ข่าว

‘ประยุทธ์’ถกพม่าฟื้น‘ทวาย’ต่อยอด‘มิน อ่อง หล่าย’มาไทย

‘ประยุทธ์’ถกพม่าฟื้น‘ทวาย’ต่อยอด‘มิน อ่อง หล่าย’มาไทย

10 ต.ค. 2557

‘ประยุทธ์’ถกพม่าฟื้น‘ทวาย’ ต่อยอด‘มิน อ่อง หล่าย’มาไทย : ทีมข่าวความมั่นคง

               การเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ หรือพม่า ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคมนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) เดินทางไปกระชับสัมพันธ์กับมิตรประเทศอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่มีการเข้าควบคุมอำนาจตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา


               สำหรับเหตุผลที่ พล.อ.ประยุทธ์ เลือกเดินทางไปเยือนพม่าเป็นประเทศแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ เนื่องจากพม่ามีสถานะเป็น "ประธานอาเซียน" รวมถึงเป็นการกระชับความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศในฐานะมิตรประเทศที่ดีต่อกันตามคำเชิญของ นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์

               ทั้งนี้ นอกจากการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-พม่าแล้ว ยังมีการหารือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงด้านการลงทุนร่วมต่างๆ โดยจะมีการหารือกันครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้งการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ ได้แก่ 1.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.เชียงใหม่-เชียงตุง 2.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ประจวบคีรีขันธ์-มะริด และ 3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ระนอง-เกาะสอง

               นอกจากนี้ ยังมีการหารือข้อราชการที่เป็นเรื่องการส่งเสริมความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ก่อนที่จะพบกับชุมชนไทยที่เมืองย่างกุ้ง ที่มีประมาณ 2,000 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.กลุ่มคนที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี และอยู่ประจำ และ 2.นักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรือ นักธุรกิจในบริษัทใหญ่ที่ขยายกิจการมาจากประเทศไทย ซึ่งกลุ่มนี้จะไม่อยู่ประจำ

               โดยปัจจุบันมีนักธุรกิจไทยในย่างกุ้งใน 6 กลุ่มธุรกิจ คือ ธุรกิจการบริการ ธุรกิจการสื่อสารโทรคมนาคม ธุรกิจการธนาคาร ธุรกิจการก่อสร้าง ธุรกิจการค้า และธุรกิจการส่งออก

               อย่างไรก็ตาม ไฮไลต์ในการเดินทางเยือนพม่าคราวนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จะมีการหารือใน "โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวาย" เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของทั้ง 2 ประเทศ ที่มีความสอดคล้อง และเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะในเรื่อง "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ที่อาจมีการตั้งโรงงานตามตะเข็บชายแดนมากขึ้นเพื่อขยายฐานแรงงานและขยายการลงทุนทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดปัญหาแรงงานที่ไม่ถูกกฎหมาย

               สอดคล้องกับที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงก่อนหน้านี้ว่า ทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายให้คืบหน้า ซึ่งคณะกรรมการระดับสูง (Joint High-Level Committee JHC) จะได้มีการประชุมในปลายปีนี้ และจะหารือในลักษณะสามฝ่ายร่วมกับญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจร่วมพัฒนาโครงการทวายด้วย

               นอกจากนั้นในการเยือนพม่าครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเตรียมหารือปัญหาในด้านความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องยาเสพติด ที่มีการจับกุมได้มากตามเเนวชายแดน และเรื่องเเรงงานที่มีความก้าวหน้าในทุกด้าน เช่น การจดทะเบียนเเรงงาน การพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นในการจัดระเบียบแรงงานของ คสช. พบว่า ปัจจุบันมีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวรวมทั้งสิ้น 1,088,306 คน (แรงงานต่างด้าว 1,024,686 คน ผู้ติดตาม 63,620 คน) จำนวนนายจ้าง 206,678 ราย

               ส่วนจังหวัดที่มีการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 232,119 คน ชลบุรี 76,330 คน และสมุทรสาคร 75,659 คน และประเภทกิจการที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวมากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ กิจการก่อสร้าง 451,564 คน เกษตรและปศุสัตว์ 209,024 คน และการให้บริการต่างๆ 127,631 คน

               ขณะที่ปัญหาเรื่อง "ชาวโรฮิงญา" ถือเป็นเรื่องภายในเมียนมาร์ เเต่มีผลกระทบเเละถือเป็นภาระของไทยที่จะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือด้วย

               การเดินทางเยือนพม่าของ พล.อ.ประยุทธ์ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเยือนในฐานะที่เมียนมาร์เป็นประธานอาเซียนแล้ว ยังถือเป็นการสานต่อความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะ "ความสัมพันธ์ทางการทหาร" ที่ในระยะหลังทั้งสองชาติมีความใกล้ชิดกันอย่างมาก

               เห็นได้จากการเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า ที่เดินทางเข้าเยี่ยมคำนับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. (ตำแหน่งในขณะนั้น) เมื่อวันที่ 3-4 กรกฎาคม

               ผู้บัญชาการทหารสูงสุดพม่า มาเยือนครั้งนั้น เป็นการเดินทางมาในฐานะแขกของกองบัญชาการกองทัพไทย โดยการประสานของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ตำแหน่งในขณะนั้น) ที่อาศัย "คอนเนกชั่น" ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพพม่าที่ผลัดกันเดินทางเยือนกระชับสัมพันธ์ระหว่างกันมาโดยตลอด

               คงจำกันได้ว่า ผบ.ทหารสูงสุดพม่า ให้ความเคารพ พล.อ.เปรม เสมือนบิดาคนหนึ่ง จึงได้ขอเป็น "ลูกบุญธรรม" ของพล.อ.เปรม เพราะพล.อ.เปรม มีอายุเท่ากับบิดาของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย โดยก่อนหน้านั้น พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนไทย 2 ครั้งเมื่อเดือนมกราคม 2555 และพฤษภาคม 2556

               นอกจากความสัมพันธ์ทางการทหารแล้ว ในมิติของ "การเมือง" พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยมาทุกยุคทุกสมัย โดยเมื่อเดือนกันยายน 2556 ในสมัยปลายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เคยเดินทางมาเยือน กระชับสัมพันธ์ทั้งด้านการเมือง การทหารและด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกท์ "ท่าเรือน้ำลึกทวาย" ด้วย

               จากระดับความสัมพันธ์อันแนบแน่น ทั้งกองทัพไทยและรัฐบาลไทย จึงไม่แปลกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกเดินทางเยือนพม่าเป็นประเทศแรก และไฮไลต์แรกๆ ที่น่าจับตาก็คือ โครงการท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวาย ที่ทำท่าว่าจะ "ฟุบ" จะกลับ "ฟื้น" ขึ้นมาในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่
.......................................

(หมายเหตุ : ‘ประยุทธ์’ถกพม่าฟื้น‘ทวาย’ ต่อยอด‘มิน อ่อง หล่าย’มาไทย : ทีมข่าวความมั่นคง)