพื่อนรวบรวมตำราเรียนบริจาคได้ 2,000 เล่ม ตั้งเป็นธนาคารหนังสือในบ้านเกิด      
 
                          ในปี 2524 ไกลาศ ลาออกจากงานมาเป็นเอ็นจีโอ โดยก่อตั้งองค์กรบีบีเอ มุ่งช่วยเหลือเด็กถูกใช้แรงงานเป็นหลัก เริ่มหาทางเข้าไปเปิดโปงโรงงานผลิตพรม โรงงานทำอิฐ และอื่นๆ ที่เด็กและพ่อแม่มักต้องทำงานแบบทาส (bonded labour) เพราะกู้หนี้ยืมสินมา จึงต้องทำงานชดใช้จนกว่าหนี้จะหมด บางครั้งยาวนานเป็นสิบปี  
 
                          กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ไกลาศและองค์กรของเขา ช่วยปลดปล่อยเด็กๆ ซึ่งบางคนอายุแค่ 5 หรือ 6 ขวบ กว่า 8 หมื่นคน พวกเขาถูกใช้แรงงานจากนายหน้าจอมโหด นักธุรกิจ เจ้าของที่ดินและเจ้าของซ่องโสเภณี ขณะที่ตัวเขาเองก็ถูกทำร้ายหลายหน และสูญเสียเพื่อนร่วมงานสองคนที่ถูกยิงตาย            
 
                          นอกจากนี้ องค์กรบีบีเอ ใช้เทคนิคหลายอย่างในการล็อบบี้นักการเมือง ศาล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และสถาบันด้านยุติธรรมเพื่อบังคับใช้กฎหมายสิทธิเด็ก รวมถึงการเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวให้การเรียนฟรีและการศึกษาภาคบังคับเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของเด็กในปี 2552       
 
                          เขาย้ำเสมอว่า ความยากจนจะต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างการใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานเด็กต่างหากที่ทำให้ความยากจนเป็นเรื่องถาวร หากเด็กถูกตัดโอกาสด้านการศึกษา ก็จะจนอยู่อย่างนั้น  
 
                          ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของไกลาศยังได้แก่การรณรงค์ให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรปและสหรัฐตื่นตัว ไม่ซื้อพรมผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานเด็ก และหันไปให้การสนับสนุนสินค้าปลอดจากการเอาเปรียบเด็ก ด้วยการก่อตั้งกลุ่ม Rugmark ที่ปัจจุบันรู้จักในชื่อ "กู๊ดวีฟ อินเตอร์เนชั่นแนล" เมื่อปี 2537 เพื่อจัดทำระบบรับรองและติดฉลากพรมปลอดแรงงานเด็ก 
 
                          จากนั้น ในปี 2541 เป็นแกนนำจัดกิจกรรมการเดินขบวนทั่วโลกเพื่อต่อต้านแรงงานเด็ก (Global March Against Child Labour) เพื่อให้โลกตระหนักว่ายังมีเด็กถูกล่วงละเมิดในระบบทาสสมัยใหม่หลายล้านคนทั่วโลก ซึ่งต่อมาปูทางไปสู่อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยการห้ามใช้แรงงานเด็ก                       
 
                          หลังได้รับรางวัลทรงเกียรติ ไกลาศ กล่าวว่า พวกเรามีความสุขที่สิทธิเด็กได้รับการตระหนักทั่วโลกแล้ว ส่วนผมจะทำงานต่อไป นี่เป็นเกียรติยศของเพื่อนร่วมชาติ และเกียรติของเด็กทุกคนบนโลกนี้ หลังจากเสียงของพวกเขาไม่เคยได้รับฟังอย่างเหมาะสมมานาน