
'ประยุทธ์'ไม่ขัด!'อภิวันท์'กลับไทย
08 ต.ค. 2557
'ประยุทธ์' ไม่ขัดนำร่าง 'อภิวันท์' กลับไทย ผิด ม.112 ดำเนินการต่อตามขั้นตอน ปัดร่วมพิธีศพ วอนอย่าโจมตีสัญชาติคนร้ายคดีเกาะเต่า เลิกพูดดีกว่าคำว่า 'ประชานิยม'
8 ต.ค. 57 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และแกนนำ นปช. ว่า เมื่อเป็นคนไทย ก็สามารถกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามปกติ เราไม่ได้มีปัญหาข้อขัดข้องอะไร แต่เรื่องความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ผ่านมา รัฐบาลยอมไม่ได้ หากผิดก็คือผิด และขณะนี้ พ.อ.อภิวันท์ ยังเป็นทหารอยู่ ก็เป็นเรื่องของราชการต้องดำเนินการตามขั้นตอน อย่าตีกันไปตีกันมา ตนคงไม่ได้ไปร่วมพิธีศพ ซึ่งคงจะเข้าใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจจะมีคนที่ต้องเสียชีวิตในต่างประเทศในลักษณะนี้อีก พล.อ.ประยุทธ์ ถามกลับว่า แล้วเขาไปต่างประเทศทำไม ผู้สื่อข่าวตอบว่า เขาหนี เพราะไม่มั่นใจว่า คสช.จะเอาอย่างไรกับเขาใช่หรือไม่
"ก็รู้อยู่ว่าเขาหนี ผมไม่ได้จะเอาอะไรกับเขา เขาผิดกฎหมายมาตราอะไร หากต่อสู่ในชั้นศาลก็จบแล้ว บางคดีศาลยังไม่ตัดสิน ก็เสียชีวิตก่อน แต่นี่หนีไปก่อน หนีไปทำไม แต่เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว คดีก็จบ"
วอนอย่าโจมตีสัญชาติคดีคนร้ายเกาะเต่า
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการชี้แจงกรณีฆาตกรรมนักท่องเที่ยว ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี ที่ผู้ต้องหาเป็นชาวพม่า ว่า อย่าเพิ่งไปตำหนิว่าเป็นคนของประเทศไหน ต้องดูว่า ในเมียนมาร์เองก็มีหลายชนชาติ ซึ่งเป็นการเมืองของเขาภายในด้วย วันนี้ตนอยากจะบอกว่า เป็นการกระทำของแรงงานต่างด้าว ซึ่งอย่าไประบุว่าเป็นประเทศไหน เพราะบางประเทศเขามีสัญชาติอะไรกันอยู่ ต้องให้เกียรติทางเมียนมาร์ด้วย ถ้าไประบุเป็นชาวพม่า เขาก็เสียเกียรติภูมิ ต้องขอร้องสื่อมวลชนในเรื่องนี้ด้วย เราจะแก้เรื่องนี้อย่างไร ต้องแก้ที่ตัวเราก่อน ถ้าไปตำหนิคนอื่นมากๆ อีกหน่อยคนก็ไม่รักเรา ฉะนั้นเราต้องแก้ปัญหาของเราให้ได้ และประสานความร่วมมือกับเขาว่า จะมีการจดทะเบียนแรงงานอย่างไร พิสูจน์สัญชาติอย่างไร ในอีกขั้นตอนหนึ่ง ให้เป็นระบบ
ย้ำต้องทำงานเชิงรุก ไม่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า จากการประชุมร่วมระหว่าง คสช.และ ครม.วานนี้ (7 ต.ค.) มีผลงานที่พอใจ คือ 1. เรื่องของความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน 2. การบริหารราชการแผ่นดิน ที่เป็นไปอย่างเรียบร้อย ทำได้เป็นปกติ ไม่มีปัญหา แต่ทั้งหมดต้องมีการปรับแก้ให้เป็นเชิงรุก ไม่ใช่เชิงแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือต้องใช้เงินทองมากเกินเหตุนั้นไม่ได้ มันต้องทำทั้งสองอย่างคู่กัน คือ การลดความเดือดร้อนโดยทันที เช่น ดูแลผู้มีรายได้น้อย ซึ่งในขณะนี้ได้ดูแลชาวนา แต่ขณะเดียวกัน การสร้างความเข้มแข็งในเรื่องของกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การจัดโซนนิ่งพื้นที่ ก็ทำคู่ขนานไปด้วย
โดยขณะนี้ คณะทำงานได้ทำมาตลอดใน 3-4 เดือนที่ผ่านมาทุกเรื่อง ทั้งสาธารณูปโภคพื้นฐาน รถไฟ รถไฟฟ้า ตนได้มอบนโยบายตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา ว่าปัญหาของประเทศมีอะไรบ้าง 1. การเปลี่ยนประเทศรายได้น้อยไปสู่รายได้ปานกลาง ซึ่งเราช้ากว่าทุกประเทศในโลกมาก ประเทศรอบบ้านเขาไปได้เร็วขึ้นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะเรามัวแต่ทะเลาะกันอยู่ตั้งนาน เราต่อไปให้เขาตั้งหลายปี ซึ่งเราเพิ่งเริ่มต้นในการที่จะหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้น้อย ไปสู่ประเทศปานกลาง เขาเรียกว่ากับดัก
แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายของรัฐบาลเราเช่นกันว่า จะทำอย่างไร ที่จะแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งก็คือ การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ประชาชนมีรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่มีการทุจริตผิดกฎหมาย หรือทุจริตคอร์รัปชั่นในกระบวนการ ซึ่งนั่นเรียกว่าการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเท่ากันหมด เพราะนั่นไม่ใช่ระบบประชาธิปไตย ถ้าทุกคนมีรายได้อะไรเท่ากัน ทุกอย่างก็ต้องเป็นของรัฐทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นรัฐก็ต้องแบ่งปัน วันนี้เป็นประชาธิปไตย ทุนมากทำมาก ทุนน้อยทำน้อย ใครไม่มีทุน ก็ไปหาเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งเราจะดูแลตรงนี้ จึงจะเรียกว่าลดความเหลื่อมล้ำ เป็นวิธีการปฏิบัติ ไม่ใช่เอาเงินมาแจกเท่ากันทั้งหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ใครเดือดร้อนก็ต้องดูแล แต่ก็เป็นระยะสั้นแค่ปีเดียว ยกตัวอย่างการช่วยเหลือชาวนาในช่วงนาปี
"ต่อไปนี้เลิกพูดดีกว่าคำว่า 'ประชานิยม' ให้เลิกพูด ถ้ามันไม่เสียหายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามันเสียหาย คือ ไม่ดี"
โต้คนตำหนิ สปช. ไม่สมัครจะให้เลือกอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะสามารถทำหน้าที่ได้หรือไม่ ว่า ไม่ต้องกลัว สปช.มีเข้ามา 7 พันกว่าคน มีเวลาคัดเลือกน้อย ต้องรีบทำให้เร็ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัว เข้ามาก็แยกเป็นกลุ่ม เดี๋ยวทางสมาชิกจะไปจัดกลุ่มกันเองใหม่ 11 ด้าน
ส่วนกรณีมีกระแสวิจารณ์ว่า สปช. คือ คมช.แปลงร่างมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนขอถามอย่างนี้นะ พวกพรรคการเมืองที่ตำหนิเรา เขาสมัครมาหรือไม่ ถ้าไม่สมัครเข้ามา ตนจะไปเลือกเข้ามาได้อย่างไร เขาสมัครมาแค่ไหน ตนก็เลือกได้แค่นั้น จะให้ไปเชิญมา ก็ไม่ใช่หน้าที่ของตน ตนเลือกตามที่สมัครมา 7,000 กว่าคน เขาคัดเหลือ 550 คน ตนก็มาคัดเป็น 173 คน ตนเลือกได้แค่คนใน 550 คน คนที่หลุดไป ตนไปเลือกมาไม่ได้ กติกาเป็นอย่างนี้ ส่วนของจังหวัดเช่นเดียวกัน ทางนั้นส่งมา 5 คน ตนเลือกได้แค่ 1 ใน 5 คนเท่านั้น ไม่ใช่ตกรอบแรกไปแล้ว ตนไปเลือกมา ตนทำไม่ได้
นายกฯ กล่าวต่อว่า เดิมที สปช.ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขมากมาย เพื่อที่จะให้ทุกฝ่ายเข้ามา และเมื่อพวกหนึ่ง ไม่เข้ามา อีกพวกหนึ่งเข้ามา ก็เป็นประเด็น ฉะนั้นต้องไปบอกพวกเขาว่า ถ้าคิดว่าตัวเองไม่ได้สมัครเข้ามา ก็ไปหาหนทางเข้ามา ตามช่องทางที่เปิดไว้ให้ ส่วนสมาชิกที่ตกรอบแรกไป 7 พันกว่าคนนั้น ตนสั่งการไปเมื่อวานนี้แล้วว่า ให้ตั้งเป็น 2 คณะได้ไหม คณะแรก คือ 250 คน คณะที่ 2 เป็นที่ปรึกษา แล้วให้ส่งเรื่องเข้ามา ใครอยากพูดอะไรให้ส่งมาตามช่องทางนั้น ฉะนั้นทั้ง 7 พันกว่าคนนั้น มีงานทำหมด แต่จะนำ 7 พันกว่าคนเข้าสภา มันทำไม่ได้
เมื่อถามถึงกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) ว่า ในส่วนของรัฐบาลนั้นมีโควตาในใจหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีกำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) ว่า แต่ละหน่วยงานมีโควตาได้กี่คน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) มีชื่ออยู่ในใจแล้วหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนยังไม่รู้เลยว่ามีใครบ้าง ต้องดูก่อนว่ามีใครบ้าง ต้องนำชื่อทั้งหมดมาดู และหารือร่วมกัน คนที่ทำตรงนี้ ก็ต้องทำให้เกิดความยั่งยืน ไม่ได้สร้างปัญหา แต่ประเด็นอยู่ที่ทำให้ประชาชนยอมรับนั้นทำอย่างไร ต้องสร้างการยอมรับ ว่าเราต้องการให้ประเทศไทยเป็นอย่างไร แบบเดิมหรือแบบใหม่ ถ้าอยากได้แบบใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการเป็นแบบใหม่ อาจจะไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วจะรับได้ไหม หากไม่ได้ จะทำแบบไหน เพราะฉะนั้นการปฏิรูป ไม่ใช่สภายกมือแล้วเสร็จเรียบร้อย มันจะต้องออกเป็นกฎหมาย อย่างจะทำเรื่องเลือกตั้งอย่างไร สนช.ก็ไปทำใส่ในกฎหมาย บางอย่างก็จำเป็นต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ เป็นต้น
เมื่อถามว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ นั้น สำคัญที่สุดหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำคัญเหมือนกันหมด แต่ทั้งหมดต้องฟังเสียงภายนอกก่อน
เมื่อถามว่า จะมีการทำประชามติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า การทำประชามติ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ว่าจะทำได้อย่างไร เหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ อย่าเพิ่งถามดัก เอาเรื่องที่ยังไม่เกิดมาถามวันนี้ ไม่ได้ ค่อยๆ ทำไป วันนี้ยังไม่ได้เริ่ม ก็จะตีกันแล้ว ถ้าตอนนั้นสถานการณ์ปกติดี ทำประชามติได้ ก็ทำไป ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ได้ ต้องถามว่า เราต้องการเปลี่ยนประเทศเราไหม เราต้องการปรับปรุงประเทศไปสู่อนาคตไหม
ชี้ต้องมี ก.ม.ควบคุมการชุมนุม
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการชุมนุม ว่า ขณะนี้กำลังดำเนินการ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น ซึ่งอยู่ในระหว่างการแก้ไข ส่วนไหนทำได้ไม่ได้อย่างไร ซึ่งสังคมก็ต้องเรียนรู้ และที่กฎหมายนี้ไม่สามารถออกมาได้ก่อนหน้านี้ เพราะเป็นเรื่องของการเมือง การเมืองต้องมีมวลชนสนับสนุน การเมืองมีโอกาสที่จะมีมวลชนมาต่อสู้ให้พรรคการเมือง กฎหมายตัวนี้จึงยังออกมาไม่ได้ เพราะรัฐบาลต้องไปจำกัดการชุมนุมของทุกฝ่าย อาจไปจำกัดกลุ่มของตนเอง แต่วันนี้ เราไม่ต้องการให้มีกลุ่มของใครทั้งสิ้น
"ต้องมีกฎหมายนี้ออกมา เพราะรอบบ้านเขามีหมดแล้ว คนไทยต้องยอมรับกติกากันบ้าง ไม่เช่นนั้นประเทศชาติจะวุ่นวาย วันนี้การเมือง คือ การเมือง ผมไม่ได้ขัดแย้งกับใคร ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการพิจารณาของวิป เมื่อเรียบร้อยแล้วเสนอรัฐบาล แล้วจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เมื่อผ่าน ครม.ก็เอาเข้าสู่ สนช.เพื่อพิจารณา วาระ 1 , 2 , 3 เป็นไปตามระบบ มีโอกาสที่จะเสนอข้อโต้แย้งอะไรต่างๆ แต่ผมเห็นว่า ควรจะมี จะได้ป้องกันเจ้าหน้าที่ได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าหน้าที่จะมีปัญหาเมื่อได้รับคำสั่งให้ไประงับการชุมนุม จะมีปัญหากระทบกระทั่งกับประชาชน หากมีคนไม่ดีขึ้นมา คนสองคนใช้อาวุธขึ้นมา เจ้าหน้าที่ก็ตาย ประชาชนก็ได้รับบาดเจ็บ ท้ายสุดเจ้าหน้าที่ก็รับผิดชอบอีก"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า หากทุกรัฐบาลคิดได้แบบตน การเมืองก็ว่ากันไป แต่ต้องไม่ลืมเสียงส่วนน้อยด้วย ต้องดูแลทั้งเสียงส่วนน้อย เสียงส่วนใหญ่ สนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ เขาก็คือคนไทย ต้องดูแลคนไทย จำไว้ทุกรัฐบาล
เมื่อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ที่รัฐบาลเข้ามาพยายามสร้างกฎหมาย แต่เหมือนนักการเมืองจ้องจะฉีกกันแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องสร้างความเข้าใจกับเขาว่า หากอยากให้ประเทศไทยไปข้างหน้า ไม่ใช่การเมืองท่านดีแล้วประเทศถอยหลังไม่ได้ ถ้าให้พรรคท่านดี หรือรัฐบาลท่านดี แต่ประเทศชาติไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอก แล้วเราจะทำอะไรได้ต่อไป รายได้เราจะมาจากไหน วันนี้เราได้มาจากการส่งออกเป็นหลัก เมื่อทั่วโลกตกเราก็ตกตามเขา ทำอย่างไรจะสู้เขาได้ ให้เวลาตนมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้สู้เขาได้จะดีกว่า วันนี้เราสร้างความเข้มแข็งในการลงทุน เพิ่มเทคโนโลยี เพิ่มเครื่องจักร นี้เราคิดใหม่ทั้งหมด แต่ต้องใช้เวลา
เยือนพม่า 9-10 ต.ค. เตรียมหารือ 'เต็งเส่ง'
ร้อยเอกนายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จะนำคณะผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ เดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ อย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคมนี้ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศที่แน่นแฟ้นอยู่แล้วให้ลึกซึ้ง และร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์เพื่อการพัฒนาอย่างรอบด้าน (comprehensive)
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางเยือนครั้งนี้ นายกรัฐมนตรี จะได้ร่วมหารือกับผู้นำเมียนมาร์ เพื่อร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับความร่วมมือไทย-เมียนมาร์ ในระยะต่อไป และผลักดันความร่วมมือที่สำคัญเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อาทิ การแก้ไขปัญหาความยากจน การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การส่งเสริมการค้าบริเวณชายแดน ความร่วมมือด้านพลังงาน และการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี จะได้แนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของชาติสมาชิกอาเซียน และถือการเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ ในฐานะประธานอาเซียนด้วย
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี ได้แก่ เข้าเยี่ยมคารวะ และหารือข้อราชการกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) 3 ฉบับ ณ กรุงเนปิดอร์ พร้อมกับมีการหารือกับภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์ และมอบนโยบายแก่ทีมประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูต กรุงย่างกุ้ง ทั้งนี้บันทึกความเข้าใจทั้ง 3 ฉบับ คือ 1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.เชียงใหม่ - เชียงตุง 2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ประจวบคีรีขันธ์ - มะริด และ 3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง จ.ระนอง - เกาะสอง
"จะเป็นการลงนามระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัดไทยและเมียนมาร์ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยและเมียนมาร์ ในการส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า พัฒนาเศรษฐกิจชายแดน และกระชับความสัมพันธ์ภาคประชาชนระหว่างกัน"
ร.อ.นพ.ยงยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับภาพรวมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เมียนมาร์ นั้น ถือเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์ที่ดีในทุกๆ มิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันดี ผู้นำทั้งสองประเทศมีความเข้าใจ และสนิทสนมคุ้นเคยระหว่างกัน เน้นการเป็นพันธมิตรเพื่อความมั่นคงและการพัฒนา (partnership for security and development) เน้นการจัดระเบียบ และพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างครบวงจร การปราบปรามยาเสพติด พัฒนาโครงการเชื่อมโยงทางถนน การเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติม ความร่วมมือด้านพลังงาน ความร่วมมือด้านแรงงาน ที่เมียนมาร์ให้ความสนับสนุนนโยบายการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวของ คสช. และทั้งสองประเทศจะได้ร่วมมือกันผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายให้คืบหน้า ซึ่งคณะกรรมการระดับสูง (Joint High-Level Committee JHC) จะได้มีการประชุมในปลายปีนี้ และจะได้มีการหารือในลักษณะสามฝ่ายร่วมกับญี่ปุ่นที่แสดงความสนใจร่วมพัฒนาโครงการทวายด้วย
สำหรับกำหนดการโดยย่อของนายกรัฐมนตรีและคณะ จะเดินทางวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม ในเวลา 14.15 น. ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร (บน.6) ไปยังกรุงเนปิดอว์ และเดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงเนปิดอว์ เวลา 15.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) มีพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ จากนั้นจะเข้าเยี่ยมคารวะและหารือข้อราชการกับนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ต่อด้วยการร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ 3 ฉบับ ทำพิธีมอบป้ายบริจาครถรับบริจาคโลหิตแก่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติของเมียนมาร์ และในช่วงค่ำประธานาธิบดีเมียนมาร์ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่นายกรัฐมนตรีและคณะ ณ สำนักประธานาธิบดี
จากนั้นกำหนดการวันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม เวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางออกจากท่าอากาศยานกรุงเนปิดอว์ไปยังกรุงย่างกุ้ง เพื่อร่วมการหารือกับภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์ ทีมประเทศไทย และภาคธุรกิจไทยในเมียนมาร์ และจะเดินทางกลับถึงไทยในเวลา 16.25 น.
ดีใจพบ ฮ. หลังหายกว่าสัปดาห์
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพบเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยของไทย หลังสูญหายไปในสหภาพเมียนมาร์ ถึง 11 วัน ว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกองทัพแจ้งเข้ามา ตนดีใจที่ทุกคนปลอดภัย โดยเฉพาะกัปตันชัชวาล แท่นทอง เท่าที่ทราบ ไม่ได้บาดเจ็บมากนัก เพียงเมื่อยขาเท่านั้น โชคดีที่ลงไปตามป่าเขา แค่ติดต่อวิทยุไม่ได้ ที่ผ่านมาเอาใจช่วยเขามาตลอด สหภาพเมียนมาร์ ก็เป็นห่วง และประสานมาโดยตลอด
ยันลงพื้นที่ต่างจังหวัด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ ว่า น้ำท่วมที่ภาคใต้เป็นธรรมดา เขาชินแล้ว ปีหนึ่งท่วม 4 ครั้ง เพราะน้ำมาจากภาคเหนือ เป็นอย่างนี้ตลอด เราจะทำอย่างไร ให้เป็นไปตามที่ 'ในหลวง' ทรงรับสั่งไว้ คือ เรื่องกระเพาะหมู ตลอดเส้นทางน้ำ ซึ่งงบประมาณปี 2557 ได้เริ่มทำตรงนี้แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการลงพื้นที่พบประชาชนในต่างจังหวัด พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไปอย่างแน่นอน ซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลังประเมินสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่อยู่ ส่วนจะเป็นที่ไหนก่อน ก็ต้องเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง แต่ไปแน่ ในเร็วๆ นี้ เพราะเวลาเรามีแค่นี้
วอน 'อียู' ผ่อนผันตัดจีเอสพีสินค้า
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางไปประชุมสุดยอดผู้นำเอเชียยุโรป (อาเซ็ม) ระหว่างวันที่ 16-17 ต.ค. ที่กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ว่า โอกาสที่จะพบผู้นำต่างประเทศในการประชุมดังกล่าวนั้น ต้องให้ผู้นำแต่ละประเทศติดต่อมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างประสานอยู่ ซึ่งเท่าที่ทราบมีประเทศในอาเซียน จีน ญี่ปุ่น มาแน่นอน ได้พูดคุยกันแล้ว ส่วนยุโรปมี 2 - 3 ประเทศ คือ ฮอลแลนด์ และสวิสเซอร์แลนด์
นายกฯ กล่าวว่า การร่วมประชุมอาเซ็ม ซึ่งเป็นเวทีสุดยอดระหว่างประเทศของเอเชียกับยุโรป เราในฐานะประเทศอาเซียน เราจะสร้างความเข้มแข็งอย่างไร เช่น การสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ การปรับปรุงระเบียบการค้า การธนาคาร ทั้งหมด ให้ทันต่อกติกาของโลก ของยุโรป ถ้าเราปรับตรงนี้ได้ เราก็สามารถบอกเขาได้ว่าเราพร้อมแล้ว แต่วันนี้ เราไม่พร้อมอะไรเลย ซึ่งตอนนี้เรากำลังทำอยู่ และต้องทำให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น เราจะถูกข้อห้ามทางสัญญาการค้า ซึ่งเราสู้เขาไม่ได้ตรงนี้ แต่เมื่อเราเตรียมความพร้อมตั้งศูนย์ 'วันสต็อปเซอร์วิส' การติดต่อราชการโดยเร็ว ลดเวลา ลดขั้นตอนต่างๆ ให้ได้โดยเร็ว ลดขั้นตอน ลดภาษีต่างๆ ซึ่งเราไม่เคยได้แก้ แต่วันนี้เราแก้หมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงการเตรียมรับมือกรณีสหภาพยุโรป (อียู) จะตัดสิทธิ์พิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่ให้กับสินค้าไทยอีก 723 รายการ หลังจากวันที่ 1 ม.ค. 58 ว่า นี่คือปัญหาอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องไปคุยกับต่างชาติ ว่า ขอยืดเวลาออกไปอีก ขอให้มีการผ่อนผัน เช่น ลดสิทธิภาษี โดยเมื่อไม่ได้รับการยกเว้นแล้วราคาต้นทุนมันก็สูง เนื่องจากค่าแรงเราสูง ถ้าค่าแรงเราแพงมากเกินไป ก็ไปรวมกับค่าต้นทุน เราก็สู้ประเทศที่มีค่าแรงถูกไม่ได้ นี่คือปัญหา นี่คือภาพรวมของเศรษฐกิจ มันอยู่ที่ว่ารัฐบาลใดก็ตามจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร วันนี้เราจะแก้ทั้งปัญหาเร่งด่วน ทั้งระยะสั้น ระยะยาว สร้างความเข้มแข็ง ปรับทั้งหมด ทั้งโรงงาน บีโอไอ วันนี้เราทำคู่ขนาน มา 4 เดือนเอง ที่ผ่านมาไม่เป็นอย่างนี้



