ข่าว

ส.ก.จี้‘ผู้ว่าฯกทม.’เร่งแก้น้ำท่วม

ส.ก.จี้‘ผู้ว่าฯกทม.’เร่งแก้น้ำท่วม

08 ต.ค. 2557

ประชุมสภากทม.นัดแรก! ส.ก.จี้ผู้ว่าฯกทม.เร่งแก้น้ำท่วม ด้าน ‘สุขุมพันธุ์’ เสนอดึงอำนาจกรมชลประทานแก้น้ำท่วมกรุงเบ็ดเสร็จ ยันสร้างอุโมงค์ยักษ์ป้องกันเมืองหลวง

 
                8 ต.ค.57 เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร (กทม.) มีประชุมสภากทม. สมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 1 (ครั้งที่1) โดยพล.ต.โชติภณ จันทร์อยู่ สมาชิกสภากทม. ได้เสนอญัตติเรื่อง ขอให้กทม.เพิ่มประสิทธิภาพ การเร่งระบายน้ำท่วมขังหลังเกิดฝนตกหนักในกรุงเทพฯ ว่า ให้กทม.เร่งระบายน้ำภายหลังฝนตกอย่างหนักในกรุงเทพฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ใน่ชวงฤดูฝน หรือปลายฝนต้นหนาว ซึ่งที่ผ่านมามีฝนตกในช่วงเช้าเย็น แต่การระบายน้ำล่าช้าทำให้ในถนนสายหลักมีน้ำท่วมขังในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน ทำให้การจราจรติดขัดตามมา จึงขอให้กทม.ได้เร่งระบายน้ำ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เตรียมกำลังพลให้มีความพร้อม เพื่อให้การระบายน้ำทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้
 
                “การตั้งญัตติน้ำไม่ได้มีเจตนาตำหนิข้าราชการ แต่เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมามีฝนตกลงมาเพียง 15 นาที กรุงเทพฯก็จมบาดาลแล้ว ดังนั้นขอให้กทม.คิดวิธีการสื่อสารกับประชาชนอย่างไร หรือจะทำให้น้ำระบายอย่างรวดเร็วอย่างไร เพรราะจะมีกี่อุโมงค์ ประชาชนคงไม่สนใน แต่เมื่อฝนตกประชาชนสนใจว่าน้ำต้องแห้งเร็ว ทุกครั้งที่ฝนตก ผมมักไม่ค่อยเห็นหน่วยเบสบนถนนในจุดวิกฤติ เพื่อรับทราบปัญหา เพื่อให้หนักเป็นเบา ไม่จำเป็นต้องน้ำท่วมเต็มร้อย แค่ท่วมแฉะก็สามารถไปได้ เพื่อเป็นจิตวิทยา ให้ประชาชนอุ่นใจว่า กทม.รับทราบปัญหาแล้ว” พล.ต.โชติภณ กล่าว
 
                ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า กทม.ได้เตรียมการขุดลอกคูคลองระบายน้ำตลอดเวลา ขอเรียนว่าระบบการระบายน้ำของกทม.มีการพัฒนามาต่อเนื่อง แต่ถ้ามีฝนตกเกิด 60 มิลลิเมตร ก็จะต้องมีน้ำรอระบาย เพราะระบบท่อไม่สามารถระบายได้ทัน เหมือนกับการเปิดก๊อกน้ำ ก็จะเห็นว่าน้ำจะไม่ระบายทันที แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมากทม.ได้พัฒนาระบบระบายน้ำค่อนข้างมาก โดยในเส้นทางหลักเกือบจะไม่มีน้ำท่วมเกิน 2-3 ชม. ระยะเวลามากที่สุดในการระบายน้ำในเส้นทางหลักจะใช้เวลาไม่เกิน 4-5 ชั่วโมง แต่ในอดีตเมื่อปี 2552 ในถนนศรีนครินทร์ ถนนรามคำแหง เคยมีน้ำท่วมมาแล้ว 3-4 วัน เพราะระบบระบายน้ำของกทม.ยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร
 
                ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ที่กทม.จะทำได้คือการสร้างอุโมงค์ยักษ์ โดยสร้างไปแล้ว 1 แห่ง ที่คลองพระโขนง บริเวณถนนพระราม 9 สามารถระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เปรียบเทียบสระโอลิมปิกขนาดใหญ่ อุโมงค์ยักษ์นี้จะระบายน้ำในสระได้ไม่เกิน 45 วินาที นอกจากนี้กทม.ได้เริ่มก่อสร้างอุโมงยักษ์ แห่งที่ 2 ใต้คลองบางซื่อ เพื่อช่วยระบายน้ำบริเวณ 5 แยกลาดพร้าว ถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง เขตบางซื่อ กำหนดแล้วเสร็จ ก.ย.2559 ส่วนในปีนี้จะสร้างอุโมงค์ยักษ์แหง่ที่ 3 ที่บึงหนองบอน โดยทั้ง 2 อุโมงค์ยักษ์สามารถระบายน้ำได้ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่อุโมงค์ยักษ์แห่งที่ 4 ที่เขตดอนเมือง จะดึงน้ำจากคลองเปรมประชากร ลงแม่น้ำเจ้าพระยา มีความยาวถึง 20 กิโลเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5.7 เมตร
 
                “สิ่งหนึ่งที่ ส.ก.หลายคนอาจจะให้คนแนะนำคือการร่วมการทำงานกับหน่วยงานหลัก เช่น ถนนเส้นทางหลักกทม.ไม่ได้ดูแล เพราะอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบท ก็ต้องมีการประสานงานให้ใกล้ชิดต่อไป” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าว
 
                ม.ร.ว.สุขุพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนต่างๆ ในช่วงการก่อสร้างมีการทิ้งปูน ขยะไปติดทางเดินน้ำ ทำให้พื้นที่การก่อสร้างมีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ถ้าทางส.ก.ให้คำแนะนำได้ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งนี้ ในเรื่องการระบายน้ำควรมอบอำนาจให้กทม.เป็นองค์กรเดียวในการดำเนินการ เพราะกทม.มีความพร้อมมากที่สุด ถึงหน่วยงานอื่นจะมีความพร้อม แต่ก็ไม่เท่ากทม. ดังนั้นแนวทางในอนาคตน่าจะมีการมอบอำนาจการดูแลเรื่องน้ำท่วมให้กทม. รวมถึงการถ่ายโอนการเรื่องการดูแลประตูระบายน้ำเพื่อให้กทม.ได้ดูแล ซึ่งหลายจุดกรมชลประทานยังดูแลอยู่ เพื่อประโยชน์ต่อกรุงเทพฯในอนาคต
 
 
สภากทม.ไฟเขียว! เพิ่มสวัสดิการบำเหน็จ-เงินช่วยเหลือลูกจ้างกทม.
 
 
                เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร(กทม.) ชั้น 3 ศาลาว่าการกทม. ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากทม. เป็นประธานการประชุมสมัยประชุมวิสามัญ สมัยที่ 1 (ครั้งที่ 1) ประจำปี พ.ศ. 2557 โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. คณะผู้บริหาร และสมาชิกสภากทม. เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
 
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการสามัญ ประจำสภากทม. จำนวน 10 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมการการศึกษาและวัฒนธรรม 2. คณะกรรมการการโยธาและผังเมือง 3. คณะกรรมการการสาธารณสุข 4. คณะกรรมการการรักษาความสะอาดและสิ่งแวดล้อม 5.คณะกรรมการการเศรษฐกิจ การเงิน การคลังและติดตามงบประมาณ 6.คณะกรรมการการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย 7. คณะกรรมการการพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม8. คณะกรรมการกิจการสภากรุงเทพมหานคร 9. คณะกรรมการการจราจร ขนส่ง และการระบายน้ำ10. คณะกรรมการการท่องเที่ยวและการกีฬา โดยจะมีการนัดประชุมคณะกรรมการฯเพื่อแต่งตั้งประธานและรองประชุมต่อไป
 
                จากนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ได้เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... เนื่องด้วย พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2554 มาตรา 68 วรรคสาม บัญัติให้ ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สิทธิหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นใด และบำเหน็จของลูกจ้างกทม.ให้ตราเป็นข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ประกอบกับระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2554 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่10) พ.ศ.2557 ได้กำหนดให้ ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเหน็จตกทอด และนำสิทธิบำเหน็จตกทอดไปค้ำประกันการกู้เงิน ทั้งนี้ กทม.พิจารณาเห็นควรว่า เพื่อให้ลูกจ้างกทม.มีสิทธิได้รับบำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสามารถนำสิทธิในบำเหน็จตกทอดไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับสถาบันการเงินเช่นเดียวกับลูกจ้างประจำของหน่วยราชการอื่น จึงขอเสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ... ต่อสภากรุงเทพมหานครเพื้อพิจารณาตามมาตรา 68 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร พศ.2554 ประกอบมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
 
                ทั้งนี้ ในที่ประชุมทางสมาชิกสภากทม.ได้ตั้งข้อสังเกตและร่วมอภิปรายกันอย่างกว้างขวางถึงสวัสดิการของลูกจ้างกทม. ซึ่งเป็นขวัญกำลังใจในการทำงาน และเป็นสิ่งที่ต้องสนับสนุนให้มีคงความเหมาะสมกับค่าครองชีพและสังคมปัจจุบัน  ผู้บริหารควรให้ความสำคัญเพราะลูกจ้างเป็นเสมือนอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ โดย ฝที่ประชุมได้มีมติรับหลักการร่างข้อบัญญัติดังกล่าวและได้พิจารณาเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง บำเหน็จและเงินช่วยเหลือค่าทำศพลูกจ้างกรุงเทพมหานคร พ.ศ. .. จำนวน 11 คน ประกอบด้วยฝ่ายบริหาร 7 คน และฝ่ายสภากทม. 4 คน กำหนดกรอบการพิจารณาไม่เกิน 3 วัน
 
 
‘กทม.-บช.น.’ จัดระเบียบทางเท้าหน้ารพ.ศิริราช
 
 
                เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 8 ตุลาคม  ดร.วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. นายอภิรัฐ ตราดุษฎี ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย และ พ.ต.อ.ธนกฤต ไชยจารุวุฒิ ผกก.สน.บางกอกน้อย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณหน้าโรงพยาบาลศิริราช ตรงทางเข้าท่าน้ำพรานนก แขวงวังหลัง เขตบางกอกน้อย กทม.หลังกรุงเทพมหานครประกาศยกเลิกเป็นจุดผ่อนผันสั่งห้ามผู้ค้าวางแผงขายของและคืนทางเท้าให้ประชาชนใช้เป็นทางสัญจรอย่างเป็นระเบียบ
 
                พล.ต.ต.วิชัย กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาตรวจสอบสภาพพื้นที่หลังกรุงเทพมหานครประกาศยกเลิกเป็นจุดผ่อนผันไปแล้ว มีหนังสือคำสั่งชัดเจนเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยบนทางเท้าฝั่งหน้า รพ.ศิริราช นั้นจะไม่อนุญาตให้มีการตั้งแผงค้า หาบเร่ แผงลอย พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาทำความสะอาดทางเท้าและผิวการจราจรบนถนน ขีดตีเส้นของทางเท้าและเครื่องหมายจราจรรวมถึงตกแต่งกระถางต้นไม้ให้สวยงามเพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างเป็นระเบียบยิ่งขึ้น วันนี้มาตรวจดูแล้วพบว่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยดีต่อจากนี้จะสั่งการให้หน่วยงานเทศกิจรักษากฎหมายอย่างจริงจัง
 
                “หากพบผู้ค้ารายใดนำของมาวางขายก็ถือว่าผิดกฎหมายเทศกิจต้องดำเนินการ ส่วนบนทางเท้าฝั่งตรงข้าม รพ.ศิริราช นั้นยังเป็นจุดผ่อนผันอยู่หลังจากนี้จะต้องเข้าไปควบคุมดูแลให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้นตามหลักเกณฑ์ที่กรุงเทพมหานครได้กำหนดไว้ ยืนยันเราทำงานร่วมกับ บช.น.ไม่ได้มีความประสงค์กลั่นแกล้งพี่น้องผู้ค้าขายแต่อย่างใด โดยที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนเข้ามามากถึงเรื่องความไม่สะอาด การจราจรติดขัด และความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สำหรับเป้าหมายต่อไปเร็วๆ นี้จะลงพื้นที่ไปดำเนินการบนถนนสีลม ซึ่งได้รับการร้องเรียนมากเช่นกันว่าบาทวิถีไม่สามารถใช้สัญจรได้เลยทั้งเช้าและเย็นเนื่องจากมีผู้ค้าวางแผงขายของเต็มไปหมด” พล.ต.ต.วิชัย กล่าว
 
                ด้าน พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า ขอบคุณพี่น้องผู้ค้าขายในบริเวณนี้ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ที่ผ่านมา บช.น.และกรุงเทพมหานคร ก็ได้ทำงานด้านการพัฒนาจุดผ่อนผันร่วมกันมาโดยตลอด โดยช่วงแรกนี้เราจะเน้นจัดระเบียบในจุดที่ได้รับร้องเรียนเรื่องความสกปรกและไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ช่วงต่อจากนั้นคือดำเนินการเรื่องจุดผ่อนผันตามระยะเวลา ซึ่งในอนาคตทางกรุงเทพมหานครจะพิจารณาหาจุดวางขายให้ผู้ค้าให้ได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น สามารถวางขายได้แบบไม่เกะกะผิวการจราจร จะมีการจัดทำถนนคนเดินเพื่อส่งเสริมการค้าขายและพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยให้บ้านเมือง ถือเป็นการคืนความสุขให้ประชาชนอีกทางหนึ่ง
 
                “หลังจากนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและเทศกิจจะต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด บังคับใช้กฎหมายเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างต่อเนื่อง หากผู้บังคับบัญชาลงพื้นที่มาตรวจสอบแล้วยังพบการกระทำความผิดซ้ำจะถือว่าเป็นความหย่อนยานของผู้ปฏิบัติ และผู้ปฏิบัติจะต้องถูกดำเนินการลงโทษทางวินัยในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยเช่นกัน” พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าว
 
 
กทม.ขู่ปรับสิงห์อมควัน 2 พันบาท สูบบุหรี่ในตลาด
 
 
​                เมื่อเวลา 13.00 น. นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับ ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล ผู้อำนวยการสำนักควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดกิจกรรมรณรงค์ ตลาดในกทม. ปลอดบุหรี่ เรื่องดีๆ ที่ต้องช่วยกัน”
 
                นางผุสดี กล่าวว่า กรุงเทพฯมีตลาดที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535 จำนวน 338 แห่ง แบ่งเป็นตลาดที่มีโครงสร้างอาคาร 139 แห่ง และไม่มีโครงสร้างอาคาร 199 แห่ง ที่กำหนดให้เป็นสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับตลาดที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งกทม.ได้รับการสนับสนุนสื่อประชาสัมพันธ์จากสสส. เป็นป้ายถาวร 2,500 แผ่น สติ๊กเกอร์ 20,000 ชิ้น และป้ายแบนเนอร์อีก 1,000 ชิ้น โดยจัดส่งให้กับสำนักงานเขตต่างๆ เพื่อดำเนินการติดประกาศในพื้นที่ตลาดให้เป็นไปตามกฎหมายแล้ว
 
                นางผุสดี กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ จากงานวิจัยเมื่อต้นปี 2557 พบว่าประชาชนเพียงร้อยละ 20.32 เท่านั้นที่เคยพบเห็นป้ายสติ๊กเกอร์ห้ามสูบบุหรี่ในตลาด ซึ่งเป็นอัตราการรับรู้ในระดับน้อยมาก สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 1,100 ตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ต่อการสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามตามกฎหมาย โดยเมื่อช่วงต้นเดือน ส.ค.ปีนี้ พบว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าร้อยละ 73.36 เคยพบเห็นการสูบบุหรี่บริเวณตลาดส่วนใหญ่พบเห็นอยู่ทุกจุดในตลาดมาแล้ว