
อัยการตีกลับสำนวนคดีฆ่า2นทท.เกาะเต่า
อัยการตีกลับสำนวนคดีฆ่า2นทท.เกาะเต่า แนะตร.แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมเหตุทั่วโลกสนใจ
8ต.ค.2557 ความคืบหน้าคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี โดยทางสำนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวที่มีความหนา 800 กว่าหน้าคืนกลับให้พนักงานสอบสวนนำไปปรับปรุงแก้ไขในจุดบกพร่องบางจุด โดยกำชับทำสำนวนให้รัดกุมมากขึ้นเพราะเป็นคดีสำคัญที่สังคมทั่วโลกให้ความสนใจ และยังไม่กำหนดเวลาจะส่งฟ้องศาลเกาะสมุยวันไหน
ส่วนที่เกาะเต่ามีรายงานข่าวแจ้งว่าเจ้าหน้าที่จากสถานทูตพม่าจำนวนหนึ่งร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ยังคงเก็บข้อมูลจากแรงงานชาวพม่าในเกาะเต่า โดยข้อมูลที่ได้รับส่วนใหญ่แรงงานชาวพม่าไม่เชื่อว่านายวิน กับนายซอ เป็นคนร้ายตัวจริง และเชื่อว่าจะต้องมีเหตุจูงใจหรืออาจจะถูกบีบบังคับให้รับเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้
ส่วนที่ท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากเกาะสมุย - เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี คึกคักไปด้วยประชาชน และนักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และชาวต่างชาติมารอขึ้นเรือเพื่อเดินทางฟากข้ามไปร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้ ที่หาดริ้น เกาะพะงัน ส่งผลให้ทางบริษัทเดินเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากต้องบริการเสริมเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอีกวันละ 2 เที่ยว เพื่อบริการให้นักท่องเที่ยวข้ามเกาะไปร่วมงานได้ทันเวลา ซึ่งงานดังกล่าวมีขึ้นคืนนี้เพราะเป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวงท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของเจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างเข้มงวด เนื่องจากเรือโดยสารขนาดเล็กบางเที่ยวไม่สามารถเดินทางได้เพราะคลื่นลมแรง โดยบางช่วงมีคลื่นสูงถึง 3 เมตร
นายบุญศิริ เดี่ยววานิช ผู้จัดการบริษัท ท่าเรือราชาเฟอร์รี่ จำกัด บอกว่า ช่วงเกิดเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่า ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปประมาณ 20% แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ และได้รับคำยืนยันจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้จับแพะตามกระแสข่าว ก็ได้สร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติได้เป็นอย่างมาก ทำให้ช่วงนี้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเขามาร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้ไม่ต่ำกว่า 2,000 คนทั้งที่อยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น
ส่วนเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวนั้น ทางบริษัท ฯได้เพิ่มเที่ยวการเดินเรือให้แก่ผู้โดยสารแล้ว เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวประสบปัญหาตกค้าง และย้ำว่าเรือเฟอร์รี่มีความปลอดภัยสูง พร้อมทั้งได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวตลอดเส้นทาง
นอกจากนั้นในส่วนของ เจ้าท่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าประจำจุดท่าเทียบเรือโดยสารทุกท่า ทั้งบนฝั่งดอนสัก เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย ส่วนห้องพักบนเกาะพะงัน ที่มีอยู่กว่า 15,000 ห้อง ขณะนี้ถูกจับจองไปแล้วกว่า 90% คาดว่าจะมีเงินสะพัดในงานฟูลมูนปาร์ตี้เกือบ 100 ล้านบาท โดยบางส่วนนักท่องเที่ยวพักที่เกาะสมุยและที่เกาะเต่าจากนั้นนั่งเรือเฟอร์รี่เข้าไปร่วมงานฟูลมูนปาร์ตี้จนถึงรุ่งเช้าก่อนเดินทางกลับ
ส่วนของการดูแลความปลอดภัยทางตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เพิ่มกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบในพื้นที่บริเวณงานฟูลมูนปาร์ตี้กว่า 100 นายร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยกันดูแลความปลอดภัย ที่สำคัญนายฉัตรป้อง ฉัตรภูติ ผวจ.สุราษฎร์ธานี ได้กำชับเรื่องความปลอดภัยเป็นกรณีพิเศษ
อัยการย้ำแก้จุดบกพร่องแค่บางส่วน
นายไพบูลย์ อาชวานันทคุณ อัยการจังหวัดเกาะสมุย ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย เรียกตัวแทนพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบในคดีนี้มาพบพร้อมชี้จุดบกพร่องบางส่วนเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ของสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าว คืนกลับให้พนักงานสอบสวนนำไปปรับปรุงแก้ไข โดยกำชับทำสำนวนให้รัดกุมมากขึ้นเพราะเป็นคดีสำคัญที่สังคมทั่วโลกให้ความสนใจ และยังไม่กำหนดเวลาจะส่งฟ้องศาลเกาะสมุยวันไหน โดยทางตัวแทนพนักงานสอบสวนรับทราบจึงได้แจ้งไปยัง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน และ พ.ต.อ.ภรศักดิ์ นวนหนู รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามลำดับชั้น
ลือสะพัดสกัดลอบวางยา2ผู้ต้องหา
ภายหลังจากที่ 2 ผู้ต้องหาชาวพม่าเชื้อสายยะไข่คดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ถูกฝากขังที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และสังคมวิพากวิจารณ์ว่า 2 ผู้ต้องหาไม่ใช่คนร้ายตัวจริงนั้นปรากฏว่าตอนนี้เริ่มมีกระแสข่าวลือว่าอาจจะมีการลักลอบวางยา 2 ผู้ต้องหาและล่าสุดมีรายงานข่าวแจ้งว่านายวิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้สั่งการให้นายสมภพ รุจจนเวท ผู้บัญชาการเรือนจำอำเภอเกาะสมุยจับตาผู้ต้องขังทั้ง 2 รายอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากเป็นผู้ต้องขังคดีสำคัญที่ได้รับความสนใจ และมีอัตราโทษสูง โดยกำชับให้ตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ และเรื่องการจัดอาหารแต่ละมื้ออย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุร้ายรวมถึงในช่วงเวลากลางคืน ให้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง ติดตั้งวงจรปิดจับตาความเคลื่อนไหวตลอด 24 ชั่วโมง
ทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ยังให้ความเชื่อมั่นว่าผบ.เรือนจำ อำเภอเกาะสมุย จะดูแลผู้ต้องขังได้ ไม่จำเป็นต้องย้ายไปเรือนจำความมั่นคงสูง โดยผู้ต้องขังทั้ง 2 คน จะถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอเกาะสมุย จนกว่าจะคดีจะมีคำพิพากษาเด็ดขาดซึ่งในกรณีโทษสูงถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือ ให้ประหารชีวิต จึงจะถูกส่งมาคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง และเนื่องจากผู้ต้องขังเป็นชาวพม่าหากรับโทษ 1 ใน 3 แล้วก็สามารถโอนตัวไปคุมขังยังประเทศบ้านเกิดได้



