ข่าว

มท.1อนุมัติสะใภ้นอกสัญชาติไทย369คน

มท.1อนุมัติสะใภ้นอกสัญชาติไทย369คน

10 ต.ค. 2557

มท.1อนุมัติสะใภ้นอกสัญชาติไทย369คน ย้ำใช้‘กำนัน-ผญบ.-ท้องถิ่น’ลดขัดแย้ง ยุทธศักดิ์เล็งขอร่วมงานกองทัพร่วมสร้างความปรองดอง

              10ต.ค.2557 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาสถานะของบุคคล เพื่อแก้ไขความเดือดร้อน และให้ความเป็นธรรมกับบุคคลนั้น จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นความมั่นคงของรัฐ ขณะเดียวกันต้องคำนึงผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนที่รอคอยการได้รับสถานะ จึงได้สั่งการให้กรมการปกครองเร่งนำเรื่องที่มีการยื่นขอสัญชาติไทยในกรณีต่าง ๆ ที่ค้างการพิจารณามาดำเนินการ โดยทางกรมการปกครองได้เสนอเรื่องมาเพื่อพิจารณาอนุญาตให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวที่ได้มายื่นคำร้องตามกฎหมาย ในกรณีการขอสัญชาติไทยของหญิงต่างด้าวตามสามีที่มีสัญชาติไทย ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 และกรณีการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508

              “ในวันนี้ 10 ต.ค.57 ผมได้พิจารณาอนุญาตให้สัญชาติไทย ในกรณีการขอสัญชาติไทยของหญิงต่างด้าวตามสามีที่มีสัญชาติไทย จำนวน 369 ราย ที่ ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติตามกฎหมายแล้ว โดยบางรายต้องรอ 5 - 7 ปี หลังจากนี้ จะนำรายชื่อของบุคคลที่ดังกล่าว ส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ในส่วนของกรณีการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย ตามมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 นั้น ตนได้ลงนามเห็นสมควรอนุญาตให้คนต่างด้าวแปลงสัญชาติเป็นไทย จำนวน 272 ราย เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 57 เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายต่อไป

              อย่างไรก็ตามกระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข จะดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบ รัดกุม เพื่อให้ประชาชนได้มีสถานะบุคคล และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยได้เผยแพร่ รายชื่อกรณีการได้สัญชาติไทยของหญิงต่างด้าว ตามสามี จำนวน 369 ราย ทางเว็บไซต์กรมการปกครอง www.dopa.go.th เพื่อเป็นการป้องกันเจ้าหน้าที่ ของรัฐ หรือบุคคลผู้ไม่หวังดีที่อาจแอบอ้างเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบหรือประโยชน์ที่มิควรได้จากประชาชน


ย้ำใช้‘กำนัน-ผญบ.-ท้องถิ่น’ลดขัดแย้ง

              พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ จากการประชุมกระทรวงมหาดไทยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ให้แก่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องวานนี้(9ต.ค.) ว่า ตนได้เน้นย้ำลงไปยังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และส่วนท้องถิ่น ถึงบทบาทของกระทรวงมหาดไทย ที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย โดยประเด็นก็คือ ประเทศชาติจะต้องสงบเรียบร้อย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการศึกษา ก็จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าสังคมยังไม่สงบเรียบร้อย และมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง การพัฒนาดังกล่าวก็จะเดินต่อไปไม่ได้

              “กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น เขาถือเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย ที่มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ก็น่าที่จะช่วยกันสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเห็นต่างกันได้ ชอบต่างก็ได้ แต่จะต้องไม่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง แล้วต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน ผมคิดว่า ทุกคนคงเข้าใจ และหวังว่า จะถ่ายทอดลงไปยังประชาชนได้” รมว.มหาดไทย กล่าวและว่า ประเทศไทยเรา ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เหมือนกับบางประเทศที่มีปัญหาดังกล่าว จึงสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบเรียบร้อย แต่เรามาขัดแย้งกันในเรื่องความคิดเท่านั้นเอง ความคิดที่ไม่ตรงกัน เลยทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นมา

              เมื่อถามว่า การมอบนโยบายเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ จะมีการประเมิน เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จากที่ได้ปรึกษากับปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องการประเมิน ไม่ใช่ประเมินเพื่อลงโทษ แต่จะเป็นในลักษณะติดตามผู้ปฏิบัติในพื้นที่ว่า ได้ดำเนินการตามแนวนโยบายหรือไม่ ผลเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้ผล ก็ต้องมีการดำเนินการแก้ไขกันต่อไป โดยจะมีการกำหนดหัวข้อในการประเมิน รวมถึงประเมินในด้านการข่าว กับแหล่งข่าวปิดและเปิด ตามสื่อต่างๆ รวมถึงการสอบถาม อีกส่วนหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะดูเป็นนามธรรมก็จริง แต่ไม่ไกลเกินที่ประชาชนจะรับรู้ได้ว่า ที่ผ่านมานั้นเขาเองก็ได้รับผลกระทบ และอารมณ์ของประชาชน หรือสังคม ก็รับรู้ได้อย่างดีว่า นามธรรมในเรื่องปรองดองสมานฉันท์นั้นมันใกล้ตัวมาก


ยุทธศักดิ์เล็งขอร่วมงานกองทัพร่วมสร้างความปรองดอง

              พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้ารายงานตัวต่อสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะฝ่ายเลขานุการสปช.ถึงแนวทางการปฏิรูป ว่าตนมีแนวคิดที่จะเข้าช่วยการปฏิรูปเรื่องความขัดแย้งและสร้างความปรองดองตามแนวทางการศึกษาของพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สปช. ในฐานะผู้อำนวยการสันติวิธีและธรรมาภิบาล ของสถาบันพระปกเกล้า เนื่องจากตนมองว่าเหตุผลสำคัญที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 คือต้องการเข้ามาแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง

              เบื้องต้นตนจะเข้าไปพูดคุยกับ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะทำงานทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศไทย และพล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่1 ฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เพราะมีความสนิทสนมกันดี เพื่อปวราณาตัวเข้าร่วมทำงานปรองดองและแก้ไขความขัดแย้ง เบื้องต้นเชื่อว่าหากตนเข้าไปมีส่วนร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบันและทางกองทัพจะได้ประโยชน์ ส่วนแนวทางของการร่วมทำงานเพื่อสร้างความปรองดองนั้นอาจใช้รูปแบบพูดคุย แต่ตนยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าจะเป็นรูปแบบของการพูดคุยกับแกนนำคนเสื้อแดงเพื่อชักชวนเข้าร่วมการปฏิรูปประเทศรอบนี้หรือไม่


อุดมเดชยันคสช.เดินหน้าเรื่องปรองดองต่อเนื่อง

              ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการประเมินผลงานเรื่องการสร้างความปรองดองของคสช.ว่า ในส่วนของคสช.ได้จัดให้มีโครงสร้างการทำงาน โดยกองทัพบกเป็นส่วนหลัก ขณะนี้ยังดำเนินการเช่นเดิมอยู่และไม่ได้หยุดนิ่ง เพราะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ได้วางรูปแบบการดำเนินการไว้ว่าทุกพื้นที่ในส่วนของทหารก็จะต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มต่างๆ ที่จะมีการพบปะกัน ที่ผ่านมาทางกองทัพบกได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดเวทีพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความสุข ซึ่งเป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่ให้คนกลุ่มต่างๆ มาพบพุดคุยกันเพื่อทำความเข้าใจ และอีกก้าวหนึ่งก็จะเข้าสู่ระบบการปฏิรูปจากที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการคัดสรรจากผู้ที่มีความรู้ความสามารถจนได้กำหนดตัวบุคคลเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว ตนคิดว่าเรื่องการปฏิรูปต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่รัฐบาลได้ดำเนินการไว้ ส่วนงานปรองดองก็ต้องดำเนินการต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง ตนคิดว่าประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็มีความรู้สึกที่ดีและเข้าใจกันดี ซึ่งมีบางส่วนที่อาจจะมีปัญหาบ้าง แต่เป็นจำนวนที่ไม่มาก เราก็ต้องดำเนินการต่อไป

 

5นักวิชาการนิด้าเสนอแนวทางปฎิรูปต่อคสช.
    
             เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 10 ต.ค.2557 ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) มีการแถลงข่าว “นิด้าโมเดลปฎิรูปประเทศไทย(ตอนที่ 3 )” เรื่อง “กางแผนปฎิรูปโครงสร้างทางสังคม” โดย ศ.ดร.กัลยาณี เสนาสุ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มี ว่า คณาจารย์คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ได้ร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปฎิรูปประเทศไทย ออกมาเป็น ประเด็นที่สำคัญ 6 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคนไทย 1. จริยธรรม 2. ความเป็นพลเมืองดี 3. ภาวะผู้นำ 4. ทักษะการคิด คุณลักษณะและขีดความสามารถของคนไทยเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจ ยุคดิจิตอล 5. ความสุขและคุณภาพชีวิต 6. วัฒนธรรมของชาติ โดยการผลักดันให้เกิดการดำเนินการในแต่ละดับ คือ ระดับประเทศ/สังคม ระดับองค์กร ระดับบุคคล
 
             ผศ.ดร.วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสื่อสารองค์กรและอาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวถึงแนวทางปฎิรูปด้านข้อมูลข่าวสารว่า 1.การออกกฎหมายและนโยบายในการกำกับดูแลร่วม (co-regulation)2.การปฎิรูปคุณภาพ มาตราฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพในองค์กรสื่อของไทย และศ.ดร.ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณะนิเทศศตร์และนวัตกรรมการจัดการ นิด้า กล่าวเสริมว่า 3.ปรับโครงสร้างกสทช.ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 4.ปรับระบบการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานราชการ 5.เสริมสร้างความรู้ทันสื่อ 6.พัฒนากลไกการเฝ้าระวังสื่อของภาคประชาชนสังคม 7.ปัญหากฎหมายให้มีความทันสมัยกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวทางการปฎิรูปทั้งหมดกลุ่มผู้เสนอจะนำไปเสนอต่อคสช.และขอเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต่อไป