ข่าว

'น้องธันย์'ขอ'นายกฯตู่'โดดอุ้ม!

'น้องธันย์'ขอ'นายกฯตู่'โดดอุ้ม!

04 ต.ค. 2557

'น้องธันย์' เหยื่อรถไฟสิงคโปร์ทับขาขาด เผยรู้สึกกดดัน เศร้าใจ ไม่มีจนท.ฝ่ายไทยให้การดูแลช่วยเหลือสู้คดีในศาลสิงคโปร์ เตรียมขอความช่วยเหลือจากนายกฯ 7 ต.ค.นี้

 
                            4 ต.ค. 57  เมื่อเวลา 13.00 น.  ที่สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย นายกิตติ์ธเนศ เป็นเอกชนะศักดิ์ และน.ส.ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หรือน้องธันย์ ซึ่งประสบอุบัติเหตุตกรางรถไฟฟ้าถูกรถไฟทับเป็นเหตุให้สูญเสียขาสองข้าง และได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสิงคโปร์ เดินทางมาแถลงข่าวเปิดใจ พร้อมกับขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยนำเสนอข่าว โดยมี นายศาสนะ ศิริลาภ กรรมการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ เป็นตัวแทนสมาคม ต้อนรับ
 
                            นายกิตติ์ธเนศ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชนที่เปิดโอกาสให้มาสัมภาษณ์เปิดใจ ตอนนี้ศาลสิงคโปร์ทั้ง 3 ศาล ได้ตัดสินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลการพิจารณา หากพูดเป็นภาษากีฬาก็ต้องบอกว่าเสมอกัน แต่ทางรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ได้รับผิดชอบแต่อย่างใด ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่เดินทางไปขึ้นศาลสิงคโปร์ ไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยคอยอำนวยความสะดวก หรือมาให้กำลังใจแต่อย่างใด ซึ่งวันที่ 7 ตุลาคมนี้ จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลไทยประสานถามกับทางรัฐบาลสิงคโปร์ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
 
                            "ผมอยากเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจ ให้สนใจเด็กไทยที่เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน เมื่อเกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุ อยากให้มีหน่วยงานเข้าไปดูแลแทนรัฐบาล เพราะภาพรวมของนักศึกษาที่ไปศึกษาต่อนั้นจะได้นำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ เหมือนน้องธันย์ ในแง่ของมนุษยธรรม กรณีของน้องธันย์นั้นไม่เคยได้รับความช่วยเหลือใดๆ เลย ที่ศาลสูงสุดตัดสินแบบนี้ ผมมานั่งคิดว่า จะทำอย่างไรต่อการสูญเสียขาของลูก ทางศาลบอกว่า เป็นกรณีอุบัติเหตุสาธารณะ ซึ่งทางสิงคโปร์อ้างว่ามีความปลอดภัยดีอยู่แล้ว แต่หลังเกิดอุบัติเหตุของน้องก็มีการเอาแผงกั้นมาติดไว้ ผมอยากให้สังคมรู้ว่า ประเทศที่รวยเป็นอันดับต้นๆ ของโลกที่มีทุกความพร้อม แต่ไม่มีความรับผิดชอบแต่อย่างใด” นายกิตติ์ธเนศ กล่าว
 
                            นายกิตติ์ธเนศ กล่าวด้วยว่า สำหรับขาเทียมคู่นี้ เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใย และครอบครัวตนมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น แสดงให้เห็นว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินของไทยเมื่อทรงรับทราบเรื่องความเดือดร้อนของพสกนิกร ไม่ว่าจะมุมไหนของโลก ก็ทรงช่วยเหลือทันที โดยพระราชทานขาเทียมคู่นี้ ซึ่งมีมูลค่า 3 ล้านบาท ขณะที่ขาเทียมคู่ต่อไป ซึ่งจะต้องมีการเปลี่ยน โดยเป็นขาที่ใช้ระบบสัมผัสประสาทผ่านทางสมอง ซึ่งมีราคาแพงมาก จึงหวังว่ารัฐบาลไทยจะเจรจาช่วยเหลือให้ได้ขาคู่ใหม่มาก็เพียงพอแล้ว จะได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ ไม่ได้คิดน้อยเนื้อต่ำใจ ขอเพียงโอกาสแค่นี้เท่านั้น
 
                            “ที่ผ่านมาทางทนายของฝ่ายผมถูกผู้พิพากษาสิงคโปร์ซักมาโดยตลอดแบบไม่ให้ตั้งตัว วันตัดสินคดีมีคนไปฟัง 30-40 คน ทุกคนส่ายหัวต่อคำตัดสินของศาล เมื่อครอบครัวผมออกจากศาล ได้กางธงชาติไทย มีผู้สื่อข่าวมาถ่ายรูป แต่ปรากฏว่าภาพนี้ถูกตัดออก ไม่ได้นำเสนอในสื่อสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศที่เจริญแล้ว” นายกิตติ์ธเนศ กล่าวอย่างท้อใจ
 
                            ขณะที่ น.ส.ณิชชารีย์ กล่าวว่า ขอบคุณสื่อมวลชน เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เป็นวันที่ไปฟังคำพิพากษา วันนั้นรู้สึกกดดันและเศร้า เพราะวินาทีสุดท้ายของคำพิพากษาก็ยังไม่มีการช่วยเหลือ ข่าวถูกปิด สื่อสิงคโปร์รีบปิดประเด็น ทำให้ข่าวมาไม่ถึงเมืองไทย ตนร้องไห้เสียใจมาก เราเป็นคนไทย แต่ไม่มีใครให้การช่วยเหลือ ทั้งๆ ที่ตนหวังพึ่งมาโดยตลอด ตอนนี้คงตั้งใจเรียน ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้น ม.5 สายวิทยาศาสตร์ โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย โดยอนาคตอยากเป็นนักจิตวิทยา
 
                            ด้าน นายศาสนะ กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสมาคม ต้องขอบคุณนายกิตติ์ธเนศและน.ส.ณิชชารีย์ ที่มีน้ำใจเดินทางมาขอบคุณสื่อมวลชนถึงสมาคม แม้ผลการตัดสินของคดีจะไม่เป็นที่น่าพอใจนัก แต่ในฐานะสื่อมวลชนไทยก็ยังยินดีที่จะเป็นสื่อกลางในการประสานงานในการช่วยเหลือติดตามและเผยแพร่ข้อมูลให้สังคมได้ทราบต่อไป หากมีอะไรให้ทางสมาคมช่วยเหลือก็ยินดีจะประสานสื่อมวลชนต่อไป