
'ปนัดดา'ไม่วิจารณ์'รัชตะ'ทิ้งมม.
09 ต.ค. 2557
'ปนัดดา' ไม่ขอวิจารณ์กรณี 'หมอรัชตะ' สละเก้าอี้อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ด้าน รมว.สธ. ประกาศทำกระทรวงสีขาว
9 ต.ค. 57 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีที่ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้ข้าราชการ หรือรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งมากกว่า 1 ตำแหน่ง 'ลาออก' เพื่อเลือกตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งหรือไม่นั้น สำหรับตนเอง ได้รับตำแหน่งมา เพราะได้รับความไว้วางใจจากนายกรัฐมนตรี และไม่ได้มีข้อห้าม หรือมีข้อกำหนดใดไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่กรณีของ ศ.นพ.รัชตะ ซึ่งเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย ขอไม่วิพากษ์วิจารณ์ เพราะอาจจะมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่เหมือนกัน อีกทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยขณะนี้เป็นผู้บริหารเฉพาะกิจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นบรรทัดฐานให้กับข้าราชการในตำแหน่งอื่นๆ ด้วยหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ไม่ขอวิจารณ์ ส่วนข้อกังวลที่ว่าจะเป็นที่ถูกจับตามองนั้น เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งของปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีร่วมด้วยนั้น คิดว่า ตนเองบริสุทธิ์ใจ รับราชการมาด้วยความซื่อสัตย์ตลอดชีวิต
เมื่อถามย้ำว่า จะมีผลต่อการรับเงินเดือน 2 ทางหรือไม่ ม.ล.ปนัดดา กล่าวว่า ไม่ เพราะกฎหมายได้กำหนดไว้ให้สามารถรับเงินได้ทางเดียว
'หมอรัชตะ' ประกาศทำ สธ.ให้เป็นกระทรวงสีขาว
ที่สถาบันพระปกเกล้า ศ.นพ.รัชตะ บรรยายพิเศษ เรื่อง “ธรรมาภิบาลกับวงการแพทย์ไทย" ในการสัมมนาหลักสูตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์เพื่อผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่ 3 จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ว่า จะทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นกระทรวงสีขาว โดยได้ประกาศเป็นนโยบายเรื่องธรรมาภิบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายบุคคล แนวทางปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจนและต่อต้านการทุจริต ซึ่งการจะตรวจจับบุคคลที่ทุจริตได้ต้องมีคนช่วยจับ หรือเป่านกหวีด ว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นตรงจุดใด แต่ปัจจุบันมีปัญหาว่าคนที่เห็นกับตาไม่กล้าแสดงตัวในการตรวจจับผู้ทุจริตเพราะเกรงภัยจะมาถึงตัว ในส่วนของ สธ.ต้องมีการฝึกอบรมคนที่จะให้ข้อมูลในเรื่องคอร์รัปชั่น
ศ.นพ.รัชตะ กล่าวอีกว่า ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ ตั้งแต่ปี 2536-2556 แพทย์ถูกร้องเรียนเข้าสู่แพทยสภาเป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงตั้งแต่ปี 2545-2550 มีแนวโน้มลดลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการชดเชยเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับความเสียหายทางการแพทย์ตามมาตรา 41 พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องธรรมาภิบาล โดยแพทย์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยหรือการรักษาแก่ญาติ หรือคนไข้ไม่เพียงพอ หรือไม่มีเวลาในการอธิบายข้อมูลที่ชัดเจนกัน ไม่เอื้ออาทรกันและกันทำให้เกิดการฟ้องร้องแพทย์
"ไม่อยากเห็นการฟ้องร้องแพทย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบในสหรัฐอเมริกาที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ไม่ดี เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน คิดว่าต้องแก้ไขในเรื่องความสัมพันธ์ของแพทย์กับคนไข้ โดยแพทย์นอกจากจะให้การดูแลรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ต้องอาศัยจิตใจเอื้ออาทร ดูแลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ พร้อมอธิบายให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรักษาที่ชัดเจนแก่คนไข้ จะเป็นจุดสร้างความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น"
ต่อข้อถาม ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ... จะมีส่วนลดการฟ้องร้องแพทย์ได้หรือไม่ ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอยู่ในกระบวนการพิจารณา ซึ่งในเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ.เป็นการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหาย ไม่เฉพาะผู้รับบริการแต่รวมถึงผู้ให้บริการด้วย เป็นการดูแลทั้ง 2 ฝ่าย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกลั่นกรองมาหลายครั้ง แต่ยังมีประเด็นที่ต้องหารือและพิจารณาอีกมาก ทั้งนี้ ส่วนตัวเชื่อว่าหากร่าง พ.ร.บ.ออกมามีผลบังคับใช้จะช่วยแก้ปัญหาการฟ้องร้องระหว่างแพทย์กับคนไข้ให้ลดลงได้



