ข่าว

‘บิ๊กโด่ง’เรียกถก‘นขต.ทบ.’นัดแรก

‘บิ๊กโด่ง’เรียกถก‘นขต.ทบ.’นัดแรก

06 ต.ค. 2557

‘พล.อ.อุดมเดช’ เรียกประชุม นขต.ทบ.ครั้งแรก มอบนโยบายหลัก 12 ข้อ ย้ำจงรักภักดีสถาบัน ด้าน ‘มทภ.-ผู้บังคับหน่วย’ เข้าร่วมพรึ่บ!

 
                 เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 ต.ค.57 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถนนราชดำเนิน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม และผบ.ทบ. ได้เป็นประธานการประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) วาระพิเศษ ภายหลังได้รับโปรดเกล้าโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ.โดยมี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ และรองผบ.ทบ.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข เสนาธิการทหารบกและพล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก พร้อมด้วยคณะนายทหารระดับสูงของกองทัพบกและแม่ทัพภาคต่างๆที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่ อาทิ พล.ท.กัมปนาท รุดดิษฐ์ แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ธวัช สุกปลั่ง แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.สาธิต พิธรัตน์ แม่ทัพภาคที่ 3 และพล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงผู้บังคับการกองพล ผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพันที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงด้วย
 
                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุม นขต.ทบ.ครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของพล.อ.อุดมเดช ในฐานะผบ.ทบ. เพื่อมอบนโยบายหลัก 12 ข้อ ประกอบด้วย 1.จัดสวัสดิการกำลังพล 2.ฝึกศึกษาด้านการทหาร 3.การพัฒนาจัดระบบกองทัพบก 4.ด้านการข่าว 5.อุปกรณ์ยุทโธปกรณ์ 6.การป้องกันชายแดน 7.การรักษาความสงบและความมั่นคงภายใน 8.การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติ 9.การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 10.การปกป้องสถาบัน 11.การขยายผลโครงการตามพระราชดำริ 12.การเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
 
                 พร้อมทั้งเพื่อให้กองทัพมีประสิทธิภาพ และพัฒนากองทัพอย่างยั่งยืนนำไปสู่ผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตามนโยบายหลักคือภารกิจการปกป้องอธิปไตย ดูแลชายแดนให้สงบสุขภายใต้ความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงการพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมทั้งเผยแพร่น้อมนำพระราชดำริมาเป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลให้เกิดความมั่นคง
 
                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการประชุมพล.อ.ฉัตรชัย เป็นตัวแทนผู้บังคับบัญชาระดับสูงและผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกมอบดอกไม้ เพื่อแสดงความยินดีกับพล.อ.อุดมเดชที่มาดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.ด้วย โดยพล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า กองทัพบกพร้อมทำงานสนองตอบนโยบายผบ.ทบ. เพื่อให้กองทัพบกมีความก้าวหน้า และเพื่อดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสน์และประชาชน
 
                 ต่อมาเวลา 12.30 น. พล.อ.อุดมเดช ได้แถลงงข่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการพบปะ หารือกับเพื่อชี้แจงนโยบาย และเน้นย้ำในฐานะที่ตนเข้ามารับหน้าที่เป็น ผบ.ทบ. โดยมีคติพจน์การทำงานคือ “ร่วมใจ ริเริ่ม จริงจัง เพื่อชาติ และราชบัลลังค์” ฉะนั้นกองทัพบกต้องปฏิบัติงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ซึ่งใน ปี 2558 เป็นปีแห่งการปฏิบัติงานของกองทัพบกที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ และเป็นรูปธรรมทุกด้าน โดยสอดรับกับแนวทางการปฏิบัติงานของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อดีตผบ.ทบ.ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้ลักษณะงานของตนจะมี 2 แบบ คือ 1.การตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาล และ คสช. และตอบสนองนโยบายของผู้บังคับบัญชาในแต่ละลำดับชั้น รวมถึงการปฏิบัติตามแผนงานต่าง ๆ ของกองทัพบก 2.การกำหนดงานเร่งด่วนที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม 12 ประการ
 
                 พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเองมุ่งหวังและคาดจะให้เห็นผล 1 ปี คือเรื่องการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการปฏิบัติงานตจะสานต่อนโยบายเดิม ทั้งนี้ตนได้เน้นย้ำกับผู้บังคับหน่วยในพื้นที่จะต้องดูแลสถานการณ์ให้ได้ และสถานการณ์ต้องดีขึ้นอย่างชัดเจน รวมถึงการบูรณาการกับหน่วยงานราชการที่จะทำให้เกิดความชัดเจน และกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ต้องดูแลความปลอดภัยของตนเองให้ได้ อีกทั้งถ้าสถานการณ์ในภาคใต้ดีขึ้น อาจจะมีการปรับลดกำลังพลจากกองทัพภาคอื่น ๆ โดยจะให้กองทัพภาคที่ 4 สามารถควบคุมการปฏิบัติงานเองได้ อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าภายใน 1 ปี ต้องเห็นผลชัดเจน ซึ่งตนจะพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดความพึ่งพอใจ โดยได้ตั้งเป้าไว้ว่า 1 ปี ต้องควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ให้ได้ และต้องลดสถิติการก่อเหตุด้านความมั่นคง ซึ่งทั้ง 2 อย่างต้องทำให้ได้ 50% ถึงจะเรียกว่าสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม
 
                 พล.อ.อุดมเดช ยังกล่าวถึงการรักษาความสงบภายในประเทศ ว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ประชาชนทุกภาคส่วนต้องช่วยกันในการดูแลสถานการณ์ให้ดีขึ้นและสิ่งที่สำคัญยิ่ง คือความร่วมมือจากผู้ที่มีความเห็นต่าง ต้องร่วมมือกัน เพื่อนำพาสถานการณ์ให้ดีขึ้นให้ได้ แต่ต้องเป็นไปตามกรอบของรัฐบาลได้วางไว้ คือ การปฏิรูป ด้วยการให้ผู้ที่เห็นต่างเสนอความเห็นว่าจะปฏิรูปประเทศอย่างไร ทั้งนี้ตนย้ำว่าสิ่งใดที่เป็นการแสดงออกที่ไม่ถูกต้อง ตนได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่กองทัพต้องควบคุมสถานการณ์ให้ได้ และจะไม่ปล่อยปะละเลยในเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นตนขอฝากไปยังกลุ่มผู้ที่เห็นต่างที่ยังไม่เข้าในรัฐบาล ขอให้โอกาสและให้ทำความเข้าใจ แล้วเข้ามาพูดกัน ไม่ใช่ไปเคลื่อนไหว จนทำให้เกิดมวลชนที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ได้เน้นย้ำคือ สถาบันกษัตริย์ อันเป็นสิ่งที่อยู่ในใจทหารทุกคน ซึ่งจะต้องเทิดทูนและปกป้อง ไม่ให้ผู้ไม่หวังดี มาทำให้เกิดความเสียหาย เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทย ที่ดูแลประชาชน และแผ่นดินไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น เราเป็นทหารต้องมีหน้าที่ดูแลโดยตรง ต้องดูแลปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ได้
 
                 เมื่อถามว่า จะมีการยกเลิก กฎอัยการศึก หรือไม่ พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า ตนยังไม่ขอพูดถึงเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องหารือกัน ส่วนการประชุม ครม.ร่วมกับ คสช.ที่สโมสรทหารบกวิภาวดีในวันที่ 7 ตุลาคม อาจจะเป็นการพูดถึงการติดตามงานด้านบริหารของกลุ่มงานต่างๆที่แบ่งไว้แล้ว ว่าดำเนินงานอย่างไรบ้าง และในส่วนของ คสช.ที่ติดตามงานฝ่ายบริหารจะสามารถช่วยส่งเสริมอะไรได้บ้าง ถือเป็นการให้คำแนะนำในฐานะฝ่ายบริหาร และ คสช. จะมีแนวทางเดียวกันเพื่อทำให้ประเทศชาติเจริญ ทั้งนี้ยอมรับว่าในวันที่ 7ตุลาคมจะมีการสรุปสถานการณ์ภายในประเทศว่ามีความเรียบร้อยเพียงใด ถ้าเรียบร้อยดีก็อาจจะมีการปรับลดกฎอัยการศึก เพื่อให้สังคมเกิดความสบายใจยิ่งขึ้น
 
                 “ขณะนี้ยังต้องคงประกาศใช้กฎอัยการศึกไว้อยู่ และจะยกเลิกเมื่อไหร่อย่างไร เรื่องดังกล่าวขอให้อย่าเพิ่งถาม ตนยังไม่อยากพูดถึงรายละเอียด เนื่องจากกำลังอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผล อีกทั้งการจะพูดอะไรออกไป ควรจะมีความชัดเจน มาจากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ฉะนั้นขอให้ทุกคนใจเย็น ๆ ผู้ใหญ่ทุกคนมีความเข้าใจดี แต่ความจำเป็นบางอย่างก็มีเหตุมีผลที่ยังต้องคงกฎอัยการศึกไว้” พล.อ.อุดมเดช กล่าว และว่า หากจะมีการปรับลด หรือยกเลิกต้องมีความมั่นใจว่าเราสามารถดูแลสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เรียบร้อย เพราะบางสิ่งบางอย่างหากไม่มีเครื่องมือมาช่วยเหลืออย่างกฎหมาย ก็อาจทำให้สถานการณ์ไม่เรียบร้อยก็ได้” พล.อ.อุดมเดช กล่าว