ข่าว

 คนแม่กลองค้านมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ

คนแม่กลองค้านมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ

09 ต.ค. 2557

เสียงสะท้อนจากคนแม่กลอง ค้านมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน

               การรวบรวมรายชื่อประชาชนที่ไม่เห็นด้วยต่อโครงการทางหลวงพิเศษสายนครปฐม-ชะอำ รวม 2,015 ชื่อ ซึ่งดำเนินการโดย เครือข่ายอาสาคนรักแม่กลอง จ.ราชบุรี และประชาคมคนรักแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม ที่ยื่นต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม น่าจะสะท้อนภาพด้านหนึ่ง แม้โครงการนี้จะได้รับการบรรจุให้อยู่ในแผนงานของรัฐบาลมานับตั้งแต่ปี 2550 ต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้

               แต่การที่รัฐบาลจะขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ก้าวไปข้างหน้า คงไม่สามารถทำได้อย่างราบรื่น เมื่อท่าทีของประชาชนในพื้นที่ของโครงการนี้มีทัศนคติที่ตรงกันข้ามกับหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการ ทั้งนี้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) นครปฐม-ชะอำ เป็นหนึ่งในแผนงานการพัฒนาทางหลวง เพื่อเสริมระบบโครงข่ายทางหลวงหมายเลข 4 หรือถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสายเดียวในการเดินทางจากภาคกลางลงสู่ภาคใต้ โดยได้รับการบรรจุให้อยู่ในแผนแม่บทโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองของกรมทางหลวง และเป็น 1 ใน 13 เส้นทาง ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่เมษายน 2540

               ในการผลักดันให้เกิดโครงการทางหลวงพิเศษ นครปฐม-ชะอำ อยู่บนพื้นฐานที่ว่า การจราจรของถนนเพชรเกษมอยู่ในสภาพที่หนาแน่นจากยวดยาน เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น จากภาคกลางเชื่อมสู่ภาคใต้ ในปี 2552 กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรม และผลกระทบสิ่งแวดล้อม และจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียด การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านคมนาคม ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือโครงการร่วมกับเอกชน ในปี 2555

               ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างดำเนินงานสำรวจและออกแบบรายละเอียด โดยในปี 2556 กรมทางหลวงได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ดำเนินการสำรวจและออกแบบทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายนครปฐม-อ.ชะอำ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ตอน 

               ตอน 1 มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ กม.9+855 บริเวณบ้านโคกพระ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และสิ้นสุดที่ กม.73+000 ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนธนบุรี-ปากท่อ) ระยะทาง 63 กิโลเมตร รับผิดชอบโดย บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด

               ตอน 2 มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ กม.73+000 ทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนธนบุรี-ปากท่อ) และสิ้นสุดที่ กม.119+370 บริเวณบ้านท่าต้นโพธิ์ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ระยะทางรวม 46 กิโลเมตร ดำเนินการโดย บริษัท เทสโก้ จำกัด และเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงาน ในขั้นตอนจึงเป็นการเริ่มจากสำรวจและออกแบบรายละเอียด จัดเตรียมเอกสารประกวดราคา และประเมินราคาก่อนดำเนินการก่อสร้างในลำดับต่อไป ซึ่งศักยภาพสำคัญของมอเตอร์เวย์สายนี้ก็คือ การเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองบางใหญ่-กาญจนบุรี ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ลงสู่ภาคใต้

               โครงการนี้ คาบเกี่ยวพื้นที่ จ.ราชบุรี นครปฐม เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร คาดการณ์ว่ามูลค่าการลงทุนในโครงการนี้อยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท เสียงสะท้อนที่ได้รับจากการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนในจังหวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของโครงการก็คือ ความเดือดร้อนจากการเวนคืนที่ดินเป็นจำนวนมหาศาล อีกทั้งเส้นทางที่ขวางทางเดินน้ำจากเทือกเขาตะนาวศรีที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย ทำให้เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเป็นวงกว้างในจังหวัดที่อยู่ในแผนงาน

               สุรจิต ชิรเวทย์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ภูมิศาสตร์ของจ.เพชรบุรี เป็นแนวลาดจากฝั่งตะวันตกลงไปฝั่งตะวันออก ถ้ามีฝนตกหนักมวลน้ำจะไหลลงสู่ทะเลที่อ่าวบางตะบูน ที่มีแนวเส้นทางรถไฟสายใต้เป็นคันกั้นน้ำอยู่แล้ว ทำให้มีปัญหาต่อการระบายน้ำ เนื่องจากต้องอาศัยการระบายผ่านช่องใต้สะพานรถไฟ แต่ทำได้ไม่สะดวกนัก เพราะมีตอม่อขนาดใหญ่ขวางทางน้ำไว้ ขณะเดียวกันเมื่อข้ามฝั่งแนวรถไฟจะเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ที่ได้ปรับสมดุลธรรมชาติ ถ้าในอนาคตมีการสร้างเส้นทางรถไฟรางคู่ก็จะเป็นการเพิ่มขนาดแนวคันกั้นน้ำไปอีกเท่าตัว จากเส้นทางเดิมที่มีแนวกว้าง 70 เมตร และถ้าเพิ่มเส้นทางมอเตอร์เวย์ ซึ่งจะเป็นถนนที่ขนานไปกับเส้นทางรถไฟ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความหนาแน่นของแนวคันกั้นน้ำ

               "การก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่รัศมี 500 เมตร ตามที่บริษัทที่ปรึกษาอ้างเท่านั้น แต่ยังกระทบพื้นที่อื่นอีก กระทั่ง จ.ราชบุรี ที่ต้องถูกเวนคืนที่ดิน ทั้งที่ถูกจัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ชนบทเพื่อเกษตรกรรมตามผังเมืองรวม" สุรจิต กล่าว

               สมเกียรติ เชื้อเกตุ ชาวนา อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี กล่าว ชาวนาจำนวนมากจะได้ผลกระทบจากโครงการนี้ เพราะทางหลวงพิเศษตัดผ่านกลางที่นา "เมื่อที่นาถูกแบ่งเป็น 2 แปลง โดยมีถนนผ่า ทำให้เจ้าของที่เดือดร้อนทั้งเรื่องการสัญจรระหว่างนาทั้ง 2 แปลง และการส่งน้ำทำนา นอกจากนี้หากการสร้างถนนไม่ยกระดับเวลาฝนตก ก็จะเกิดปัญหาน้ำท่วมที่นา" สมเกียรติ กล่าว

               ปริญญา ศรีสุคนธ์ ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.เพชรบุรี กล่าวว่า ประชาชนทั้งใน จ.เพชรบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม กว่าร้อยละ 80 ต่างมีท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงการทางหลวงพิเศษสายนี้ และพร้อมที่จะคัดค้านไม่ให้มีการดำเนินการก่อสร้าง แม้โครงการจะอ้างว่ามีการทำประชาพิจารณ์กลุ่มย่อยไปเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งมาถึงเวทีสุดท้าย ขอยืนยันว่า กระบวนการทำเวทีย่อยตั้งแต่ปี 2556 บรรดาผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ไม่ทราบรายละเอียดและไม่เคยเข้าร่วม

               สำหรับผลกระทบที่ประชาชนกังวล คือ 1.การเวนคืนที่ดินทำกิน 2.ผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากแนวถนนจะเป็นคันกั้นน้ำขนาดใหญ่ขวางน้ำที่ไหลจากแนวเทือกเขาตะนาวศรีลงสู่อ่าวไทย 3.สูญเสียพื้นที่การเกษตรอันอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกมะนาวแหล่งใหญ่ที่สุด 4.เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการขนส่งสารเคมี เพราะถ้ารถบรรทุกสารเคมีเกิดอุบัติเหตุจะกระจายผ่านที่ลุ่มลงสู่แหล่งน้ำ ป่าชายเลน และอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก

               "ทางออกที่ชาวบ้านเสนอในเวทีคือ การพัฒนาถนนสายปากท่อ-หนองหญ้าปล้อง ซึ่งแถบนั้นเป็นที่ราบดินลูกรังส่วนใหญ่เป็นไร่สับปะรด หากมีการเวนคืนจะส่งผลกระทบน้อย เพราะไม่ใช่พื้นที่ชุมชน รวมทั้งแนวทางการทำถนนยกระดับคร่อมแนวถนนเพชรเกษมที่จะแทบจะไม่ต้องมีการเวนคืน" ปริญญา กล่าว

               สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ ประธานชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติจังหวัดเพชรบุรี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ทางหลวงพิเศษสายนี้ ผ่าน 4 อำเภอของจังหวัด ที่เป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันหมายถึงการทำลายแหล่งวัฒนธรรมทางอ้อม ในขณะที่ดินที่ทำการเกษตรมายาวนานจะถูกแบ่งออก โดยมีถนนมาขวางกั้น

               อานุภาพ เจริญศักดิ์ วิศวกรโยธา ชำนาญการพิเศษ กรมทางหลวง กล่าวว่า โครงการนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเวนคืนที่ดินบางส่วน เพื่อนำมาพัฒนาให้เกิดเส้นทางคมนาคม ที่จะรองรับการขยายตัวของภาคการขนส่ง และทางภาครัฐพร้อมที่จะเยียวยาและชดเชยความสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

               เป็นท่าทีของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีต่อโครงการลงทุนของรัฐที่กำลังผลักดันให้เกิดขึ้น

................................                                                                                                                                     

(หมายเหตุ : เสียงสะท้อนจากคนแม่กลอง ค้านมอเตอร์เวย์นครปฐม-ชะอำ  : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)