ข่าว

เปิด‘พิมพ์เขียว’สปช.ปฏิรูปการเมือง

เปิด‘พิมพ์เขียว’สปช.ปฏิรูปการเมือง

09 ต.ค. 2557

เปิด‘พิมพ์เขียว’สปช.ปฏิรูปการเมือง เพิ่มทางเลือกนายกฯ คนนอก เพิ่มอายุผู้มีสิทธิ์กาบัตรเป็น 20 ปี ผู้สมัครเลือกตั้ง 30-70 ปี ห้ามคนทำผิดเกี่ยวกับสถาบันลงสมัคร

                หมายเหตุ : ในการรายงานตัวของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจกเอกสารข้อมูล 11 ด้าน หรือ "พิมพ์เขียว" ที่คณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ได้ไปรับฟังปัญหาและรวบรวมเป็นกรอบความเห็นร่วมของประชาชนจัดทำขึ้นให้แก่สมาชิก สปช.ไปศึกษาและเตรียมความพร้อมในการทำงาน โดยเฉพาะปฏิรูปด้านการเมืองมีสาระสำคัญ ดังนี้ (สกรีนพื้น)

                การปฏิรูปด้านการเมือง กรอบความเห็นร่วมของประชาชน พบว่ามีข้อเสนอที่เป็นแนวทางแก้ปัญหา 10 ประเด็น ได้แก่ 1.รูปแบบรัฐสภา ถูกเสนอใน 2 รูปแบบ คือ 1.1 รัฐสภาแบบเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ด้วยการเลือกนายกฯ จากรายชื่อของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาคราวเดียวกัน มีข้อดีคือหัวหน้าฝ่ายบริหารมีฐานความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และเป็นการเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองให้แก่นายกฯ ที่จะกำหนดนโยบายต่างๆ ได้อย่างอิสระจากรัฐสภา และการทำงานมีประสิทธิภาพ ส่วนข้อเสีย คือ หาก ส.ส. หรือ ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นพรรคฝ่ายค้านทำให้เป็นปัญหาต่อการประสานงาน และองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนายกฯ ต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

                1.2 รัฐสภาแบบการเลือกตั้งนายกฯ รัฐมนตรีโดยอ้อม ถูกเสนอ 3 แบบ ได้แก่ แบบแรกสภาเดี่ยว มีเฉพาะสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทำหน้าที่ตราและปรับปรุงกฎหมายเท่านั้น โดยรูปแบบนี้อาจมีข้อจำกัดคือหากตรากฎหมายบกพร่องอาจเป็นเครื่องมือเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ทั้งนี้ที่มาของสภาเดี่ยวได้ระบุที่มา 6 วิธี อาทิ เลือกตั้งแบบแบ่งเขตทั้งหมด, เลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด, จากการสรรหาทั้งหมด, แบบผสม คือเลือกตั้งแบบเขตและแบบบัญชีรายชื่อ, เลือกแบบผสม คือเลือกตั้งและสรรหา และเลือกตั้งจังหวัดละคน โดยอาศัยฐานของอาชีพและสรรหาจากกลุ่มเอ็นจีโอ ข้าราชการ นักวิชาการ แบบที่สอง คือ สภาคู่ โดยมีการเสนอ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบสภา ส.ส.-ส.ว. และแบบสภาผู้แทนราษฎร กับสภาประชาชนที่มาจากกลุ่มวิชาชีพ, กลุ่มจังหวัด, กลุ่มข้าราชการ และแบบที่สาม คือ แบบ 3 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา และสภาประชาชน โดยข้อดี คือประชาชนมีส่วนร่วมในการถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง แต่มีข้อจำกัด คือ การวางบทบาทของสภาประชาชนเพื่อให้กระบวนการทำงานไม่ซ้ำซ้อน

                2.พรรคการเมือง มีกรอบเสนอแนวทาง คือ การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภูมิภาคเข้าสู่ระบบพรรคการเมืองได้ง่ายและปราศจากการครอบงำของทุน ขณะที่การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง เสนอให้มีกระบวนการกลั่นกรองโดยพรรคการเมืองที่มีหลักเกณฑ์ คือมีความสามารถ ซื่อสัตย์ สุจริต รวมถึงเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การเสนอชื่อบุคคล หรือคัดค้านบุคคลที่มีชื่อส่งแข่งขัน เป็นต้น ด้านการสนับสนุนเงินทุนพรรค ต้องมีระเบียบห้ามพรรคการเมืองจ่ายเงินพิเศษให้ ส.ส.เพื่อออกเสียงสนับสนุนหรือเข้าร่วมประชุม สำหรับการเสนอนโยบายพรรคการเมือง กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทตรวจสอบนโยบายพรรคที่ไม่เป็นประชานิยมสร้างความเสียหาย รวมถึงผลกระทบกับประชาชน ที่สำคัญนโยบายของพรรคที่ใช้หาเสียงต้องมีวงเงินใช้จ่ายรวมกันไม่เกินกรอบวงเงินงบประมาณในช่วง 4 ปีข้างหน้า ตามที่กระทรวงการคลังประกาศไว้

                3.สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีกรอบความเห็นที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตการเลือกตั้ง และคุณสมบัติของคนที่ปฏิบัติหน้าที่ จากเดิมที่พบว่ามีคนไม่ดีเข้ามาทำงาน ดังนั้น มีหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งมีข้อเสนอ คือ ให้คนที่อายุ 20 ปีขึ้นไปเป็นผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากเกณฑ์อายุ 20 ปีถือเป็นผู้บรรลุนิติภาวะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

                ขณะที่คุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีข้อเสนอ คือ 3.1 ไม่สังกัดพรรคการเมือง เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถลงสมัครได้ง่ายเพิ่มความหลากหลาย แต่มีข้อจำกัดคือ ส.ส.ไม่มีวินัย มีการขายเสียง 3.2.ผู้สมัครรับเลือกตั้งควรมีอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปี เพื่อให้ผู้สมัครมีวุฒิภาวะที่เหมาะสม ส่วนระดับการศึกษาไม่มีข้อกำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ปราชญ์ชาวบ้านมีสิทธิ์รับเลือก และที่สำคัญต้องให้มีการกลั่นกรองบุคคลก่อนลงสมัครรับเลือกตั้ง ด้วยวิธี Primary Vote จากประชาชนในพื้นที่ หรือต้องได้รับใบรับรองจากนายทะเบียนว่ามีผู้สนับสนุนในเขตเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 200 คน เพื่อเป็นการคัดกรองคนดีเข้าสู่สภา ขณะที่ข้อห้ามของการสมัครรับเลือกตั้ง เสนอให้จำกัดวาระดำรงตำแหน่ง ส.ส. ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน และห้ามไม่ให้บุคคลที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง

                ขณะที่วิธีออกเสียงลงคะแนน ถูกเสนอให้นำคะแนน Vote No มาเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด ถ้าคะแนน Vote No มากกว่าให้เลือกตั้งใหม่, ให้ยกเลิกการลงคะแนนก่อนวันเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรและนอกเขตจังหวัด เพราะมีช่องทำให้เกิดทุจริตได้ง่าย ให้มีการเลือกตั้ง 2 รอบ โดยการเลือกรอบแรก ผู้สมัครคนใดได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือกตั้งทันที แต่หากคะแนนเลือกตั้งไม่ถึงร้อยละ 50 ของผู้ออกเสียงเลือกตั้ง ให้นำผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 และ 2 แข่งขันกันอีกครั้ง หากใครได้เสียงข้างมากเกินร้อยละ 50 ให้ถือว่าเป็นผู้ชนะ

                สำหรับการถ่วงดุลการใช้อำนาจ ส.ส. มีข้อเสนอให้เพิ่มอำนาจ ส.ส.ให้ควบคุมและตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อถ่วงดุลการทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร, นายกฯ ไม่มีอำนาจยุบสภา, ยกเลิกการสังกัดพรรคการเมือง ขณะที่การถอดถอนต้องทำโดยศาลเลือกตั้งและศาลทุจริต คอร์รัปชั่นที่ทำหน้าที่ตรวจสอบโดยเฉพาะ นอกจากนี้ออกกฎหมายมาตรการลงโทษนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ขณะที่บทลงโทษให้ยุบพรรคการเมืองต้องคงอยู่ และเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นกำหนดให้องค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง และให้ประชาชนสามารถฟ้องร้องนักการเมืองทุจริตได้โดยตรง

                4.สมาชิกวุฒิสภา ยังมีข้อเสนอให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งและสรรหา โดยเสนอวิธีสรรหาจากกลุ่มอาชีพ เพื่อให้ได้ตัวแทนทุกกลุ่มอาชีพเข้ามาดูแลผลประโยชน์ ขณะที่จำนวนต้องเท่ากับ ส.ส.เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลที่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้วหลักเกณฑ์และวิธีเลือกตั้ง เสนอให้กำหนดอายุผู้ที่ดำรงตำแหน่ง ส.ว. ระหว่าง 50-70 ปี ไม่จำกัดระดับการศึกษา และไม่สังกัดพรรคการเมือง ขณะที่ลักษณะต้องห้าม ต้องประกอบด้วยห้ามไม่ให้คนที่เคยกระทำผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็น ส.ว. และห้าม ส.ว.ดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 6 ปี

                5.นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี มีข้อเสนอรูปแบบการคัดเลือกนายกฯ 2 วิธี คือ 1.จากการเลือกตั้ง ผ่านระบบบัญชีรายชื่อ จากการเลือกตั้งโดยตรง หรือเลือกตั้งโดยอ้อม คือให้ ส.ส.โหวตเลือกนายกฯ และ 2.จากการแต่งตั้งบุคคลภายนอก ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขณะที่การตรวจสอบและถอดถอนให้ใช้มาตรการเดียวกับ ส.ส.และ ส.ว.

                6.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้านโครงสร้างองค์กรตุลาการทางการเมือง มีข้อเสนอให้จัดตั้งศาลเลือกตั้ง และศาลทุจริต ส่วนศาลฎีกาต้องมีข้อกำหนดและกรอบการดำเนินคดีทางการเมือง และไม่จำกัดอายุความคดีทางการเมือง และยกเลิกมาตรการคุ้มครองนักการเมืองในระหว่างสมัยประชุม

                7.ศาลรัฐธรรมนูญ เสนอให้ปรับโครงสร้างศาลรัฐธรรมนูญ ให้ทำในรูปแบบตุลาการพระธรรมนูญ ที่มีอำนาจพิจารณาเป็นเรื่องๆ ไม่ควรจัดในรูปศาลที่มีอายุ 9 ปี ส่วนอำนาจหน้าที่ต้องแบ่งองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญเป็น 2 องค์คณะ โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ พิจารณาความทั่วไป และวิธีพิจารณาเฉพาะ โดยมีหน่วยสนับสนุนทางวิชาการทำงาน นอกจากนั้นแล้วกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดในกรณีพิพาทระหว่างองค์กร แต่ทำหน้าที่ตีความทางกฎหมายที่มีข้อสงสัยขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น

                8.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีข้อเสนอให้ปรับโครงสร้าง กกต.ให้มีบุคคลจากหลายฝ่าย เช่น ตุลาการ, ฝ่ายการเมือง, ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือผู้เชี่ยวชาญจากสายอาชีพเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ขณะที่ กกต.จังหวัดต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาประจำศาลจังหวัดหรือตุลาการศาลปกครองในเขตเลือกตั้งนั้นๆ ขณะที่การเพิ่มความเข้มแข็งของ กกต. ต้องหมุนเวียน ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดทุก 3 ปี มีกรอบอัตรากำลังสำหรับสำนักงาน กกต. ส่วนบทบาทต้องกำหนดให้ กกต.จัดการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ส่วนการวินิจฉัยความผิดให้เป็นหน้าที่ของศาล

                9.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรับโครงสร้าง ป.ป.ช. โดยเพิ่มสัดส่วน กรรมการสรรหา ป.ป.ช.จากสายการเมืองที่ไม่น้อยกว่าคณะกรรมการสรรหาจากสายอื่น และ 10.การเมืองภาคพลเมือง มีข้อเสนอให้เปิดพื้นที่ให้เข้าร่วมกับภาครัฐในด้านตรวจสอบ มีส่วนร่วมการพัฒนา


สตช.อยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม

                ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มีข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมาย 10 ฉบับ อาทิ พ.ร.บ.ผังเมือง พ.ศ.2518 ด้วยการปรับผังเมืองให้มีอายุ 10 ปี ต่ออายุได้ครั้งละ 2 ปี ได้จำนวน 2 ครั้ง จากเดิมกำหนดให้มีอายุ 5 ปี และต่ออายุได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ปี เพื่อลดการก่อสร้างอาคารในพื้นที่หวงห้าม, กฎหมายควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อป้องกันอุบัติภัย, พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบ และกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ครอบคลุมการโฆษณา กลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่ และแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก, พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ, ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปรับปรุงกฎหมายเพื่อรองรับการบริการ แรงงาน และการลงทุน ตามหลักการค้าเสรีของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน, ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยกำหนดให้คดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตไม่มีอายุความ

                นอกจากนี้ มีข้อเสนอให้พัฒนากฎหมายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนและสังคม อาทิ กฎหมายภาษีทรัพย์สิน, กฎหมายภาษีก้าวหน้าพร้อมค่าปรับ, กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะ, กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตเชิงนโยบาย รวมถึงพัฒนากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขณะที่การปฏิรูปด้านกระบวนการยุติธรรม มีข้อเสนอให้เพิ่มสิทธิกับประชาชนที่เข้าถึงความอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค รวดเร็ว โปร่งใส

                ส่วนการปฏิรูประบบงานตำรวจ มีข้อเสนอ อาทิ ปรับโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปสู่ท้องถิ่น โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีส่วนบริหารจัดการระบบตำรวจในพื้นที่ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ภายใต้กระทรวงยุติธรรม ไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายบริหารเพื่อให้เกิดความอิสระ ปลอดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง นอกจากนี้ให้จัดตั้งสถาบันหลักนิติธรรมเป็นหน่วยงานรูปแบบพิเศษ เพื่อเป็นหน่วยงานพัฒนากระบวนการยุติธรรมและระบบงานตำรวจ ขณะที่สถานีตำรวจต้องปรับปรุงเป็นศูนย์บริการความปลอดภัยสังคมแบบวันสต็อปเซอร์วิส โดยเน้นการทำงานร่วมกับท้องถิ่น ส่วนการสอบสวนควรตั้งหน่วยงานสอบสวนกลางที่แยกจากงานสืบสวน รวมถึงจัดตั้งคณะกรรมการตำรวจที่มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานตำรวจ


ดันภาษีที่ดิน-สิ่งปลูกสร้างอัตราก้าวหน้า

                ด้านเศรษฐกิจ มีข้อเสนอปฏิรูปใน 6 ประเด็น ได้แก่ 1.การขยายโอกาสทางเศรษฐกิจเพื่อความเป็นธรรม ด้วยการปรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยใช้อัตราก้าวหน้า และปรับลดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่กิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อความเป็นธรรมแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ต้องปรับให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล โดยไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน และคำนึงถึงการกระจายรายได้ ขณะที่ภาษีที่ดิน, ภาษีสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้า ต้องใช้ฐานภาษีที่เป็นธรรมเพื่อลดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน

                ด้านการพัฒนาศักยภาพของประชาชน เน้นให้เกิดการพัฒนาด้วยระบบส่งเสริม เช่น เกษตรกร ต้องมีการส่งเสริมสหกรณ์การเกษตรและคิบบุตส์มาใช้ รวมถึงส่งเสริมหลักการเกษตรตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ภาคเอกชนต้องพัฒนากฎหมายเพื่อสนับสนุนด้านการค้า การลงทุน และส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า ส่วนการเสริมสร้างศักยภาพแรงงาน ควรตั้งธนาคารแรงงาน โดยรัฐขายพันธบัตรให้แก่กองทุนประกันสังคมและนำเงินมาปล่อยกู้ให้องค์กรแรงงาน คนงาน สำหรับพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกจ้างให้ภาคแรงงานสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงจัดตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการออม

                2.การจัดการทรัพยากรดิน ด้วยการยกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.สิทธิชุมชนเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ, พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ, พ.ร.บ.บริหารจัดการที่ดินของรัฐและปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเพื่อเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงสิทธิการถือครองที่ดินในพื้นที่ 3.การจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยการทำแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนกำหนดแผนบริหารจัดการแหล่งน้ำสำหรับชุมชนด้วยตนเอง ขณะที่เกษตรกรต้องได้รับการส่งเสริมด้านการจัดการเรื่องเก็บกักน้ำ ขณะที่การก่อสร้างเขื่อนต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของประชาชน

                4.การจัดการทรัพยากรป่าไม้ ต้องจัดตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวน โดยเป็นการร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการและติดตามงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะความร่วมมืออนุรักษ์ป่า 5.การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ด้วยการกำหนดบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้ ร่วมกับตั้งหน่วยงานหลักในการบูรณาการปฏิบัติงานทางทะเล และ6.เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยการจัดตั้งกองทุนวิจัยร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมโครงการลงทุนวิจัยและพัฒนาขนาดใหญ่ นอกจากนั้นต้องสนับสนุนภาคเอกชนและนักลงทุนต่างประเทศจัดตั้งศูนย์วิจัยภายในประเทศ


ปรับ "ปตท." เข้าระบบตลาดเสรี

                ด้านพลังงาน ข้อเสนอการปฏิรูปด้านธุรกิจพลังงาน แบ่งเป็น 3 ประเด็น ได้แก่ 1.นโยบายต่อบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้บริษัท ปตท.เข้าสู่ระบบตลาดแข่งขันเสรีด้านพลังงาน โดยไม่มีสิทธิพิเศษภายใต้รัฐวิสาหกิจ ที่ว่าหน่วยงานรัฐต้องจัดหาน้ำมันจากบริษัท ปตท.เท่านั้น และให้บริษัท ปตท.อยู่ภายใต้กฎหมายการแข่งขันการค้า, แยกท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากบริษัท ปตท. และทำให้เป็นองค์กรแยก เพื่อเปิดโอกาสให้การบริการขนส่งก๊าซธรรมชาติแก่บุคคลที่สามเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ บริษัท ปตท. ต้องลดการถือครองหุ้นในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและกิจการพลังงานอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในกลไกตลาดที่แท้จริง

                2.ประสิทธิภาพและการแข่งขันในธุรกิจพลังงาน ประกอบด้วย จัดตั้งบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (องค์กรปิโตรเลียมเพื่อการพัฒนาประเทศ) ไม่เกี่ยวกับส่วนราชการเพื่อให้เป็นกลไกดูแลทรัพยากรน้ำมันและปิโตรเลียมของชาติแทนบริษัท ปตท. รวมถึงพัฒนากฎหมายแข่งขันทางการค้าไม่ให้ผูกขาดตลาด และ3.ปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลในกิจการพลังงาน มีประเด็นที่สำคัญ คือ ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายพลังงาน ในส่วนของบอร์ดรัฐวิสาหกิจและบริษัทด้านพลังงาน, จัดตั้งสภาประชาชนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและปิโตรเลียม รวมถึงตั้งศูนย์ข้อมูลหรือสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานที่อิสระและโปร่งใส ส่วนคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องปรับปรุงบทบาทด้วยการเพิ่มศักยภาพความเข้มแข็งในการคุ้มครองผู้บริโภค

                ส่วนข้อเสนอด้านโครงสร้างราคาพลังงาน ประกอบด้วย การทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่เท่าเทียมกับการนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงทบทวนการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเอ็นจีวี ให้เป็นไปตามกลไกตลาด อย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนนโยบายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องทบทวนเพื่อให้เกิดความรอบด้านและเป็นธรรม และมาตรการน้ำมันยูโร 4 ควรสนับสนุนให้ใช้มากขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเกิดมลพิษ

                สุดท้ายเป็นข้อเสนอด้านปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน ส่วนสำคัญ คือการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ.2514, พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการจัดตั้งกองทุนพลังงานเพื่อสังคม และตั้งกรรมการอิสระด้านพลังงานหมุนเวียน ส่วนรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานไฟฟ้า เช่น การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคโอนให้มาอยูในสังกัดกระทรวงพลังงาน


ชง กสทช.กำกับจัดระเบียบสื่อ

                ด้านสื่อมวลชน มีข้อเสนอต่อการปฏิรูป จำนวน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การปฏิรูปกิจการและการประกอบการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบ ด้วยกำหนดให้องค์กรอิสระ โดย กสทช. เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแล จัดระเบียบสื่อมวลชน ที่จำแนกสื่อแท้ สื่อเทียม และผู้บริโภคที่ทำหน้าที่สื่อ รวมถึงกำหนดมาตรการควบคุมจัดระเบียบสื่อมวลชนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีมาตรการตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมายต่อสถานีวิทยุชุมชน และเคเบิลทีวีให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้ประชาชนเกิดการรวมตัวเพื่อเฝ้าระวัง และตรวจสอบวิธีทำงานของสื่อ ขณะที่ศักยภาพของการทำงานสื่อทั้งภาครัฐและเอกชนต้องมีหลักประกันในการใช้เสรีภาพโดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ หรือเจ้าของกิจการ เช่น แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา หรือเจ้าของต้องสังกัดองค์กรวิชาชีพที่มีข้อบังคับด้านจริยธรรม

                2.เสรีภาพในการแสดงออกของสื่อ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาระยะสั้น หรือภายใน 5 ปี เพื่อส่งเสริมให้สื่อมวลชนทุกแขนงมีพื้นที่สำหรับการเสนอข่าวเพื่อประชาชน ส่งเสริม พัฒนาและจัดตั้งสื่อสารมวลชนสาธารณะทุกแขนง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสื่อได้อย่างไม่มีการบิดเบือนของเนื้อหา ส่งเสริมให้ชุมชนมีสิทธิบริหารจัดการวิทยุชุมชนได้อิสระภายใต้กติกาที่กำหนดโดยชุมชน

                ขณะที่ด้านการครอบงำสื่อผ่านผลประโยชน์ทางธุรกิจ ต้องแก้ไขด้วยการเปิดเผยงบประมาณประชาสัมพันธ์ของภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรของรัฐอื่นๆ ต่อสาธารณะ ขณะที่ผู้ประกอบการสื่อต้องเปิดเผยรายได้หรือค่าโฆษณาและรายละเอียดจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะ ส่วนการแทรกแซงสื่อจากฝ่ายการเมือง ต้องกำหนดข้อห้ามไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาถือหุ้นในกิจการสื่อ

                3.คุณธรรมและจริยธรรมของสื่อ ด้วยการพัฒนาอบรมบุคลากร นักสื่อสารมวลชนอยู่เสมอ โดยให้องค์กรวิชาชีพเป็นผู้ควบคุมจริยธรรมและจรรยาบรรณในรูปแบบของสมาพันธ์วิชาชีพสื่อ โดยรวมสื่อทุกประเภทไว้ด้วยกัน สร้างกลไกและความรับผิดชอบของสื่อโดยให้มีกฎหมายในการตรวจสอบ และลงโทษสื่อที่โฆษณาชวนเชื่อและขยายความขัดแย้งและความเกลียดชัง


เสนอเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดโดยตรง

                ด้านการปกครองท้องถิ่น มีข้อเสนอปรับโครงสร้างราชการส่วนภูมิภาค เพื่อปรับบทบาทหน่วยราชการระดับจังหวัดให้เป็นหน่วยสนับสนุนทางวิชาการและเป็นสาขาของส่วนกลางเพื่อให้รัฐปฏิบัติหน้าที่เฉพาะภารกิจที่รัฐต้องดำเนินการเองเท่านั้น การให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทางตรง โดยกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ภายใต้แนวคิดแบบจังหวัดจัดการตนเอง โดยเริ่มต้นจังหวัดที่ประชาชนและชุมชนท้องถิ่นมีความพร้อมก่อน ดังจะเห็นได้จากความสำเร็จในกรณีกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา ทั้งนี้มีข้อเสนอยุบเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทางตรง

                ส่วนการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็ก ควรมีเพียง 2 ระดับ คือ อบจ.และเทศบาล สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาลขนาดเล็กที่มีพื้นที่ต่อกันให้ยุบรวมเป็นเทศบาลขนาดใหญ่, การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมในระดับที่พอเพียงต่อการดูแลประชาชน การตรากฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นขึ้นใหม่ และการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับอื่นที่เกี่ยวข้อง การจัดตั้งสภาประชาชนปฏิรูปจังหวัดและท้องถิ่น การจัดตั้งสภาการปกครองท้องถิ่นแห่งชาติ


ลดขรก.-ค่าตอบแทนเท่าเอกชน

                ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน มีกรอบความเห็นร่วมจากการรับฟังใน 2 ประเด็น คือ 1.การปฏิรูประบบราชการมี 7 วิธี ได้แก่ 1.ทบทวนบทบาท ภารกิจ และอำนาจหน้าที่ของภาครัฐและองค์กรต่างๆ ของรัฐ ด้วยการลดขนาดองค์กร เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และภาครัฐตอบสนองความต้องการประชาชนได้แท้จริง 2.จัดกลไกการบริหารงานให้เป็นกลุ่มภารกิจเดียวกัน 3.กำหนดมาตรการขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์ของประเทศที่มีประสิทธิภาพชัดเจน 4.พัฒนาและขยายผลการใช้ระบบงบประมาณโดยมุ่งเน้นผลงานให้ครอบคลุมระบบค่าใช้จ่ายของภาครัฐ 5.พัฒนาระบบสารสนเทศกลางของภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและใช้ได้จริง 6.ปรับปรุงและพัฒนางานบริการสาธารณะของภาครัฐ และ7.พิจารณาการออกกฎหมายว่าด้วยการจัดระบบนักบริหารระดับสูง เพื่อรองรับการแต่งตั้งนักบริหารระดับสูงที่มีประสิทธิภาพและใช้ได้จริง เพื่อใช้ในการสรรหา บรรจุ แต่งตัง กำหนดค่าตอบแทน โดยประโยชน์ที่จะได้คือลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

                2.การปฏิรูปข้าราชการ มี 9 วิธี ได้แก่ 1.ลดจำนวนข้าราชการให้เหมาะสมกับภารกิจและความรับผิดชอบ 2.ปรับรูปแบบวิธีการจ้างให้หลากหลาย เน้นคุณภาพการปฏิบัติงานได้จริง 3.พัฒนาระบบบริหารงานภาครัฐให้โปร่งใส มีประสิทธิภาพ 4.ยกระดับค่าตอบแทนและสวัสดิการข้าราชการให้เท่ากับภาคเอกชน 5.กำหนดมาตรการลงโทษและการให้รางวัลที่ชัดเจน 6.ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพข้าราชการที่รอบด้าน รวมถึงจิตสำนึกในการให้บริการที่ดี 7.สร้างเสริมความเข้มแข็งให้ค่านิยมและวัฒนธรรมการทำงานที่ดีและทันสมัย 8.ปรับปรุง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับระบบจำแนกตำแหน่งและค่าตอบแทน ให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และ 9. กำหนดนโยบายหรือมาตรการให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของข้าราชการ


โอนร.ร.ให้อปท.ดูแล-เข้มกวดวิชา

                ด้านการศึกษา มีข้อเสนอ คือ 1.ปรับระบบโครงสร้างและการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ ด้วยการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมการกำหนดนโยบาย และมีแนวทางเฉพาะ อาทิ โอนถ่ายสถานศึกษาไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดูแลในลักษณะของการจัดการศึกษาร่วมกัน, แยกการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้แยกเป็นอิสระและมีชื่อว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาตลอดชีวิต เพื่อให้กำหนดนโยบายบริหารได้ด้วยตนเอง, เปลี่ยนสำนักพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) ให้เป็นองค์กรมหาชน เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการอบรมบุคลากรทางการศึกษา, แยกการศึกษาระดับมัธยมศึกษาออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นคณะกรรมการศึกษามัธยมศึกษาเพื่อให้มีรูปแบบการบริหารจัดการที่เหมาะสมในระดับมัธยมศึกษา ขณะที่ด้านงบประมาณต้องเปลี่ยนการกำหนดมาจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ที่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียน บุคลากร และหลักสูตร

                2.ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอน ด้วยการให้ สพฐ.กำหนดหลักสูตรแกนกลาง และสาระการเรียนรู้ระดับสากลและระดับชาติในแต่ละชั้นปีด้วยกระบวนการวิจัย รวมถึงปรับปรุงให้เหมาะสมกับช่วงวัย เน้นการศึกษานอกห้องเรียนให้มาก ขณะที่การวัดประเมินผลต้องมีทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจน 3.การปฏิรูปด้านสถานศึกษา ให้มหาวิทยาลัยทำหน้าที่พี่เลี้ยงโรงเรียนเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ขณะที่ชุมชนต้องเข้ามีส่วนร่วมการจัดการศึกษา โดยรูปแบบการศึกษาของชุมชน เพื่อให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน รวมถึง ลดค่านิยมการแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อสถานบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง และแก้ปัญหาโรงเรียนกวดวิชา ด้วยการจำกัดจำนวนและเข้มงวดด้านการออกใบอนุญาตของการเปิดโรงเรียนสอนพิเศษ

                4.ปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา มีข้อเสนอให้เปิดโอกาสบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้ามาเป็นครู ลดภาระงานของครูที่นอกเหนือจากการสอน พร้อมกับทบทวนวิธีการประเมินวิทยฐานะของครูโดยสะท้อนถึงผลลัพธ์ที่นักเรียน และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนา กำกับดูแลและประเมินครู 5.ผู้รับการศึกษาด้วยการยกระดับค่านิยมและค่าตอบแทนผู้สำเร็จการศึกษาจากสายอาชีวศึกษา 6.โอกาสทางการศึกษา เน้นนโยบายสร้างและกระจายโอกาสทางการศึกษาที่มีมาตรฐานกับทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม และ7.ด้านการวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยรัฐต้องให้งบประมาณเพื่อสนับสนุนการส่งเสริมระบบการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้เป็นฐานแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยและการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง


ใช้หลักประกันสุขภาพเป็นธรรม

                ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มีข้อเสนอให้ปฏิรูปสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม อย่างมีมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ปราศจากโรค โดยครอบคลุมถึงนโยบายด้านสาธารณสุข พัฒนากฎหมาย สร้างระบบธรรมาภิบาลและมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุล และที่สำคัญคือเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุข ขณะที่ระบบการคลังสาธารณสุข และหลักประกันสุขภาพ ต้องทำให้โปร่งใสเป็นธรรมกับบุคคลทุกระดับ รวมถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่ส่งผลให้เกิดการแย่งชิงผลประโยชน์ระหว่างรัฐและเอกชน


ชูปราบทุจริต-สร้างจิตสำนึก

                ด้านสังคม มีข้อเสนอต่อการปฏิรูป 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นรูปธรรม ด้วยการบรรจุหลักสูตรด้านคุณธรรม จริยธรรม และหน้าที่พลเมืองไว้ในหลักสูตรบังคับของระดับชั้นการศึกษา รวมถึงสร้างระบบและแจ้งเบาะแสและตรวจสอบการทุจริต รวมถึงพัฒนาและปรับปรุงการตรวจสอบและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นที่เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ส่วนกฎหมายลงโทษผู้กระทำความผิดต้องเร่งปรับปรุง

                2.ประเด็นความเหลื่อมล้ำ ด้วยการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา โดยกำหนดนโยบายเรียนฟรีเป็นเวลา 15 ปี ขณะที่น