
'ชัยอนันต์'ปัดตอบแคนดิเดตปธ.สปช.
08 ต.ค. 2557
'ชัยอนันต์' ปัดตอบเป็น 1 ในแคนดิเดต 'เจิมศักดิ์' ย้ำ ปธ.สปช.ต้องมีบารมี 'สังศิต' แนะแก้นิยาม 'คอร์รัปชั่น' ด้าน 'เสรี' ชี้ควรแยกอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ
8 ต.ค. 57 นายชัยอนันต์ สมุทวณิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่า มีชื่อเป็นแคนดิเดตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ ส่วนตัวคิดว่ามีคนอื่นที่เหมาะสมกว่า แต่คงต้องรอดูการพิจารณาของที่ประชุมต่อไป ขณะที่คุณสมบัติของคนที่จะมาเป็นประธาน ต้องเป็นคนที่เปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความเห็น สามารถเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ที่สนใจมาร่วมกระบวนการปฏิรูปได้
ที่ผ่านมา ตนได้ริเริ่มเรื่องการปฏิรูปไปบ้างแล้ว รวมทั้งของ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กับนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่ง สปช.ชุดนี้ ไม่ได้เริ่มงานแบบนับจากศูนย์ แต่จะเอาความเห็นที่ได้มาก่อนหน้านี้ ร่วมพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นว่างานปฏิรูปต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด แต่ที่ผ่านมายังขาดความต่อเนื่อง ส่วนตัวมีความสนใจเรื่องการกระจายอำนาจสู่ประชาชนมากขึ้น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้วยการจัดระบบงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเคยเสนอมาแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า บรรยากาศขณะนี้ จำเป็นต้องคงกฎอัยการศึกหรือไม่ นายชัยอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้มีรัฐบาลแล้ว สามารถดูแลความมั่นคงได้ดี ฉะนั้นกฎอัยการศึก ก็ควรต้องยกเลิก แต่หากคงไว้ ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปฏิรูป
เมื่อถามว่า มีเสียงวิจารณ์ว่า สปช.ชุดนี้ ไม่มีความรอบด้าน เพราะกลุ่มคนบางสีเสื้อไม่ได้เข้าร่วม นายชัยอนันต์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับช่วงที่เปิดรับสมัครว่าได้เข้ามาสมัครหรือไม่ แต่ขณะนี้ เรื่องของสีเสื้อได้สลายไปแล้ว ไม่ควรเอามาคิดกันอีก
นายชัยอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของการยกร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ก็ควรถามประชาชน เพราะ สปช.ต้องยึดโยงประชาชน ส่วนจะเป็นการลงประชามติหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ได้เข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็สามารถจัดวงเสวนาในเรื่องดังกล่าวได้ ส่วนเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สิน ตนเห็นว่า สปช.ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย หรือก่อให้เกิดประโยชน์ได้เสีย จึงไม่จำเป็นต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่หากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะให้ยื่น ส่วนตัวไม่มีปัญหา เพราะไม่มีอะไรปิดบัง เป็นเรื่องธรรมดา
'เจิมศักดิ์' ย้ำ ปธ.สปช.ต้องมีบารมี
เมื่อเวลา 09.45 น. ที่บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวภายหลังการเข้ารายงานตัวเกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง ประธานสปช. ว่า ขณะนี้ในใจยังไม่มีรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะมาเป็นประธานสปช. แต่เห็นว่า คนที่จะมาทำหน้าที่ประธานสปช. จะต้องมีบารมีพอสมควร และต้องมองไปข้างหน้า มากกว่าแค่การควบคุมการประชุมเท่านั้น เพราะ สปช.มีหน้าที่สำคัญ ทั้งการทำรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูป ซึ่งการทำงานของ สปช.ควรจะต้องประชุมตกลงทิศทางการทำงาน โดยจะต้องกำหนดทิศทางกันให้ชัด ทั้งเรื่องลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ทำลายโอกาสคนมีโอกาส แต่เสริมโอกาสให้คนด้อยโอกาส ก่อนจะแยกย้ายไปประชุมในแต่ละด้าน 11 ด้านเพื่อความรวดเร็ว และทำให้การทำงานไม่ขัดแย้งกันเองในวันข้างหน้า
ทั้งนี้การทำงานของ สปช.จะต้องผูกพันกับประชาชน ลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมถึงการทำรัฐธรรมนูญ ที่ควรจะต้องมีการทำประชามติ เพื่อทำให้เกิดการยอมรับจากประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมา และการที่ สปช.มีตัวแทนจากพรรคการเมืองเข้ามาร่วมงานน้อย ย่อมทำให้เกิดปัญหาไม่มีการยึดโยงจากประชาชน ดังนั้น สปช.จึงยิ่งต้องฟังเสียงของประชาชนให้มาก ไม่เช่นนั้น ต่อไปในการหาเสียงเลือกตั้ง อาจถูกพรรคการเมืองหยิบยกประเด็นว่าจะเข้ามาแก้ไขในสิ่งที่ทำไปแล้ว ซึ่งจะทำให้การปฏิรูปไม่เกิดประโยชน์
อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่า การทำงาน 1 ปี ของสปช. น่าจะทำได้ไม่หมดทุกเรื่อง แต่ในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คงทำได้เสร็จก่อน ส่วนเรื่องการปฏิรูป ก็ควรทำเรื่องใหญ่ๆ ก่อน โดยจัดลำดับความสำคัญ อย่างเรื่องการเข้าสู่อำนาจรัฐ ป้องกันผูกขาดอำนาจรัฐ โดยจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จ
'สังศิต' แนะแก้นิยาม 'คอร์รัปชั่น'
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวภายหลังเข้ารายงานตัว ว่า ตนมีความสนใจงานเรื่องการคอร์รัปชั่น โดยปรับปรุงการปฏิบัติงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และข้าราชการประจำ อย่างบูรณาการ โดยจะผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย แก้นิยามคำว่า 'คอร์รัปชั่น' ซึ่งในกฎหมายของไทยบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องเงินอย่างเดียว ซึ่งแคบเกินไป ควรเปลี่ยนคำนิยาม ให้เหมือนองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ครอบคลุมถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ช่วยเหลือพรรคพวกเครือข่ายเดียวกัน หากรัฐบาลใช้อำนาจมิชอบ กลั่นแกล้งข้าราชการ ก็เข้าข่ายคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง เช่น กรณีนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรม สามารถเอาผิดคนเซ็นคำสั่งถึงขั้นติดคุกได้เลย ซึ่งหลายประเทศในโลกก็ใช้กัน เพื่อทำให้ครอบคลุมการคอร์รัปชั่นได้ง่ายขึ้น เช่น คนที่ถูกศาลวินิจฉัยว่าทุจริต ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทั้งชีวิต รวมถึงสิทธิ์การเลือกตั้ง ถึงพรรคการเมืองที่อยู่ภายใต้ทุน จะต้องถือว่ามีความผิดด้วย ซึ่งต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้การทุจริตส่วนใหญ่ เริ่มมาจากการเลือกตั้ง จึงต้องดู พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2540 ว่า จะทำอย่างไรที่จะควบคุมคนทุจริตไม่ให้มาเป็นนักการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ นอกจากนี้ การกระจายรายได้ให้เป็นธรรม และการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งตนสงสัยว่า เหตุใดผู้หญิงถึงติดคุกในคดียาเสพติดเป็นจำนวนมากกว่าผู้ชาย
ส่วนการทำงานของ สปช.นั้น นายสังศิต กล่าวว่า จะต้องไม่ทำงานอยู่แต่ในห้องประชุม แต่จะต้องลงพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั้งประเทศ รวมถึงทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ยากไร้ เพราะการทำงานของ สปช.เพียง 250 คน ไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ แต่จะต้องใช้ประชาชนทั้งประเทศร่วมมือกัน และรัฐธรรมนูญที่จะออกมา ต้องเปิดเผย โปร่งใส โดยเห็นว่า ควรจะนำจุดเด่นของรัฐธรรมนูญปี 40 ในเรื่องการตรวจสอบเข้ามาเป็นตัวอย่าง สำหรับคุณสมบัติประธาน สปช. ควรเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการปฏิรูปมาก่อน เพื่อให้สังคมมีความมั่นใจ และต้องฟังเสียงจากทุกฝ่าย สามารถทำให้สมาชิกทำงานร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแสดงบัญชีทรัพย์สินของ สปช. ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะวินิจฉัย หาก ป.ป.ช. มอง สปช.ว่าเป็นสภาการเมือง ตนยินดีให้มีการตรวจสอบ เพราะในสังคมประชาธิปไตย ควรให้สังคมตรวจสอบเรื่องความโปร่งใสได้
นายสังศิต ยังกล่าวถึงปัญหาราคาสลากกินแบ่งรัฐบาล ว่า ควรแก้ พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 เพราะเป็นกฎหมายที่เก่าล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ส่วนตัวเสนอให้รัฐบาลได้ส่วนแบ่ง 5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ได้ 28 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มผลประโยชน์ให้สำนักงานกองสลากจากเดิม 12 เปอร์เซ็นต์ เป็น 15 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลืออีก 80 เปอร์เซ็นต์ ให้เป็นเงินรางวัลสำหรับผู้ที่ซื้อสลาก เพราะจุดประสงค์การตั้งสำนักงานกองสลากฯ คือ ต้องทำให้คนหันมาซื้อสลากกินแบ่งมากกว่าที่จะไปอุดหนุนหวยใต้ดิน ที่มีเม็ดเงินเฉลี่ยปีละ 4-5 แสนล้านบาท โดยต้องพยายามกระจายรางวัลเลขท้าย 2-3 ตัวให้ได้มากที่สุด ส่วนการบริหารจัดการที่ตัดโควตาจาก 5 เปอร์เซ็นต์ ของกองสลากนั้น ก็เป็นอีกขั้นที่ต้องไปหารือกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวิธีการบริหารของสำนักงานกองสลากฯ
'เสรี' ชี้ควรแยกอำนาจบริหาร-นิติบัญญัติ
นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สปช.) และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50 ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้ารายงานตัว สปช.ถึงโครงร่างกฎหมายรัฐธรรม ว่า น่าจะเป็นการปฏิรูปที่รอบด้าน โดยมุ่งแก้ไขปัญหาทางการเมือง และปัญหาของบ้านเมืองที่เคยมี ซึ่งหน้าตาของรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นไปได้หมดทุกรูปแบบ แต่ส่วนตัวมีแนวคิดให้ฝ่ายบริหารทำหน้าที่โดยไม่อยู่ภายใต้ภาวะปัญหาความขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น นายกรัฐมนตรี อาจไม่มีอำนาจในการยุบสภาได้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการลงมติไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีได้ แต่หากนายกรัฐมนตรี ทำผิด ให้ใช้รูปแบบการถอดถอน ถ้าใครทำความผิด ให้มีความผิดแต่ละบุคคล แต่ความคิดดังกล่าว ยังไม่ตกผลึก ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การที่ขั้วขัดแย้งไม่ได้มีส่วนร่วมใน สปช.อย่างเท่าเทียมกัน อาจทำให้รัฐธรรมนูญไม่ได้รับการยอมรับจากอีกฝ่ายหนึ่ง และเมื่อถึงเวลานี้ สปช.คงต้องทำให้ดีที่สุด และทำโดยเปิดเผย รักษาผลประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยให้ทุกฝ่ายยอมรับ แม้จะไม่มีส่วนร่วมก็ตาม



