ข่าว

‘อนุพงษ์’ขู่ฟันผู้ว่าฯหากอมเงินชาวนาไร่ละพัน

‘อนุพงษ์’ขู่ฟันผู้ว่าฯหากอมเงินชาวนาไร่ละพัน

09 ต.ค. 2557

‘อนุพงษ์’ขู่ฟันผู้ว่าฯหากอมเงินชาวนาไร่ละพัน ‘ไพบูลย์’สั่งปปท.ส่งจนท.ประกบจ่ายเงิน

               เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 9 ต.ค. 2557  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมมอบนโยบาย แนวทางปฏิบัติราชการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้กับผู้บริหารระดับสูง อาทิ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมต่างๆ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ถ่ายทอดผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งแรกไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหาร อปท. ปลัด อปท.และกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้ร่วมรับฟังนโยบายผ่านจอมอนิเตอร์จากพื้นที่บริเวณหอประชุมศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศว่า ผู้บริหารตั้งแต่ระดับผู้ว่าฯ ลงมาถึงนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทุกรายต้องรับผิดชอบ หากเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 15 ไร่ ไปไม่ถึงมือของชาวนาจริงๆ

               “ผมจ่ายไปแล้วต้องลงไปสู่ชาวนาจริงๆ ทางท้องถิ่นช่วยสำรวจมาว่า นาย ก.ทำกี่ไร่ นาย ข.ทำกี่ไร่ ท่านต้องรับรองมาให้ผม ถ้าผมจ่ายลงไปแล้วต้องถึงตัว แต่ถ้ามีปัญหา เงินลงไปไม่ถึงมือ ทุกท่านต้องรับผิดชอบ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว
 

‘ไพบูลย์’สั่งปปท.ส่งจนท..ประกบจ่ายเงิน

               ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) นายประยงค์ ปรียาจิตต์. เลขาธิการป.ป.ท. เปิดเผยว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้สั่งการให้ป.ป.ท.เข้าร่วมตรวจสอบโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท. เนื่องจากเกรงว่าเงินจะไม่ถึงมือชาวนาหรืออาจจะถูกหัวคิว หรือชาวนาถูกเจ้าของที่ดินขอมีส่วนแบ่งในจำนวนเงินดังกล่าว ตนจึงได้มอบหมายให้สำนักงานป.ป.ท.ในเขตพื้นที่ประจำภาคต่าง ๆ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การจ่ายเงินเพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในกรณีที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะผิดปกติด้วย

               นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังกรมวิชาการเกษตรเพื่อขอเอกสารหลักฐานมาประกอบการตรวจสอบ เนื่องจากการจ่ายเงินช่วยเหลือครั้งนี้จะมีทั้งชาวนาผู้เป็นเจ้าของที่ดิน และชาวนาที่เช่าที่ดินจากนายทุน ซึ่งรัฐบาลมีจุดประสงค์ต้องการช่วยชาวนาผู้ปลูกข้าว ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน ดังนั้นเจ้าของที่ดินจึงไม่มีสิทธิมาขอส่วนแบ่งที่รัฐบาลจ่ายให้ชาวนา ดังนั้นหากชาวนารายใดได้รับความเดือดร้อน ถูกหักหัวคิว ให้ร้องเข้ามาที่สายด่วน 1206 ส่วนเรื่องกาตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินเป็นหน้าที่ของสำนักตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)และธนาคารเพื่อการเกษตรฯ(ธกส.)

               สำหรับโครงการช่วยเหลือชาวนา เป็นผลจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2557/58 เพิ่มเติมจากมาตรการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว คือการจ่ายเงินชาวนาทุกครัวเรือน ตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15,000บาท โดยตามพื้นที่ที่ปลูกข้าวจริงแต่ไม่เกินครัวเรือนละ 15 ไร่ ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท โดยจะมีการจ่ายเงินในวันที่ 20 ตุลาคมนี้


ชาวนาแห่ขึ้นทะเบียนรับเงิน

               ชาวนาในหลายอำเภอที่จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แห่นำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน และเอกสารสิทธิ์ในที่ดินทำกิน มาเข้าคิวรอขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรผู้ปลูกข้าวที่สำนักงานเกษตรอำเภอแต่ละอำเภออย่างคึกคัก โดยเฉพาะที่สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เพียงแห่งเดียว มีชาวนามารอขึ้นทะเบียนวันละกว่า 300 ราย หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือชาวนา โดยการจ่ายเงินเป็นต้นทุนในการทำนาให้กับเกษตรไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 15 ไร่

               โดยบางวันมีเกษตรกรมารอขึ้นทะเบียนเป็นจำนวนมาก จนเจ้าหน้าที่ให้บริการไม่ทันต้องขยายเวลาให้บริการออกไปจนถึง 5 โมงเย็น ซึ่งแต่ละอำเภอมีเกษตรกรแห่มาขึ้นทะเบียนแห่งละ 200 - 300 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่มาขึ้นทะเบียนช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรรายใหม่ ที่ไม่ได้ใส่ใจการขึ้นทะเบียน เพราะเห็นว่าไม่สำคัญ แต่หลังจากรัฐบาลมีโครงการดังกล่าว จึงได้แห่มาแจ้งขึ้นทะเบียน เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งจะมีการเปิดให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2557
       
               นายปัญญา  ศิลปะ เกษตรจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการให้ชาวนามาลงทะเบียนผู้ปลูกข้าวตั้งแต่เดือน ก.ค.57 ซึ่งจากข้อมูลสถิติพบว่าได้มีเกษตรกรรายเดิมมาแจ้งขึ้นทะเบียนไว้แล้วกว่า 130,000 ราย จากเป้าหมายที่คาดการณ์ว่าจะมีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนกว่า 150,000 ราย  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกษตรกรมาแจ้งขึ้นทะเบียนแล้ว ก็จะให้คณะกรรมการฯ ออกตรวจสอบข้อเท็จจริงและตรวจแปลงว่ามีการเพาะปลูกข้าวจริงหรือไม่ โดยจะมีการปิดประกาศตามหมู่บ้าน 3 วันให้เกษตรกรมาตรวจสอบด้วย ก่อนที่จะออกหนังสือรับรองเพื่อรับเงินช่วยเหลือดังกล่าวต่อไป

               ขณะนี้มีรายงานให้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีชาวนาหัวหมอที่เคยทำนาแปลงใหญ่กลับมาแจ้งว่าทำนาแปลงเล็กแค่ 15 ไร่ ส่วนที่เหลือแบ่งให้คนอื่นเช่าและจะมาขอสิทธิ์ดังกล่าว ดังนั้นจึงขอเตือนว่าเรามีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวด หากตรวจสอบพบก็จะถูกแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายฐานแจ้งข้อมูลเท็จ และหากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านรายใดรับรองการแจ้งข้อมูลเท็จให้แก่เกษตรกร ก็จะมีความผิดด้วยเช่นกัน
       
               ด้านนางพิกุล  คำสัตย์  อายุ 43 ปี ชาวนา บ.โคกเพชร ต.เสม็ด  อ.เมือง บอกว่า ดีใจที่รัฐบาลออกมาตรการดังกล่าวเพราะจะสามารถแบ่งเบาภาระต้นทุนให้กับชาวนาได้  และอยากให้ทำอย่างต่อเนื่องทุกปี พร้อมระบุด้วยว่ามาตรการดังกล่าวสามารถแบ่งเบาภาระต้นทุนให้กับชาวนาได้ดีกว่าหลายๆโครงการที่ผ่านมา พร้อมกันนี้ ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องราคาผลผลิตข้าวในปีนี้ให้อยู่ที่จุดคุ้มทุนอีกด้วย.


ชลประทานวอนชาวนางดทำนา

               นายชูชาติ ศุภวรรธนางกูร ผอ.โครงการชลประทานปทุมธานี กล่าวว่าเนื่องจากปีนี้ปริมาณน้ำฝนน้อยกว่าปกติมากในรอบ 15 ปี ทำให้น้ำในเขื่อนน้อย ด้านกรมชลประทานมีหน้าที่ต้องดูแลการจัดการน้ำให้เพียงพอแก่ การอุปโภค บริโภค การเกษตร และด้านอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด หากน้ำในแม่น้ำและคูคลองต่างๆน้อยกว่าปกติมากจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ถนนริมคลองต่างๆทรุดเสียหาย ดังนั้นกรมชลประทานจึงจำเป็นต้องให้เกษตรกรงดทำนาเป็นเวลา 6 เดือน ใน 22 จังหวัดราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจังหวัดปทุมธานีก็เป็นหนึ่งใน 22 จังหวัดนี้ด้วย

               ด้านนายชูชาติ ศุภวรรธนางกูร ผอ.โครงการชลประทานปทุมธานี กล่าวว่า สังเกตได้ว่าปริมาณน้ำฝนน้อยทำให้เขื่อนต่างๆเก็บกันน้ำได้น้อยมาก ซึ่งปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ปล่อยน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยานั้นมีปริมาณ 50 เปอร์เซ็นต์สามารถปล่อยให้ใช้ได้เพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จากการสำรวจการใช้น้ำของเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆแล้วนั้น คงจะไม่เพียงพอสำหรับการเพราะปลูก ข้าวนาปรังสำหรับปีนี้  กรมชลประทานพิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะให้เกษตรกรงดการทำนาปรัง ซึ่งเห็นว่านาปรังเป็นการเกษตรที่ใช้น้ำมากที่สุด กรมชลประทานมีความห่วงใยว่าหากเกษตรกรยังคงทำนาอยู่ก็จะเกิดความเสียหาย ดังนั้นในปีนี้กรมชลประทานของให้เกษตรกรชาวนางดทำนาปังอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 57 ถึง 1 มิ.ย. 58 เป็นระยะเวลา 6 เดือน

               กรมชลประทานได้ประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมการที่จะให้การช่วยเหลือ เช่นการปรับเปลี่ยนพืชรวมถึงการปลูกพืชเพื่อเป็นการเตรียมดินให้เหมาะสมแก่การปลูกข้าวครั้งต่อไป  พร้อมกันนี้ด้านคณะรัฐบาลได้มีการจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งโดนการจ่างเกษตรกรให้ช่วยปรับปรุงบำรุงรักษาระบบชลประทาน เช่น การขุดลอกคูคลองโดยให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในครั้งนี้.

 

ชาวนากรุงเก่าร้องชลประทานนาข้าว3พันไร่ขาดน้ำ


               ที่ว่าการอำเภอนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มีกลุ่มชาวนาจาก อ.นครหลวง  อ.บางปะหัน    รวม  50 คน  เข้าพบนายไกรฤทธิ์  บุศพันธ์ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 บางพระครูอ.นครหลวง เพื่อหารือถึงการแก้ปัญหาพื้นที่ปลูกข้าวนาปี จำนวนกว่า 3,000 ไร่ ในโซนแรก ของทั้ง 2 อำเภอ  กำลังขาดแคลนน้ำที่เข้าไปหล่อเลี้ยงต้นกล้า

               นายณรงค์ อินจันทร์ กำนัน ต.บางเพลิง   อ.บางปะหัน  จ.พระนครศรีอยุธยา   กล่าวว่า  ปัญหาทั้งหมดเกิดจาก ชาวนาอีกกลุ่มหนึ่งในพื้นที่เดียวกันกำลังปลูกข้าวนาปรัง ใกล้เก็บเกี่ยว และไม่ต้องการน้ำ ได้ลักลอบมาเปิดประตูระบายน้ำจากคลองพระงาม ตั้งอยู่ที่ ต.เกาะเลิ่ง อ.บางปะหัน ทิ้งลงแม่น้ำลพบุรีทำให้น้ำไม่พอไปหล่อเลี้ยงต้นข้าวนาปี ที่กำลังเจริญเติบโตแตกกออยู่ในขณะนี้ สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวนาที่ปลูกข้าวนาปีอยู่ในขณะนี้

               ผลการเจรจา  ได้ข้อสรุปว่า ทางชลประทานจะสั่งปิดประตูระบายน้ำพระงาม อย่างถาวรห้ามเปิด เด็ดขาด ไปจนถึงวันที่ 25  ธ.ค. เพื่อเป็นการรักษาระดับน้ำไม่ให้ลดลงและยังเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งด้วย และให้ระบายน้ำจากคลองชลประทาน ป่ายางเข้าช่วยเหลือนาปีในช่วงแรก และถ้าน้ำยังเพียงพอ  ขณะเดียวกันทางชลประทาน จะให้การสนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาดหน้า 12 นิ้ว จำนวน 5 เครื่องสูบน้ำจากแม่น้ำลพบุรีเข้าช่วยเหลือชาวนาปี ทั้ง 2  อำเภอ

               นายไกรฤทธิ์ บุศพันธ์หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 บางพระครู  อ.นครหลวง  จ.พระนครศรีอยุธยา  กล่าวว่า   ปริมาณน้ำตามเขื่อนต่างๆ มีน้อย ไม่เพียงพอที่จะใช้ในการเกษตร จนต้องประกาศให้เกษตรกรหยุดทำนา ส่วนเกษตรกรรายใดต้องการจะปลูกข้าวต้องหาน้ำเองจากธรรมชาติ  ชลประทานไม่สามารถปล่อยระบายน้ำช่วยให้ได้ และชลประทานจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายด้วย จึงขอเตือนเกษตรกรว่า ไม่สามารถจัดสรรน้ำให้ได้  เมื่อรับทราบแนวทางเกษตรกรจึงสลายตัว