ข่าว

สงครามน้ำปะทุ

สงครามน้ำปะทุ

06 ต.ค. 2557

สงครามน้ำปะทุ : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน

                หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า เดือนตุลาคมของทุกปีเป็นหน้ามรสุม ฝนหนักทุกพื้นที่ บางปีตกแบบแทบไม่ลืมหูลืมตา ทว่า ชาวบ้านที่ ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี กลับรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้เขื่อนแม่กลองที่ อ.ท่าม่วง ปล่อยน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานเพื่อให้พวกเขาใช้ทำนา

                "การบริหารจัดการน้ำ" โดยกรมชลประทานย่อมต้องตกเป็นจำเลยของผู้ต้องการใช้น้ำทั้งหลาย โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ด้วยในภาวะที่ฝนทิ้งช่วง หรือเกิดปรากฏการณ์แล้งกลางฝนเช่นนี้ ปริมาณน้ำที่มีอยู่ในเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำต่างๆ จึงจำเป็นต้อง "แบ่งปัน" กันใช้

                โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่ว่า จะแบ่งปันอย่างไรให้เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

                ทั้งชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ การผลิตประปา ภาคอุตสาหกรรม การผลักดันน้ำเค็ม ฯลฯ

                ชัยยันต์ อยู่ศิริ ประธานสภาเกษตรกรสมุทรสงคราม กล่าวว่า สถานการณ์แล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ สร้างปัญหาให้แก่ภาคเกษตรของพื้นที่อย่างรุนแรง สังเกตได้จากเขื่อนแม่กลอง ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำ ใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ที่ปล่อยน้ำจากท้ายเขื่อนลงแม่น้ำแม่กลองมายัง จ.ราชบุรี และสมุทรสงคราม ในอัตรา 37 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทั้งที่เดิมเขื่อนแม่กลองปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนเฉลี่ยที่ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

                มาตรการควบคุมการจัดสรรน้ำทำให้เกิดปัญหาในเรื่องน้ำเค็มหนุนเข้าตามลำคลอง สร้างความเสียหายให้แก่พื้นที่ทำการเกษตร และระบบผลิตน้ำประปาท้องถิ่น เพราะตามธรรมชาติแล้ว ช่วงกันยายน-ตุลาคม จะเป็นช่วงฤดูน้ำหลาก แต่ในปีนี้น้ำในลำน้ำกลับลดลง ตอนนี้เริ่มเกิดปัญหาน้ำเค็มหนุนขึ้นมาถึง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เท่าที่ติดตามทราบว่า น้ำในเขื่อนหลักที่ จ.กาญจนบุรี มีน้ำเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ และมีการส่งน้ำจากแม่น้ำกลองไปเป็นน้ำดิบผลิตให้แก่ประปาของการประปานครหลวง โดยจุดที่ส่งน้ำไปผลิตเป็นน้ำประปาอยู่เหนือเขื่อนแม่กลอง ทำให้มีน้ำปล่อยมาจากท้ายเขื่อนแม่กลองน้อย

                ชัยยันต์ ให้ความเห็นด้วยว่า แนวทางการจัดสรรน้ำอันดับแรกต้องจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคให้คนในลุ่มน้ำก่อน เรื่องน้ำใช้เพื่อการเกษตร น้ำใช้เพื่อการอุตสาหกรรม และใช้เพื่อผลักดันน้ำเสีย จึงให้ความสำคัญในภายหลัง โดยเฉพาะการส่งน้ำไปให้พื้นที่กรุงเทพฯ ควรให้ความสำคัญรองลงไป น่าที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้า เพราะขณะนี้น้ำอุปโภคบริโภคในลุ่มน้ำแม่กลองเริ่มมีปัญหา เนื่องจากมีน้ำเค็มไหลเข้าแม่น้ำแม่กลองและตามคลองสาขาต่างๆ

                "ปัญหาน้ำเค็มตอนนี้ก่อตัวแล้ว และจะรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงเมษายน 2558 หากยังใช้สูตรในการจัดสรรน้ำแบบนี้ เพราะหากเป็นไปตามรูปการณ์ด้านบนของแม่น้ำในพื้นที่ อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม จะไม่มีน้ำเข้าร่องสวน เพื่อใช้ในการเกษตร ส่วนด้านล่างของแม่น้ำแม่กลองในพื้นที่ อ.อัมพวา และ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม จะประสบปัญหาน้ำเค็มเข้าแม่น้ำแม่กลอง และลำคลองต่างๆ รวมถึงร่องสวน จะกระทบไปถึงการผลิตประปา"

                ชัยยันต์ กล่าวด้วยว่า ปัญหาน้ำในเขื่อนน้อยไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรชาวสวนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เพราะเมื่อน้ำจืดลงมาน้อย ทำให้น้ำทะเลมีความเข้มข้น จะกระทบการเพาะฟัก และการเติบโตของสัตว์ทะเล

                "ภัยแล้งของสมุทรสงครามจะต่างกับจังหวัดอื่น เพราะภัยแล้งของสมุทรสงครามเกิดจากน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามา เพราะไม่มีน้ำจืดเข้ามาหล่อเลี้ยงในระบบ" ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าว

                สุรจิต ชิรเวทย์ อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ปัญหาจัดสรรน้ำในเขื่อนในลุ่มน้ำแม่กลองจะส่งผลให้พื้นที่สมุทรสงครามและจังหวัดใกล้เคียงประสบปัญหาอย่างรุนแรง ที่สำคัญเป็นเพราะขาดการวางระบบจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม เพราะแหล่งน้ำเดียวกันคือ ลุ่มน้ำแม่กลอง ถูกนำไปใช้ ทั้งเป็นแหล่งผลิตน้ำประปาให้แก่พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล การใช้น้ำเพื่อผลักดันน้ำเสียในแม่น้ำท่าจีน รวมทั้งส่งไปให้นิคมอุตสาหกรรมโพธาราม ที่ราชบุรี

                ทั้งที่ก่อนหน้านี้กรมชลประทานมีข้อตกลงกับจังหวัดสมุทรสงครามว่า ต้องมีน้ำผลักดันน้ำเค็มเพียงพอไม่ให้น้ำเค็มขึ้นสูงถึง อ.อัมพวา ซึ่งตามปกติกรมชลประทานต้องปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนแม่กลองในอัตราไม่น้อยกว่า 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ตอนนี้กรมชลประทานปล่อยน้ำออกท้ายเขื่อนแม่กลองแค่ 30-40 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในขณะที่มีการส่งน้ำเหนือเขื่อนแม่กลองไปผลิตน้ำประปาให้กรุงเทพฯ อย่างเต็มอัตรา

                "การจัดสรรน้ำความสำคัญอันดับ 1 คือ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ลำดับที่ 2 คือน้ำรักษาระบบนิเวศ ลำดับที่ 3 คือน้ำเพื่อการเกษตร และลำดับที่ 4 คือน้ำเพื่อกิจกรรมอื่น แต่ในทางปฏิบัติน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศอยู่ในลำดับท้ายเสมอ ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำเสียหาย โดยการจัดสรรน้ำต้องดูแลคนในลุ่มน้ำก่อน ซึ่งการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน คณะกรรมการบริหารลุ่มน้ำประชุมแค่ปีละ 1-2 ครั้ง สุดท้ายหากน้ำในแม่น้ำและลำคลองน้อยจะส่งผลให้ตลิ่งพัง" สุรจิต กล่าว

                กานดา พาเจริญ อายุ 52 ปี เกษตรกร ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม กล่าวว่า ทำสวนมะพร้าวเนื้อที่ 20 ไร่ ปกติเดือนนี้เป็นช่วงน้ำหลาก แต่ปีนี้ชลประทานกลับปล่อยน้ำมาในระบบน้อย หากฤดูแล้งนี้ไม่มีน้ำจืดเข้าคลองมะพร้าวที่ปลูกไว้จะได้รับความเสียหายจากน้ำเค็มที่หนุนเข้ามา

                กมล เปี่ยมสมบูรณ์ ประธานสภาลุ่มน้ำท่าจีน นครปฐม กล่าวว่า ลุ่มน้ำแม่กลองถือเป็นสายเลือดสำคัญ ที่ส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำท่าจีน เนื่องจากลุ่มน้ำท่าจีนไม่มีแหล่งต้นทุนน้ำของตัวเอง ต้องอาศัยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำแม่กลอง เมื่อน้ำในเขื่อนในลุ่มน้ำแม่กลองน้อย และไม่ส่งน้ำเข้ามา หรือส่งเข้ามาในลุ่มน้ำท่าจีนน้อย จะมีปัญหาน้ำเค็มหนุนเข้าแม่น้ำท่าจีน และระดับความเน่าเสียในแม่น้ำท่าจีนจะมีมากขึ้นเพราะไม่มีน้ำดีมาเจือปน

                วิถี หลงสมบุญ อายุ 67 ปี อาชีพเกษตรกร อ.สามพราน จ.นครปฐม กล่าวว่า ปลูกส้มโอ มะนาว และฝรั่งอยู่ในพื้นที่  25 ไร่ โดยขุดพื้นที่เป็นร่องสวน ให้น้ำเข้าร่องสวนเป็นที่พักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง น่าจะผ่านพ้นสถานการณ์ไปได้ ต่างกับชาวนาที่จะทำนาปรังไม่ได้ เพราะน้ำไม่พอ

                "ฤดูแล้งที่จะมาถึงชาวนาต้องหันไปปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง ขณะที่ชวนสวนต้องอาศัยการทำร่องสวน กักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ขณะนี้ผมเองก็เริ่มทำไว้แล้ว เพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้กับการเกษตร" วิถี กล่าว

                เป็นภาพรวมของปัญหาภัยแล้งที่กำลังก่อตัว และโจทย์สำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำเพื่อบางพื้นที่กลับไปสร้างปัญหาหรือผลกระทบให้แก่พื้นที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกระทบกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรวม ที่กำลังจะก่อปัญหาเป็นวงกว้าง


ความจริง2ลุ่มน้ำภาคกลาง

                ล่วงเข้าเดือนตุลาคมมาแล้วหลายวัน ทุกคนย่อมทราบกันดีว่า ช่วงนี้คือหน้ามรสุม ซึ่งหลายพื้นที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอุทกภัย หากแต่หน้าฝนปีนี้ ฝนที่ตกหนักบ้าง เบาบ้างในบางพื้นที่ ไม่ได้มีนัยสำคัญที่บ่งบอกว่าจะทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มมากขึ้น ซ้ำร้าย ภาพข่าวน้ำป่าบ่าถล่มเมืองต่างๆ ที่ปรากฏกลับสวนทางตัวเลขทางสถิติโดยสิ้นเชิง

                ข้อมูลของศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สรุปปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 23 กันยายน น่าสนใจว่า เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำอยู่ที่ 5,223 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่าง โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,423 ล้านลูกบาศก์เมตร

                เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ ปริมาณน้ำ 5,312 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้ประโยชน์ได้ 2,462 ล้านลูกบาศก์เมตร, เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก ปริมาณน้ำ 620 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 66 ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 577 ล้านลูกบาศก์เมตร, เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 613 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำใช้การได้ 610 ล้านลูกบาศก์เมตร

                จากข้อมูลปริมาณน้ำต้นทุนดังกล่าว เมื่อสรุปในเชิงภาพรวมก็คือ ถึงปัจจุบันมีน้ำใช้การได้รวมกันเพียง 5,072 ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้งที่ค่าความเป็นกลางของปริมาณน้ำที่ใช้การได้อย่างเพียงพอในทุกสาขา ควรจะอยู่ที่ 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ถึงจะเพียงพอในทุกกิจกรรม ขณะที่ฤดูฝนปีนี้เหลือเพียง 1 เดือน ก็จะสิ้นสุดลง การรับมือสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จากการไม่มีน้ำใช้เพื่อการเกษตร

                ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้งฤดูกาล 57/58 (1 พ.ย.2557-30 เม.ย.2558) โดยกำหนดเป้าหมายไว้ที่ 2 ล้านไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 1.3 ล้านไร่ และพืชอื่นๆ 7 แสนไร่ และมาตรการสำคัญที่ถูกหยิบยกมาคือ ขอความร่วมมือให้ลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังและพืชฤดูแล้ง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อผลผลิต จากการขาดแคลนน้ำที่จะเกิดขึ้น

                ขณะเดียวกันหากพิจารณาจากแผนการบริหารจัดการน้ำที่ถูกวางเอาไว้เพื่อรับมือ โดยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือ ทั้ง 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล  และเขื่อนสิริกิติ์ จะสามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบรวมกันได้เพียง 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร และจะสำรองไว้ในระบบ 3,400 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้เป็นน้ำต้นทุนในการทำเกษตรรอบถัดไป

                ควบคู่กับการใช้เป็นน้ำต้นทุนในการผลิตน้ำประปา ส่งให้พื้นที่ภาคกลางรวม 22 จังหวัด เฉลี่ย 1,100 ล้านลูกบาศก์เมตร และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศไม่ให้น้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 1,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ต้องดึงน้ำจากเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มาช่วยเสริม

                ส่วนลุ่มน้ำแม่กลอง จะมีน้ำใช้การไม่ถึง 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เช่นกัน  และต้องสำรองไว้สำหรับการเพาะปลูกต้นฤดูฝน 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร การผลิตน้ำประปา 1,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนที่เหลืออีก 400 ล้านลูกบาศก์เมตร จะระบายน้ำมาสนับสนุนพื้นที่เพาะปลูก ในช่วงที่มีฝนตกน้อยและมีการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และน่าเป็นห่วงถึงผลที่จะตามมาก็คือ 

                หากมีการดึงน้ำที่ผันมาจากเขื่อนเพื่อกระจายสู่ระบบ เข้าไปใช้กับนาปรัง จะเป็นที่มาของน้ำจืดมีไม่เพียงพอ และเกิดภาวะน้ำเค็มหนุนเข้ามา แน่นอนว่า ปัญหาในเชิงลูกโซ่ที่จะเกิดขึ้นก็คือ ระบบการผลิตน้ำประปา ที่จะเผชิญกับปัญหาค่าความเค็ม และจะเป็นผลต่อเนื่องไปถึงการนำน้ำไปใช้กับภาคการเกษตรอื่นๆ

----------------------------------------------------------------------------

(หมายเหตุ : สงครามน้ำปะทุ : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)