ข่าว

สะท้อนชีวิตชาวบ้าน‘กัลยาณิวัฒนา’ชุมชนเรียนรู้สู้‘ภัยพิบัติ’

สะท้อนชีวิตชาวบ้าน‘กัลยาณิวัฒนา’ชุมชนเรียนรู้สู้‘ภัยพิบัติ’

08 ต.ค. 2557

สะท้อนชีวิตชาวบ้าน‘กัลยาณิวัฒนา’ ชุมชนเรียนรู้สู้‘ภัยพิบัติ’ : พัฐอร พิจารณ์โสภณ เรื่อง ธนาชัย ประมาณพาณิชย์ ภาพ

             ระยะนี้หลายจังหวัดในภาคใต้มีฝนตกหนักเสี่ยงเกิดอุทกภัย แต่ในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ โดยเฉพาะใน อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ในขณะนี้พบว่าลมหนาวมาเยือนแล้ว และทุกครั้งในฤดูหนาวก็มักมีไฟป่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง  ทั้งนี้ อ.กัลยาณิวัฒนา ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวน มีพื้นที่กว่า 4 แสนไร่ โดยเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญ แต่หลายปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาดินไม่สามารถอุ้มน้ำได้ ทำให้เกิดน้ำหลาก ดินสไลด์ และภัยแล้งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในฤดูหนาวอากาศที่แห้งทำให้เกิดไฟป่าเผาผลาญพื้นที่บ่อยครั้ง   

             หมู่บ้านแจ่มน้อย ต.บ้านจันทร์ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งลำดับต้นๆ ของ อ.กัลยาณิวัฒนา เนื่องด้วยสภาพป่าที่เป็นป่าสนจำนวนมากโดยใบของต้นสนจะมีน้ำมัน เมื่อผลัดใบ และเจอสภาพอากาศที่แห้งทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย ทุกครั้งที่เกิดไฟไหม้หน้าดินจะถูกเผาเสียหายกลายเป็นดินทราย ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้

             จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านแจ่มน้อย อ.กัลยาณิวัฒนา จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการขุดบ่อหัวนา เพื่อนำน้ำไว้ใช้ในการเกษตร เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งไม่สามารถกักเก็บน้ำฝนได้

             "บ่อหัวนา" และ "ฝายชะลอน้ำ" เป็นหนึ่งในมาตรการที่ชาวหมู่บ้านแจ่มน้อยนำมาใช้แก้ปัญหาแห้งแล้ง และไฟป่า โดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนให้สร้างขึ้นแล้วกว่า 80 จุด ช่วยให้ประชาชนที่นี่รับมือกับภัยพิบัติได้ในระดับหนึ่ง เพราะบ่อหัวนา และฝายชะลอน้ำ ช่วยกักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนดิน และยังเป็นแนวกันไฟป่าได้อย่างดี

             "พงษ์ศักดิ์ เลิศดำเนิน" ชาวหมู่บ้านแจ่มน้อย บอกว่า ที่นี่ถ้าแล้งจะแล้งไปเลย ถ้าฝนตกก็ตกหนักไป มันเป็นอย่างนี้มาเกือบ 10 กว่าปีแล้ว ส่วนสาเหตุที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ คือ เวลาฝนตกตกหนักมันจะมากับลมพายุ พอแล้งก็ไม่มีน้ำที่จะใช้ในการทำการเกษตร สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอุทกภัยธรรมชาติไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้นะ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องหาทางแก้ไข คือ ขอความช่วยเหลือไปยังภาครัฐและหน่วยงานเอกชน ซึ่งตอนนี้ทางการได้เรียนรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติในพื้นที่แล้ว

             เช่นเดียวกับ "ชาญชัย เด่นโชคชัย" ชาวบ้านในหมู่บ้านแจ่มน้อย บอกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านใช้วิธีการคาดการณ์อากาศด้วยภูมิปัญญาเดิมๆ ที่คนรุ่นก่อนถ่ายทอดมาให้ แต่อาจจะไม่แม่นยำเหมือนเดิม เมื่อก่อนก็ดูเมฆ จะมีสัญลักษณ์จากสัตว์ เช่น มด ผู้เฒ่าได้สอนว่าถ้ามดเดินตามถนน ต้องเตรียมตัวไว้ ถ้าเมฆทึบฝนจะมาเยอะ เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนพายุพัดไม้โค่นไม่ค่อยมี ปัจจุบันมีปัญหามากมาย

             ขณะที่ "เกียรติศักดิ์ โชคพารุ่งเรือง" เจ้าหน้าที่ภาคสนามอำเภอกัลยาณิวัฒนา มูลนิธิรักษ์ไทย ซึ่งลงพื้นที่ไปช่วยเหลือประชาชนในหมู่บ้านแจ่มน้อย รับมือกับภัยพิบัติ บอกว่า เดิมที่ชาวแจ่มน้อยจะอาศัยภูมิปัญญาในการสังเกตการเกิดฝน เพื่อช่วยในการทำเกษตร ไม่มีการวางแผนการใช้น้ำ ทำให้ขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้ง ไม่มีความรู้ในเรื่องการป้องกันไฟป่า หรือการรับมือกับน้ำหลากและดินถล่มในช่วงฤดูฝน เสี่ยงต่อการเกิดความสูญเสียร้ายแรง โดยภัยพิบัติบนดอยกับพื้นที่ปกติไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นน้ำท่วมก็แบบน้ำหลาก ถ้าเป็นอาหารการกินก็แบบไม่มีจะกิน อาหารการกินไม่เพียงพอ พื้นที่ทำกินเสียหาย และการคมนาคมจะไม่สะดวก แต่ถ้าเทียบกับข้างล่างภัยพิบัติจะไม่เหมือนกัน บนดอยจะเป็นระยะ

             "บ้านแจ่มน้อย ประสบปัญหาคือน้ำ ไฟป่า เพราะพื้นที่นี่เป็นป่าสน ใบสนไม่สามารถละลายได้ ทุกปีมีไฟเข้า ต้องวางแผนทำยังไงให้เกิดน้อยที่สุด กระทบกระเทือนต่อชาวบ้านน้อยที่สุด ส่วนการเก็บกักน้ำไม่ได้ เพราะมันเป็นดินทราย มันเลาะได้ตลอด ถ้าเราไม่กั้นหรือทำฝายดินลำห้วยมันจะโล่งไปเลย เราไม่มีอะไรเลย น้ำมันหลากเร็ว ไปเร็ว ถ้าไม่มีที่ดักน้ำก็ไปเร็ว"

             ขณะเดียวกัน ในส่วนของชาวบ้านจำเป็นต้องปรับตัวทุกปี เนื่องจากสภาพภูมิอากาศในแต่ละปีไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ หรือการปลูกพืชแต่ละอย่าง การใช้น้ำ ต้องปรับทุกปี เมื่อก่อนฝนตกทั่วฟ้า แต่ตอนนี้ตกแค่ลำห้วย 2 ลำห้วย จากนั้นน้ำหลากไปเร็วไปหมดแล้ว ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะตกทั่วๆ กันแล้วค่อยๆ ซึม แต่ปัจจุบันฝนตกหนักครั้งเดียวแล้วมีน้ำหลาก ทำให้บางลำห้วยไม่มีน้ำเลย

             ด้าน "อดุลย์ ฮวกนิล" นายอำเภอกัลยาณิวัฒนา บอกว่า ชาวบ้านต้องการแหล่งน้ำ เพราะถ้ามีแหล่งน้ำ โอกาสที่จะเพาะปลูกนอกฤดูกาลสามารถทำได้  แต่จะสังเกตได้ว่าสภาพดินในพื้นที่เป็นดินแดง ดินลูกรัง ดินทราย หากจะไปลงทุนขุดสระอาจเป็นไปได้ยาก แต่ทางส่วนราชการ และทางกรมชลประทานได้เข้ามาสำรวจ ปัญหาอย่างหนึ่งของ อ.กัลยาณิวัฒนา อยู่ในเขตป่าทั้งหมด ดังนั้น การจะขออนุญาตจึงค่อนข้างยาก 

             "ใน อ.กัลยาณิวัฒนา มีทั้งหมด 22 หมู่บ้าน ใช้ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ ยังช่วยกันดูแลรักษาป่าได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐเก่ง แต่พี่น้องชาวปกากะญอมีภูมิปัญญาต่างๆ ความเชื่อเรื่องป่าสะดือ จะปลูกบ้านใหม่ตัดไม้ต้องไปถามผู้นำหมู่บ้าน หลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้เขาดูแลรักษาป่าไว้ได้ ทุกหมู่บ้านจะมีกฎระเบียบของหมู่บ้าน ว่าด้วยการดูแลรักษาป่า ตรงไหนเป็นเขตอนุรักษ์ ใครก็ตามไม่สามารถไปตัดไม้ในบริเวณนี้ได้เลย เพราะเขาจะมีกฎระเบียบของตัวเองขึ้นมา ซึ่งถือเป็นการช่วยดูแลทรัพยากรธรรมชาติอีกทางหนึ่ง"

             สุดท้ายนายอำเภอกัลยาณิวัฒนา กล่าวถึงแนวทางในการช่วยเหลือชาวบ้านว่า ขณะนี้ภาครัฐ และเอกชนกำลังเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับการรับมือภัยพิบัติแก่ชาวบ้านใน อ.กัลยาณิวัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวปกากะญอ พร้อมทั้งส่งเสริมในเรื่องจัดการทรัพยากรชุมชนอย่างเป็นระบบด้วยการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยดินสไลด์ น้ำหลาก และไฟป่า เพื่อให้ชาวชุมชนช่วยกันระมัดระวัง รวมถึงการปลูกฝังความรู้ในการผจญกับภัยพิบัติ เพื่อให้ชาวบ้านช่วยตนเองให้พ้นภัยหากเกิดเหตุร้ายขึ้น

-----------------------------------------------

(หมายเหตุ : สะท้อนชีวิตชาวบ้าน‘กัลยาณิวัฒนา’ ชุมชนเรียนรู้สู้‘ภัยพิบัติ’   :    พัฐอร พิจารณ์โสภณ เรื่อง ธนาชัย ประมาณพาณิชย์ ภาพ)