ข่าว

เอกชนจี้จุดอ่อนทท.ไทย‘กอบกาญจน์’รับปั๊มรายได้2ลล.งานหิน

เอกชนจี้จุดอ่อนทท.ไทย‘กอบกาญจน์’รับปั๊มรายได้2ลล.งานหิน

13 ต.ค. 2557

เอกชนจี้จุดอ่อนท่องเที่ยวไทย ‘กอบกาญจน์’รับปั๊มรายได้2ล้านล้านงานหิน : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

             นอกเหนือจากการลงทุนภาครัฐแล้ว เครื่องยนต์ที่เป็นความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็คือ การท่องเที่ยว แต่จากสถานการณ์ในครึ่งปีแรกที่ไม่เอื้ออำนวยจากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง หรือแม้ช่วงครึ่งปีหลังที่สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ดูเหมือนเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 28 ล้านคน และรายได้จากการท่องเที่ยว 2 ล้านล้านบาท อาจจะไกลเกินจริง โดยล่าสุดเดือนสิงหาคมพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวยังติดลบถึง 10.9% ขณะที่ภาคเอกชนมองว่าในช่วงรัฐบาลพิเศษเช่นนี้ อยากให้รัฐบาลหันแก้ปัญหาให้ตรงจุดและสร้างความยั่งยืนให้ภาคท่องเที่ยวระยะยาวจะดีกว่า

จี้แก้ทัวร์ศูนย์เหรียญ-เน้นเชิงคุณภาพ

             นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยยังไม่ดีขึ้นมากนัก แม้จะประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีน 1,000 บาท เพราะเป็นกลุ่มที่กลับเข้ามาเร็วกว่าชาติอื่นๆ ซึ่งตนไม่ค่อยเห็นด้วย ซึ่งมองว่าชาวจีนเป็นกลุ่มที่เข้ามาเมืองไทยจำนวนมากอยู่แล้ว และการลดค่าธรรมเนียมอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศ เนื่องจากปัญหาที่พบมานานและยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบันคือ ทัวร์ศูนย์เหรียญ

             ทั้งนี้ พบมากในกลุ่มนำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวจีน มีทั้งการเปิดบริษัทบังหน้า การใช้คนไทยเป็นนอมินี การใช้คนต่างด้าวเป็นไกด์โดยไม่มีใบอนุญาต คาดว่าจะมีมากถึง 3,000-4,000 คน ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการทำลายธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอย่างมาก ที่สำคัญกำไรที่ควรจะตกอยู่ในประเทศ 100% ก็อาจจะเหลือแค่ 10% ทำให้ไกด์คนไทยที่มีใบอนุญาตถูกต้องกว่า 2,000-3,000 คน ล้วนได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน

             “เมื่อเร็วๆ นี้ ทางสมาคมได้ยื่นหนังสือขอให้กระทรวงท่องเที่ยวฯ เข้าดูแลแก้ปัญหาและจัดระเบียบเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างจริงจัง ยิ่งมีการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้จีน ยิ่งทำให้ทัวร์จัดโปรแกรมลดราคา เพื่อจูงใจให้คนจีนที่มีเงินไม่มากเข้ามาเที่ยวเมืองไทยได้มากขึ้น และหันไปลดต้นทุนด้านอื่นๆ ลง โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพหรือมาตรฐานของการท่องเที่ยว ยิ่งทำให้ประเทศเสียหาย เป็นการทำลายมาตรฐานการท่องเที่ยวของไทย ในเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. มีนโยบายจัดระเบียบแหล่งท่องเที่ยวและเน้นเรื่องของความปลอดภัยแล้วก็อยากให้เข้ามาจัดระเบียบในเรื่องนี้ด้วย ไม่ใช่ไปเน้นเพิ่มปริมาณ แต่ควรมองว่าดึงเงินรายได้จากการท่องเที่ยวเข้ามาจริงและช่วยให้คนไทยมีงานทำ ทำให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวลืมตาอ้าปากได้” นายวิโรจน์กล่าว

             นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเหมือนจะดีขึ้น มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากขึ้นกว่าช่วงต้นปี แต่ไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เข้าประเทศมากอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะส่วนใหญ่เป็นทัวร์ราคาถูก แม้ว่าจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอยู่บ้างก็ตาม จึงอยากให้ภาครัฐบาลหันไปเน้นตลาดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างยุโรปและตะวันออกกลางให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่เหลืออีก 3 เดือนของปีนี้ ตอนนี้คงได้แต่ลุ้นว่าสู่ช่วงไฮซีซั่นที่ปกติจะมีชาวยุโรปเดินทางมาไทยมากในทุกๆ ปี จะกลับเข้ามาไทยหรือไม่ แต่ภาครัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นด้านของความปลอดภัยและมีการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวด้วย

             “ไม่อยากให้ภาคการท่องเที่ยวเป็นภาพลวงตาเหมือนในอดีต ที่มีการปั้นตัวเลขให้ได้มากๆ ในแต่ละปีแล้วบอกว่าการท่องเที่ยวไทยบูม ทำให้ภาคเอกชนหลงไปกับการเร่งสร้างโรงแรมที่พัก เปิดบริษัททัวร์ จนล้นตลาด ตอนนี้เลยต้องมาแข่งขันตัดราคากันเองและเกิดทัวร์ศูนย์เหรียญมากมาย อยากให้เน้นท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและรักษามาตรฐานเอาไว้ เราไม่จำเป็นต้องมีจำนวนนักท่องเที่ยวมาก เพราะถ้าจำนวนลดลงแต่รายได้ไม่ลดลงก็น่าจะเป็นการดีกว่าในระยะยาว” นายวิโรจน์ให้ความเห็น

สทน.เซ็งไทยเที่ยวไทยไม่กระเตื้อง

             ด้านนายยุทธชัย สุนทรรัตนเวช นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) มองว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศยังไม่กระเตื้องมากนัก ทั้งที่เข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เนื่องจากภาครัฐยังไม่มีแผนกระตุ้นที่ชัดเจน รวมถึงการโฆษณาประชาสัมพันธ์สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวในประเทศก็ยังไม่ได้ทำอย่างจริงจัง ซึ่งมองว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรออกแคมเปญเที่ยวเพื่อชาติ กระตุ้นให้คนไทยเที่ยวเมืองไทย โดยเฉพาะวันหยุดยาวช่วงปีใหม่ที่มีวันหยุดเพิ่ม นอกจากนี้ มองว่าภาคการท่องเที่ยวยังไม่ได้รับการสนับสนุน หรือแก้ปัญหาอย่างตรงจุด เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีหลังจากจุดกระแสขึ้นมา แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นมีความชัดเจนและเงียบหายไป ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำมาเป็นจุดขายได้

             "เอกชนยังไม่เห็นว่าตลาดไทยเที่ยวไทยจะฟื้นตัวได้ เพราะการทำงานที่ล่าช้าของ ททท. ที่ต้องรอการจัดซื้อจัดจ้างที่มีระเบียบขั้นตอน รวมถึงรูปแบบการนำเสนอชักจูงให้คนไทยไปเที่ยวยังเป็นแนวเดิมๆ ทำให้บรรยากาศทางการท่องเที่ยวในประเทศไม่ได้กระเตื้องขึ้นจริงแม้ปัจจัยอื่นๆ จะดีขึ้นทางเรื่องการเมืองและการใช้จ่ายที่เริ่มฟื้นตัว" นายยุทธชัย กล่าว

รับเป้ารายได้2ล้านล้าน"งานหิน"

             ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยอมรับว่า การทำงานในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีนี้กับเป้าหมายดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 28 ล้านคน สร้างรายได้ให้ประเทศ  2.2 ล้านล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นงานที่ยากพอสมควร เพราะในช่วงต้นปีตัวเลขหายไปค่อนข้างมาก แต่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องลุ้นว่าจะครอบคลุมรายได้ที่หายไปช่วงครึ่งปีแรกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา คสช.ทำงานไปบางส่วนแล้ว ในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว เช่น การทำให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาเร็วสุดด้วยการลดค่าธรรมเนียมวีซ่า และยังมีการเดินทางไปโปรโมทยังต่างประเทศ

             ทั้งนี้ ยอมรับในอาเซียนมีแหล่งท่องเที่ยวมากมายและหลายประเทศมีแหล่งท่องเที่ยวเปิดใหม่ แม้ชาวต่างชาติจะยังรักประเทศไทยแต่มีทางเลือกมากขึ้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้น่าสนใจมากขึ้น ดังนั้น แผนงานหลังจากนี้จะต้องพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่ดีอยู่แล้ว อาจจะใส่มุมมองใหม่ๆ หรือนำมาเล่าเรื่องราวอีกแบบ แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือมองข้ามไป

             รวมไปถึงการหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ซึ่ง ททท. มีแผนงานที่จะเปิดตัวแคมเปญใหญ่ในปีหน้าให้เป็นการท่องเที่ยววิถีไทย โดยมีเป้าหมายสนับสนุน 12 เมืองรอง ปรับใหม่ขึ้นเป็น "เมืองดาวรุ่ง" กระจายไปทุกภาค เหนือ อีสาน ใต้ ให้ขึ้นมาน่าสนใจ โดยส่วนใหญ่เป็นเมืองที่มีขนาดเล็ก มีวิถีชีวิตไม่เร่งรีบเหมือนในเมืองใหญ่ ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยๆ ได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิถีธรรมชาติ ที่นำมาใช้ดึงนักท่องเที่ยวให้พำนักเมืองไทยนานขึ้น หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศได้มากขึ้น

             สำหรับรายได้จากการท่องเที่ยวตั้งเป้าหมายไว้ 2.2 ล้านล้านบาทนั้น จะมีการวางแผนงานร้อยให้เป็นปฏิทินต่อเนื่องทั้งปี มีทั้งท่องเที่ยวและกีฬาควบคู่กัน และงานสำคัญคือ การเร่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมไม่ให้เสื่อมโทรมและฟื้นฟูที่ส่วนเสื่อมโทรมให้กลับมาดีขึ้น ส่วนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ หรือเมืองดาวรุ่งต้องเตรียมความพร้อมให้แหล่งนั้นๆ โดยเน้นสร้างชุมชนเข็มแข็ง เพราะเป็นเจ้าของพื้นที่น่าจะดูแลพื้นที่ได้ดีที่สุด โดยเร็วๆ นี้ จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนของ 12 เมืองดาวรุ่ง เพื่อเตรียมพร้อมรับการท่องเที่ยวปีหน้าที่จะเป็นการท่องเที่ยวที่มีความรับผิดชอบ มีความสมดุลทั้งด้านธุรกิจและสิ่งแวดล้อม

ชูเกาะเต่าโมเดลดูแลความปลอดภัย

             นางกอบกาญจน์กล่าวถึงการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ว่าถือเป็นประเด็นสำคัญมาก แต่จากการสัมผัสกับนักท่องเที่ยวต่างชาติพบว่านักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นกังวลเรื่องนี้มากนัก ส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย อย่างเช่นที่เกาะเต่าตอนนี้ก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา เพราะมีจุดขายเรื่องของแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สามารถเข้ามาเรียนจนได้ใบรับรองตามมาตรฐานสากล และเมื่อสอบถามชาวต่างชาติว่าอยากให้พัฒนาด้านใดส่วนใหญ่ตอบว่าอยากให้รักษาความเป็นธรรมชาติเอาไว้ให้มากที่สุดมากกว่า

             อย่างไรก็ตาม กระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจและจะใช้โอกาสนี้นำเกาะเต่าเป็นโมเดลในการทำงานต่อไป โดยจะทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการของหลายๆ หน่วยงาน ทั้งตำรวจท้องที่ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจน้ำ และคนในชุมชน ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการสร้างอาสาสมัครประมาณ 10 คน เพราะเกาะเต่าเป็นเกาะเงียบๆ ไม่เคยมีคดี แต่พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก มีแรงงานมากขึ้นก็ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง จึงจะเพิ่มอาสาสมัครอีก 50 คน

             นอกจากนี้ ยังเตรียมโครงการพานักท่องเที่ยวกลับที่พัก จัดทำริสต์แบนด์ที่มีชื่อโรงแรมและโค้ดของนักท่องเที่ยวให้สวมไว้ ซึ่งขณะนี้กำลังสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการโรงแรมว่าเห็นด้วยหรือไม่ ส่วนใหญ่เห็นด้วยและหลายแห่งเสนอจะทำให้เป็นของที่ระลึกผู้เข้าพักไปเลย โดยข้อดีจะช่วยให้ดูแลนักท่องเที่ยวที่ไปดื่มเหล้ากลับดึกได้ง่ายขึ้น เพราะเมื่อตำรวจหรืออาสาสมัครมาพบก็สามารถพาไปส่งโรงแรมได้อย่างถูกต้อง และจะมีการทำคู่มือนักท่องเที่ยวใหม่ใช้เฉพาะพื้นที่

ดึงกีฬาช่วยหนุนภาคท่องเที่ยว

             ในฐานะที่ต้องดูแลงานด้านกีฬาควบคู่กันไปด้วยนั้น กระทรวงมีเป้าหมายชัดเจน ว่านอกจากการสร้างสู่ความเป็นเลิศ เป็นหนึ่งในอาเซียน ในเอเชียแล้ว ต้องดูว่าจะทำอย่างไรให้กีฬามีส่วนช่วยพัฒนาคนไทย และเข้าถึงทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคกัน เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างความปรองดองความสามัคคีของคนในชาติ โดยกระทรวงมีเป้าหมายจะนำกีฬาเข้าสู่โรงเรียนให้มากขึ้น และจากการหารือกับกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับความร่วมมือย่างดี โดยจะเพิ่มวิชาพละจาก 1 ชั่วโมงเป็น 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และหลังเคารพธงชาติก็จะมีการออกกำลังกายเล็กน้อย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ได้ส่งท่าแม่ไม้มวยไทยง่ายๆ ไปให้แล้ว

             สำหรับภารกิจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น มีหลายฝ่ายมองว่าควรแยกออกจากกัน โดยส่วนตัวมองว่าขึ้นอยู่กับว่าวันนี้ประเทศไทยเน้นอะไร ซึ่งเป็นไปได้ทุกแนวทาง แต่จากการดูประเทศอื่นๆ ก็มีหลายรูปแบบ ส่วนของประเทศไทยมองว่ากีฬามีความสำคัญและเป็นตัวผลักดันการท่องเที่ยวได้ อย่างประเทศญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าปี 2020 จะมีนักท่องเที่ยวกระโดดจาก 10 ล้านคน เป็น 20 ล้านคน โดยจะใช้กีฬาเป็นตัวดึงนักท่องเที่ยว ส่วนของไทยก็มีการใช้กีฬาเป็นตัวนำเช่นกัน เริ่มจากเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่ จ.ภูเก็ต จะมีการจัดงานแข่งขันกีฬาชายหาดระดับโลก มีนักกีฬาเดินทางเข้ามาถึง 2,654 คน จาก 42 ประเทศ และ ททท.ก็สามารถโปรโมทได้ว่านอกจากมาเล่นกีฬาแล้ว ยังมาท่องเที่ยวทั้งในภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียงได้อีกด้วย

             “เป้าหมายในการทำงานช่วงปีเศษต้องการให้เห็นผลลัพธ์ ต้องการทำเพื่อคนไทย ประเทศไทย และทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา แม้เราจะมาจากฝั่งธุรกิจก็จริง แต่ไม่ได้เป็นสายงานด้านการท่องเที่ยว จึงยืนยันว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ กลับไปทั้งสิ้น และไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองทำให้เรากล้าตัดสินใจมากขึ้น เพราะไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องคะแนนเสียงหรือความนิยมของประชาชน แต่ยอมรับว่าหนักใจกลัวทำไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้” นางกอบกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย