ข่าว

‘ประยุทธ์’ลั่นปฏิรูปเสร็จเลิกอัยการศึก

‘ประยุทธ์’ลั่นปฏิรูปเสร็จเลิกอัยการศึก

07 ต.ค. 2557

‘ประยุทธ์’ลั่นปฏิรูปเสร็จเลิกอัยการศึก ยกเหตุบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวอยู่ คสช.ย้ำดูแลงาน3ด้านหลัก

          วันที่ 7 ต.ค.57 เวลา 08.40 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาเป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรีและคสช.ครั้งที่ 1/2557 ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี โดยการรักษาความปลอดภัย เป็นไปอย่างเข้มงวด มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลจำนวน 2 กองร้อยสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่ง  และได้มีหน่วยตรวจค้นวัตถุระเบิดเข้าตรวจค้นพื้นที่โดยรอบหอประชุมภายในสโมสรกองทัพบก
 
          ทั้งนี้ก่อนเข้าร่วมประชุม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ภายใต้การดูแลของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้นำลำไยสดที่บรรจุด้วยบรรจุภัณฑ์รักษาความสดของลำไย ซึ่งเป็นงานวิจัยฟิล์มบรรจุภัณฑ์ มีคุณสมบัติพิเศษช่วยรักษาความสดของลำไยมาแสดงสินค้าและจำหน่ายให้คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อมวลชนด้วย

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าจะยังคงกฏอัยการศึกไว้เหมือนเดิม เพราะพบว่ายังมีบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวอยู่ โดยจะมีการยกเลิกหลังจากปฏิรูปเสร็จหรือสถานการณ์ดีขึ้นจะประเมินอีกครั้ง  จึงขอให้สังคมเข้าใจและให้ความร่วมมือเพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

         ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นการประชุมร่วมเป็นครั้งแรกเพื่อสานต่องานของคสช.ที่ดำเนินการมาอยู่แล้วซึ่งผู้ปฏฺิบัติงานอยู่ในครม.ส่วนใหญ่มาจากคสช.วันนี้เป็นการทบทวนว่าที่ผ่านมานำไปสู่การขับเคลื่อนของรัฐบาล 1 เดือนต่อเนื่องอย่างไร ซึ่งผลสรุปโดยรวมทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานและโรดแมปของคสช.รวมถึงโรดแมปครม.ไปพร้อม ๆ กันใน 5 กลุ่มงานคือความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงินการคลังสังคมจิตวิทยา กฎหมาย และงานกิจการพิเศษ

         ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเราต้องมีความชัดเจนในการทำงานเพราะสังคมต้องการทราบว่าตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมาเราได้ทำงานอะไรไปแล้วบ้างเพราะบางคนเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลยหรือทำแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆซึ่งวันนี้มันต้องทำงานควบคู่ขนานกันไป แนวทางปฏิบัติงานของคสช.ทั้งหมดจนถึงครม.ปัจจุบันนั้น 1.คือการบริหารราชการแผ่นดินปกติในภาวะปกติของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรมต่างๆในการปฏิบัติการในเชิงรุกไม่ใช่เชิงตั้งรับหรือรอปัญหาหรือทำไปวันๆ ฉะนั้นสิ่งที่เราทำวันนี้คือการบริการราชการแผ่นดินในระเบียบปกติ 2.เราเร่งรัดการปฏิบัติงานเชิงรุกโดยมีคสช.มาช่วย ในเรื่องของปัญหาด้านความมั่นคง หรือปัญหาที่มีข้อติดขัดทางกฎหมาย มีการใช้กำลังพลเรือน ตำรวจ ทหาร และงานด้านความมั่นคงมาเสริมเพราะที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขอะไรได้มากนักวันนี้จึงเร่งรัดดำเนินการสิ่งต่างๆเหล่านี้
    
         นอกจากนั้นเป็นเรื่องของการเอาโจทย์ที่เกิดขึ้นตามที่พวกตนทำงานว่าประเทศไทยมีปัญหาที่ไหนบ้างเรื่องอะไรบ้างในทุกมิติทุกกระทรวงทบวงกรมต้องมีโจทย์มาให้เราเห็น จากปัญหาที่ผ่านมาอะไรที่แก้ไขไม่ได้โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเราเอาโจทย์เหล่านั้นมากำหนดทั้งหมด เมื่อได้มาแล้วเรากำหนดวิธีการและมีการบูรณาการ คือเอาขึ้นมาทำใหม่ให้เกิดผลโดยเร็วและขับเคลื่อนทั้งนโยบายและส่วนของผู้ปฏิบัติทั้งนี้สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเราจะเดินคู่ขนานกันไปทั้งการตรวจสอบระงับยับยั้งทบทวนใหม่ทั้งสิ้น แต่ในเรื่องของกฎหมายเราต้องส่งให้ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่อไป เราไม่มีอำนาจทางกฎหมายมากนัก เพียงแต่ส่งข้อมูลเข้าไปในเรื่องของการกระทำความผิดต่าง ๆ
    
         ทุกมิติเราไม่ได้ทำแบบรัฐบาลที่ผ่านมา เราเอาปัญหาที่หมักหมมมานานทั้งทุจริต ความเหลื่อมล้ำ อาชีพ รายได้ ความเดือดร้อนของประชาชนทั้งหมด  เป็นร้อยเรื่องมากำหนด  การประชุมวันนี้ใช้เวลาพอสมควรเพราะเอาทุกปัญหามาพูดและกำหนดเป็นหัวข้อว่าในแต่ละ 3 เดือนจะทำอย่างไร แก้ปัญหาเร่งด่วนโดยทันที มีผลสัมฤทธิ์ จัดระเบียบบ้านเมืองให้ได้ แต่ปัญหาที่ตามมาคือเราจะดูแลคนเหล่านนี้อย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาที่ทับซ้อนอยู่และยากพอสมควร เราทำทั้งสองอย่างคู่ขนาน อย่าบอกว่าเราทำเรื่องกะจ๊อกกะแจ๊กตลอดไม่ใช่ ต้องทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันทั้งมิติความมั่นคง งานสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย มองว่าการส่งออกเป็นอย่างไร อย่ามาบอกว่ามันตกต่ำเพราะรัฐบาลมันบริหารไม่ดีไม่ใช่ มันตกต่ำทั้งโลกไปดูเศรษฐกิจโลกเขาว่าอย่างไร เรามีความเข้มแข็งพอหรือไม่ก็ต้องไปเสริมความเข้มแข็งของเราด้วย ทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การแปรรูปสร้างมูลค่าการผลิต ผลิตผลทางการเกษตร ถ้าทุกคนร้องเรียนทุกเรื่อง ๆ มันแก้ไม่ได้และแก้ได้เพียงชั่วคราวเร่งด่วนเท่านั้น เรื่องของการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่เคยแก้ในรัฐบาลใดได้เลย วันนี้เราจะแก้ไขให้ได้ทุกอย่างที่หมักหมมเป็นเวลานานให้เวลาเราบ้าง ทุกอย่างจะเริ่มตั้งแต่การแก้ปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนทันที และเรื่องของกฎหมายทำอย่างไรให้ทันสมัย ให้เอื้อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ คนมีรายได้น้อย การดูแลเรื่องรายได้ ภาษี พลังงาน เมื่อแก้ตรงนี้ได้วางแผนการระยะยาวอะไรที่ต้องปฏิรูปก็ต้องปฏิรูปเมื่อเรามีสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ซึ่งจะต้องเริ่มในเดือนหน้าโดยเร็ว
    
         อีกเรื่องคือการสร้างสภาวะแวดล้อมให้ปลอดภัยเพื่อไปสู่การปฏิรูปอย่าเพิ่งมาถามเรื่องกฎหมายพิเศษหรืออะไรต่าง ๆ ขอให้เกิดการปฏิรูปก่อน วันนี้แค่ตั้งสนช.-สปช.ก็มีปัญหาตลอด ต้องช่วยเราอย่าเพิ่งมาประท้วงให้ดูว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป  ฉะนั้นอย่านำเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลทำงานไม่ได้ ต้องมองว่าประเทศชาติมีปัญหาอย่างไร วันนี้อยากจะพูดว่าปัญหาบ้านเราอยู่ที่คน คนเป็นเรื่องหลัก ทัศนคติของคน ฉะนั้นคนไทยต้องร่วมมือมีความรักสามัคคีกัน ให้กำลังใจรัฐบาล ทุกคนเข้ามาไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น เข้ามาแบกภาระบ้านเมือง ตนขอถามทำเพื่ออะไร เป็นท่านจะทำหรือไม่ จะเสี่ยงอันตรายอย่างพวกตนที่มาทำตรงนี้หรือไม่ จึงต้องขอความร่วมมือจากประชาชนทุกภาคส่วนตนจะทำอะไรให้จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็คิดจะทำ และเมื่อทำก็คาดหวังว่ามันจะสำเร็จด้วยแต่ทั้งหมดต้องขอความร่วมมือจากทุกคน ถ้าเอาเรื่องเล็กเรื่องน้อยมาตรงโน้นตรงนี้ตลอด แล้วมันจะทำงานได้ไหมและวันนี้สถานการณ์ไม่ปกติทุกคนรู้อยู่แล้ว
    
         “แต่ถ้าจะอ้างเหตุการณ์ปกติ ก็มันไม่ปกติไงเล่า มันไม่มีรัฐบาลเราจึงตั้งรัฐบาลมาแบบนี้ ไม่อย่างนั้นผมก็บริหารราชการแผ่นดินโดยคสช.อย่างเดียวง่ายกว่ามั้ง ไม่ต้องมีรัฐบาลหรอก ฉะนั้นอย่ามาตีผมตรงนี้ต่างชาติเข้าใจ เขาส่งเสริมการปฏิรูปความก้าวหน้าของเรา ซึ่งเราชี้แจงทุกวันว่ามีความก้าวหน้าอย่างไรหลังจากวันที่ 22 พ.ค.ซึ่งทุกคนพอใจ แต่คนไทยบางส่วนไม่พอใจ ผมไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ ฉะนั้นสื่อทุกคนต้องช่วยผมสร้างความมั่นใจให้พวกผมหน่อย อย่าให้นอนไม่หลับกินไม่ได้ ทุกคนเหนื่อยทั้งนั้น รองนายกฯ รัฐมนตรีทุกกระทรวง ข้าราชการทุกคนเขาทำงานอยู่ ถ้าติติงทุกอย่างก็ทำอะไรไม่ได้เลยพอเริ่มแตะก็เอาแล้ว ผมถามว่าที่ผ่านมาทุกอย่างเขาทำกันบ้างไหม ทำไหม มีผลสัมฤทธิ์ไหม มีอะไรที่มองระยะยาวไหม กำหนดยุทธศาตร์ได้หรือไม่ว่าประเทศชาติจะเดินไปอย่างไร วันนี้กว่า 200 ปีมาแล้วประเทศไทยก็เดินไปอย่างนี้ วันนี้เราต้องการมาแก้ตรงนี้ว่าประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างไรปฏิรูปตรงนี้นั่นคือรัฐบาลเรา ให้โอกาสพวกเราหน่อย ผมไม่กลัวอะไรทั้งสิ้นอยู่แล้ว ถ้ากลัวก็ไม่ทำ ไม่เข้ามาอยู่แล้ว”
    
         ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดอ่อนที่ประเมินว่าคสช.และรัฐบาลยังทำไม่ได้และที่ต้องมีการปรับปรุงคืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองว่าเป้าหมายจะต้องสำเร็จทุกอย่าง 100 เปอร์เซ็น ตนบอกแล้วว่าอะไรจะต้องเกิดภายใน 1 เดือน อะไรจะต้องเกิดในขณะนี้และอะไรจะต้องเกินใน 3 เดือนและทุก 3 เดือนเราจะมีคำตอบให้กับทุกคน แต่ไม่ใช่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมา 40 ปี จะมาแก้ภายใน 4 เดือน มันไม่สามารถแก้ได้ และเรื่องแบบนี้ไม่ต้องถามตน
    
         ต่อข้อถามที่ว่า 4 เดือนที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า " ผมคิดว่าสำเร็จตามที่ผมตั้งใจ แต่มันไม่ทันใจสังคม ไม่ทันใจสื่อ แต่ผมต้องเดินแบบนี้ เพราะทำงานแบบนี้ คือต้องทำงานในระยะยาว สร้างความเข้มแข็ง สร้างรากฐาน สร้างพื้นฐานไว้ในอนาคต ประเด็นที่สองคือการแก้ปัญหาตามปกติ ประเด็นที่สามคือการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้กำหนดแผนไว้ ทุกคนต้องเข้าใจว่า การบริหารราชการแผ่นดิต้องมีขั้นตอนแบบนี้ ไม่ใช่พอเริ่มทำก็มองว่าจะมีการทุจริตแบบที่เกิดขึ้น รัฐบาลนี้เข้ามาแก้การทุจริตแล้วจะทำไปทำไม"
    
         เมื่อถามว่า เท่าที่ คสช.และรัฐบาลเข้ามาทำงานประเมินสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศอย่างไรบ้าง พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ยังมั่นคงอยู่ มีแต่คนไทยบางกล่มที่ทำให้ไม่มมั่นคงกันเอง แต่ตนประเมินว่ามั่นคงเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับการทำงานของเรา และให้โอกาสในการทำงาน แต่ยอมรับว่าก็ยังมีส่วนน้อยที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องว่ากันไป
    
         เมื่อถามย้ำว่า จะสามารถควบคุมคนส่วนน้อยที่ยังเห็นต่างได้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าก็ต้องได้ เพราะเรามีกฎหมายต่าง ๆ กำกับดูแลอยู่ ขอเพียงว่าอย่าทำผิดกฎหมายเท่านั้นเอง
    
         ผู้สื่อข่าวถามว่า การคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกถือเป็นการทำงานเพื่อความมั่นคงในระยะยาวใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ผมพูดตั้งหลายครั้งแล้ว ซึ่งเป็นการพิจารณาสถานการณ์ความสงบเรียบร้อยในระยะยาวด้วย เมื่อปฏิรูปได้ก็จะค่อย ๆ ผ่อนคลายไปตามลำดับ อย่าเพิ่งเร่งรัดพวกเรานักเลย"
    
         ส่วนที่ประชาชนยังไม่เห็นความเป็นรูปธรรมอย่างที่รัฐบาลและคสช.เห็นจะทำอย่างไรให้เกิดความเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สื่อมวลชนต้องช่วยกันอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ ส่วนรายละเอียดหรือวิธีการเป็นเรื่องของความมั่นคง ตนไม่สามารถพูดได้
    
         เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้กลุ่มที่เห็นต่างมาเห็นด้วยกับสิ่งที่รัฐบาลและ คสช.ทำอยู่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พยายามทำอยู่ทุกอย่าง ส่วนกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เขาจะเห็นด้วยหรือไม่ สื่อก็ต้องไปถาม "ผมเองก็อยากถามสื่อว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เขาจะมาสนับสนุนพวกผมหรือแค่ให้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก สปช.เขายังไม่สมัครเลย แต่ก็ออกมาตีผมทุกวันว่าปฏิรูปไม่เป็นธรรม ไม่ยอมเลือกคนนั้นคนนี้เข้ามา ผมอยากถามว่าเวลาเชิญเข้ามาทำไมไม่เข้ามาและผมก็ไม่มีวิธีการให้เขากลับใจมาก สื่อก็ต้องไปถามพวกเขา แต่ยืนยันว่าความเคลื่อนไหวหรือข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน ผมก็เดินหน้าของผมต่อไป คุณไม่ช่วยผมก็แล้วแต่ ในเมื่อผมมีความจริงใจให้ท่านอย่างนี้ และทุก ๆ วัน ผมเองอยากขอให้สื่อให้ความร่วมมือกับรัฐบาล โดยเสนอข่าวที่เป็นเรื่องที่ดี สิ่งที่ผมทำแล้วเกิดประโยชน์และไม่ต้องให้รัฐบาลหรือคสช.เป็นผู้ประเมิน สื่อก็ประเมินเองได้ การจราจรไม่ติดขัดอันเนื่องจากการชุมนุม ไม่มีการประท้วง ไม่มีการใช้อาวุธสงครามหรืออยากจะให้กลับเป็นแบบเก่า วันนี้คนไทยลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าเกิดอะไรในอดีตที่ผ่ามมา อย่าลืมกันง่ายนัก สมองจำกันไว้บ้างว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว แล้ววันนี้เหตุการณ์ต่าง ๆ มันลดลงไปและมีความเคลื่อนไหวใต้น้ำตรงไหน สื่อน่าจะช่วยกันบอกไม่ใช่เอาผมไปตีกับคนนั้น คนนี้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    
         ต่อข้อถามที่ว่า หากทุกอย่างเดินไปตามที่คสช.และรัฐบาลวางไว้ปัญหาความรุนแรงและความไม่สงบจะไม่เกิดขึ้นอีกใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้ไปถามคนที่ทำ ตนไม่ได้เป็นคนทำ คดีความทั้งหมดอยู่ที่ศาล สามารถไปดูได้ว่าใครไปทำอะไรบ้าง อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวใต้น้ำรัฐบาลก็พยายามทำความเข้าใจ
    
         ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้คสช.ประเมินให้คะแนนรัฐบาลเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนประเมินเองไม่ได้ สื่อมวลชนก็อย่าประเมินต่ำกันนัก ขอให้ดูว่าอะไรที่รัฐบาลทำแล้ว เรื่องอะไรที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ อะไรที่เป็นเรื่องของอนาคตขอให้มองตรงกับตน ถ้าสื่อมวลชนมองไม่ตรงกับตน แล้วต้องการให้รัฐบาลทำทุกอย่างภายใน 4 เดือนก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ยืนยันอีกครั้งว่ารัฐบาลทำงานโดยทำในเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ทำทันทีภายใน 3 เดือนจากนั้นก็เป็นช่วงระยะ 6 เดือน 9 เดือนและ 1 ปี ปัญหามันหมักหมมมานานหลายสิบปีจะให้แก้ทีเดียวคงไม่ได้ ทุกคนต้องร่วมมือกันมันอาจจะมีผลกระทบกับใครบ้าง แต่ก็ต้องยอม ทุกคนต้องลดอัตตาและบทบาทของตัวเอง ต้องดูว่าส่วนใหญ่ต้องการอะไร "ผมเองไม่ได้อะไรสักอย่าง ผมไม่ได้ต้องการอะไร อยากไปพักผ่อนจะตายอยู่แล้ว"นายกรัฐมนตรีกล่าว
    
         ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือเป็นสัญญาณหรือไม่ว่ารัฐบาลอาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ภายใน 1 ปี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ เพียงแต่ปัญหาไหนเร่งด่วนรัฐบาลก็ต้องเร่งก่อน อันไหนแก้ไม่ได้ก็ส่งต่อไปและรัฐบาลชุดต่อไปก็ต้องมาทำต่อ ถ้าไม่ทำมันก็จะกลับมาแบบเดิม

 

คสช.ย้ำดูแลงาน3ด้านหลัก

         ที่สโมสรทหารบก วิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้า คสช. ได้เป็นประธานการประชุมร่วม คสช. และ ครม. ซึ่งเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติในมาตรา 42 วรรค 4 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 โดยในวันนี้มี คณะรัฐมนตรี, หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง , สมาชิกคสช. คณะทำงานและที่ปรึกษา คสช. เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

         หลังจากนั้น เวลา 15.30 น. พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงผลการประชุมว่าสาระสำคัญของการประชุมร่วมนั้น คสช.ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันและผลการดำเนินการในด้านต่างๆ ทั้ง 7 ฝ่ายของ คสช. (มั่นคง เศรษฐกิจ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สังคมจิตวิทยา กิจการพิเศษ หน่วยงานขึ้นตรงหัวหน้า คสช.) ร่วมถึงหารือถึงการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะเดียวกัน ครม. ได้ชี้แจงผลการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินจากทุกกระทรวงและนโยบายเฉพาะเรื่อง ซึ่ง คสช.ได้แสดงความคิดเห็นต่อแนวนโบายต่างๆ พร้อมทั้งจะได้นำไปเป็นข้อมูลในการให้การสนับสนุน การบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามที่รัฐบาลวางกรอบไว้ ทั้งนี้ คสช.จะยังคงบทบาทและภารกิจในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย สร้างสภาวะที่เหมาะสมต่อการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความปรองดองสมานฉันท์ สนับสนุนงานการปฏิรูปประเทศและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ต่อไป

         พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คสช.ได้ชี้แจงถึงผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคง ให้ที่ประชุมได้รับทราบ ทั้งเรื่องการการปกป้องและเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งปัจจุบันได้ดำรงความต่อเนื่องการตรวจสอบการล่วงละเมิด รวมถึงให้ความรู้ความเข้าใจในพระราชกรณียกิจ และสนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยแผนงานในอนาคตจะร่วมกับส่วนราชการและภาคประชาชนจัดกิจกรรม และการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 และเร่งรัดการดำเนินคดีและติดตามผลการนำผู้กระทำความผิดในคดีหมิ่นสถาบันมาดำเนินคดีตามกฎหมาย  

         "เป็นการแบ่งปันข้อมูลซึ่งกันและกัน ช่วยสนับสนุนส่งเสริมการทำงาน ซึ่ง คสช.ก็ได้รับทราบว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้บริหารงานไปอย่างไรบ้าง ทั้งนี้หน้าที่หลักๆ ของ คสช.ยังคงอยู่ใน 3 งานหลัก คือ 1.การรักษาความสงบเรียบร้อย 2.การรักษาและสร้างบรรยากาศปรองดอง เพื่อจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายของสังคมที่ได้คาดหวัง และ 3.การสนับสนุนงานของรัฐบาล การใช้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าผลการปฏิบัติงานของ คสช.เป็นไปสัมฤทธิ์ ทั้งในเรื่องการปกป้องเทิดทูนสถาบัน การบูรณาการระหว่างทหาร ตำรวจ และ ฝ่ายปกครอง ในเรื่องการจัดระเบียบสังคม การบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนการจัดกิจกรรมการสร้างความปรองดอง" พ.อ.วินธัย กล่าว

         ส่วนเรื่องการรักษาความมั่นคงของรัฐ ขณะนี้ได้บูรณาการความร่วมมือทหารตำรวจเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและทุกภาคส่วนในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยได้จัดระบบความปลอดภัยในการสัญจรของประชาชนทั้งทางบก น้ำ อากาศและติดตั้งระบบส่องสว่างและกล้องวงจรปิดในพื้นที่กรุงเทพฯ, เขตชุมชนเทศบาลเมือง ,พื้นที่ท่องเที่ยวในทุกจังหวัดเพื่อป้องกันการก่ออาชญากรรมในทุกพื้นที่โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน รวมทั้งเพิ่มความเข้มข้นและกำหนดมาตราการรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ได้เตรียมจัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้พ.ศ. 22558 - 2560 และเตรียมแผนปฏิบัติงานด้านความมั่นคง โดยกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดเพื่อให้งานด้านความมั่นคงและงานด้านการพัฒนาสามารถดำเนินการได้อย่างมีเอกภาพ ทั้งแนวความคิดและการปฏิบัติ

         พ.อ.วินธัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าเพิ่มศักยภาพการให้บริการและแก้ไขปัญหาความเดือดร้องของประชาขนอย่างต่อเนื่อง โดยการเพิ่มภารกิจให้กับศูนยดำรงธรรมทั้งด้านกฎหมายในคดีทางอาญา ทางแพ่งและทางปกครองแก่ประชาชนตามกระบวนการยุติธรรม โดยขณะนี้ได้มีการพัฒนาระบบโปรแกรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ได้ดำเนินการเกี่ยวกับปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ในทุกระดับ รวมถึงการจัดระเบียบที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวและการใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม

         ส่วนเรื่องการรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากรและการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยขณะนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบสิทธิการครอบครองพื้นที่ของประชาชน รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจนภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนและท้องถิ่นและเพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพจึงได้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาการถือครองสิทธิที่ดินทับซ้อนและป้องกันการบุกรุกผืนป่ารวม ถึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและใช้มาตราการปราปรามโดยการบังคับใช้กฏหมายต่อผู้กระทำผิดโดยเคร่งครัด นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทการใช้โอกาสในประชาคมอาเซียนโดยขณะนี้ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์การเตรียมพร้อมประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียนจำนวน 3 ฉบับ โดยในระหว่างวันที่ 18-19 พฤจิกายน 2557 ณ กรุงพุกาม สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์

         พ.อ.วินธัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมได้มีการรายงานถึงสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศในภาพรวมว่ามีความเรียบร้อย และไม่มีความเคลื่อนไหวที่จะส่งผลให้เกิดความรุนแรง จนส่งผลกระทบด้านความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งในส่วนของ คสช.ก็ยังคงจะดูแลและรักษาบรรยากาศให้เอื้ออำนวยต่อการทำงานของรัฐบาลเหมือนเดิม เพียงแต่จะลดภาพการปฏิบัติงานให้เบาบางลง โดยเน้นการพูดคุยทำความเข้าใจเป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ หรือ ปัญหาที่จะไม่เข้าใจกัน พร้อมทั้งจะเปิดช่องให้ทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา หรือ นักวิชาการ มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิชาการที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่า คสช.ไม่ได้เป็นการปิดกั้น ทั้งนี้ทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือ และมีความเข้าใจในสิ่งที่ รัฐบาล และ คสช.ทำอยู่ แต่ก็ยอมรับว่ายังมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ยังคงต้องการแสดงความเห็น ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่าเป็นเจตนาดีทาง คสช.ก็พร้อมให้มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว

         "ในที่ประชุมหัวหน้า คสช.ได้ระบุถึงการจัดประชุมร่วมระหว่าง คสช. และรัฐบาล ที่จะจัดขึ้นครั้งที่สองในเดือน พ.ย. ว่าอยากจะให้มีการปรับการประชุมให้มีความกระชับมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้มีการสานต่อการประชุมครั้งนี้ที่ผ่านมา" พ.อ.วินธัย ระบุ