
เดินหน้ากู้เงินองค์กรต่างประเทศคลังเตรียมร่างสัญญา3ฉบับเสนอสภาสิงหาคมนี้
คลังยันเดินหน้าใช้เงินกู้จากองค์กรระหว่างประเทศวงเงิน 7 หมื่นล้านบาท เตรียมนำร่างสัญญากู้เงินเข้าสภาพร้อมกันส.ค.นี้ คาดเริ่มเบิกจ่ายเงินก้อนแรกจากธนาคารโลกเดือนก.ย. เล็งใช้จัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ตามโครงการไทยเข้มแข็ง
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การใช้เงินกู้จากองค์กรระหว่างประเทศวงเงิน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาทนั้น ทางสบน.ยังเดินหน้าเตรียมความพร้อมการใช้เงิน โดยในการเปิดประชุมสภาเดือนสิงหาคมนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอร่างสัญญาที่จะลงนามกับธนาคารโลกวงเงิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ, ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย วงเงิน 500 ล้านเหรียญสหรัฐ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) วงเงิน 500 ล้านเหรียญเข้าสภาพร้อมกัน เมื่อได้รับการอนุมัติก็พร้อมจะลงนามผูกพันตามสัญญาได้ทันที ซึ่งธนาคารโลกเองก็พร้อมจะให้เงินกู้แก่ไทยอยู่แล้ว คาดว่าประมาณเดือนกันยายนน่าจะเริ่มทยอยเบิกจ่ายเงินกู้มาใช้ในบางโครงการได้
สำหรับการใช้เงินกู้ 7 หมื่นล้านบาทนี้จะนำเข้ามารวมอยู่ในบัญชีเงินนอกงบประมาณเหมือนกับการกู้เงินตามพ.ร.ก.วงเงิน 4 แสนล้านบาท และตามเงื่อนไขระบุให้ใช้ได้ใน 2 วัตถุประสงค์คือ การใช้เพื่อสร้างความมั่นคงให้สถาบันการเงิน รวมถึงการเพิ่มทุนให้ธนาคารของรัฐ และให้ใช้ในโครงการที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศสำหรับการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น การจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข หรือใช้ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว
“เดิมกระทรวงการคลังต้องการใช้เงินกู้จากธนาคารโลกมาเพิ่มทุนให้แก่สถาบันการเงิน แต่เมื่อรัฐบาลจะเร่งให้มีการเพิ่มทุนโดยเร็วโดยเฉพาะธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ที่ค้ำประกันเต็มวงเงินแล้ว จำเป็นต้องได้รับเงินเพิ่มทุนโดยเร็วก็อาจใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ได้ ส่วนเงินกู้จากองค์การระหว่างประเทศก็จะสำรองไว้ใช้ตามโครงการที่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศแทน ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญการใช้เงิน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละโครงการที่จะเสนอมามากกว่า เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียว ก็ยังติดปัญหาว่า กทม. หรือ รฟม.จะเป็นผู้ดำเนินโครงการ" นายพงษ์ภาณุ กล่าว
อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลจะมีการกู้ยืมเงินตามพ.ร.ก.วงเงิน 4 แสนล้านบาท และตามพ.ร.บ.อีก 4 แสนล้านบาทที่จะตามออกมา แต่การใช้เงินกู้จากต่างประเทศ 7 หมื่นล้านบาทก็ยังมีความจำเป็น เพราะเป็นแหล่งเงินกู้ระยะยาว 20 ปี และมีต้นทุนค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการกู้เงินในประเทศหรือการออกพั
นธบัตรออมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารสภาพคล่องของกระทรวงการคลังด้วย
นอกจากนั้นธนาคารโลกเองก็ยังจะเข้ามามีส่วนร่วมประเมินโครงการที่ใช้เงินกู้ตามโครงการไทยเข้มแข็ง และให้ข้อแนะนำหรือเสนอแนะแนวทางต่างๆ ด้วยในฐานะเจ้าของเงิน



