
อันดามันวิกฤติน้ำทะเลรุก แผ่นดินหายกว่า 100 กม.
05 ต.ค. 2557
อันดามันวิกฤติน้ำทะเลรุก แผ่นดินหายกว่า 100 กม. : เรื่อง...กมลชนก ทีฆะกุล / ภาพ...ธนาชัย ประมาณพาณิชย์
แม้ชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย ได้รับความเสียหายจากปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งน้อยกว่าชายฝั่งทะเลอ่าวไทย เมื่อเทียบความเสียหายจากปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เพราะชายฝั่งทะเลอันดามัน มีชายฝั่งทะเลยาวรวมกัน 1,014 กิโลเมตร กำลังประสบภาวะวิกฤติจากปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งเป็นระยะทางรวมกันมากถึง 113.9 กิโลเมตร โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีอัตราเฉลี่ยแผ่นดินหายไป 5 เมตรต่อปี ซึ่งเมื่อคำนวณดูแล้วพบว่า ในแต่ละปีแผ่นดินริมชายฝั่งทะเลอันดามันจมหายไปเฉลี่ย 356 ไร่ เพราะปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่ง
“2 ปีที่ผ่านมาภาคใต้ฝั่งตะวันตก 6 จังหวัดคือ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ประสบวิกฤติน้ำกัดเซาะชายฝั่ง มีพื้นที่จมหายไปกว่า 5 เมตรจากแนวชายฝั่ง เพราะทิศทางของลมมรสุมและความแรงของคลื่นเปลี่ยนไปจากเดิมหลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ” ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล อาจารย์ภาควิชาธรณีวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย
นอกจากคลื่นลมทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัญหาสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำลงไปในทะเล เพื่อใช้เป็นแนวกั้นคลื่นยักษ์หลังเหตุการณ์สึนามิ เป็นอีกสาเหตุที่ยิ่งเร่งเร้าให้ปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งทวีความรุนแรงขึ้น โดย ศ.ดร.ธนวัฒน์ ระบุว่า สิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของคลื่น
เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ศ.ดร.ธนวัฒน์ เคยศึกษาปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งทะเลอันดามัน พบว่า มีพื้นที่วิกฤติของชายฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากที่เขาหลัก จ.พังงา แล้ว ยังพบว่ามีอีก 8 แห่งที่อยู่ในขั้นวิกฤติคือ 1.บ้านทะเลนอก อ.กะเปอร์ จ.ระนอง 2.หาดเลพัง บ้านบางเทา อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งบริเวณนี้เป็นชายหาดที่มีความลาดชันสูง ทำให้มีการกัดเซาะมากถึง 10 เมตรต่อปี 3.บ้านคลองทราย อ.เมือง จ.กระบี่ 4.ชายหาดบ้านคลองประสงค์ถึงแหลมขาม อ.เมือง จ.กระบี่ 5.หาดปากเม็ง อ.สิเกา จ.ตรัง 6.บ้านทุ่งสะโบ๊ะถึงบ้านราไวใต้ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล 7.บ้านละงู อ.ละงู จ.สตูล และ 8.บ้านบากันเกยถึงบ้านกลาง อ.เมือง จ.สตูล
แต่ล่าสุดกลับพบว่า นอกจากพื้นที่ทั้ง 8 แห่งดังกล่าวแล้วยังมีพื้นที่อื่นอีกหลายจุดที่ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ทีมข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่ที่มีปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะอย่างรุนแรงใน 6 จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน พบว่า ที่ จ.พังงา หาดบางเนียง กำลังประสบภาวะวิกฤติจากน้ำทะเลกัดเซาะมากที่สุด ฤดูมรสุมที่ผ่านมาชายทะเลถูกคลื่นขนาดใหญ่ซัดทำให้สิ่งปลูกสร้างริมชายหาด โดยเฉพาะร้านอาหารพังเสียหาย เช่นเดียวกับผืนดินที่พังทลายถูกน้ำทะเลกลืนไปกว่า 4 เมตร
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นสร้างความวิตกให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างมาก แม้หน่วยงานของรัฐจะเข้ามาศึกษาหาทางแก้ปัญหา แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม ผู้พักอาศัยริมชายทะเลจึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการนำกระสอบทรายมาวางเรียงเพื่อหวังชะลอคลื่น
นอกจากหาดบางเนียงแล้ว หาดท้ายเหมือง เขาหลัก และเกาะคอเขา ประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน โดยสาเหตุเกิดจากคลื่นทะเลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพราะอิทธิพลของลมมรสุมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทิศทางของน้ำทะเล ซึ่งเกิดจากการถมดินขยายพื้นที่ลงไปในพื้นที่ชายฝั่ง
ขณะที่หาดบ้านประสงค์ จ.กระบี่ เมื่อช่วงมรสุมที่ผ่านมา คลื่นทะเลขนาดใหญ่ได้โหมเข้าซัดชายฝั่ง ทำให้พื้นที่ชายฝั่งหายไปเฉลี่ย 3-5 เมตร ต้นสนอายุหลายสิบปีริมหาดล้มตายระเนระนาด และเกิดปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะพื้นดินใต้เขื่อนคอนกรีตเข้าไปจนถึงถนนสายหลักในหมู่บ้าน ทำให้บ้านเรือนและรีสอร์ทในหมู่บ้านคลองประสงค์ เสียหายไปจำนวนมาก
"หลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามิมีการสร้างเขื่อนคอนกรีตสูงกว่า 2 เมตร แต่กลับไม่ได้ผลเราจึงหันมาใช้เขื่อนไม้ไผ่แทน สามารถชะลอกระแสคลื่นได้ และยังดักตะกอนดินจนสามารถนำต้นโกงกางไปปลูกสำหรับใช้ต้านแรงคลื่นได้พอสมควร" นายทศพร โชติช่วง ผอ.ส่วนสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กระบี่ บอกถึงวิธีรับมือกับปัญหาน้ำกัดเซาะในพื้นที่
ไม่แตกต่างจากหาดเลพัง ใน ต.เชิงทะเล อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เดิมมีพื้นที่หาดทรายกว้างประมาณ 800 เมตร ขณะนี้ถูกน้ำทะเลรุกจนเหลือพื้นที่หาดทรายเพียง 300 เมตร โดยที่หาดแห่งนี้มีอัตราเฉลี่ยน้ำทะเลกัดเซาะเฉลี่ยปีละ 10 เมตร ทำให้ประชาชนในพื้นที่วิตกว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าหาดเลพังอาจหายไปจากแผนที่ท่องเที่ยวของ จ.ภูเก็ต เช่นเดียวกับ หาดสุรินทร์ หาดบางเทา และหาดลายัน สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ ซึ่งประสบปัญหาน้ำกัดเซาะชายฝั่งไม่แพ้กัน
ที่หาดปากเม็ง สถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่อของ จ.ตรัง ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม แผ่นดินริมชายหาดถูกน้ำทะเลกลืนหายไปเป็นแนวยาวกว่า 2 กิโลเมตร พื้นที่ชายฝั่งเว้าแหว่งออกไปเรื่อยๆ ต้นสนอายุหลายสิบปีล้มระเนระนาดแบบขุดรากถอนโคน การรุกคืบของน้ำทะเลที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนที่นี่ต้องใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านแก้ปัญหา โดยการขุดทรายบริเวณริมชายหาด บรรจุลงกระสอบ วางซ้อนเรียงรายสูงต่ำ เป็นเขื่อนชะลอความรุนแรงของคลื่นที่โหมซัดชายฝั่ง
สิ่งที่ชาว จ.ตรัง จำนวนไม่น้อยพากันวิตกคือ หลายพื้นที่ของจังหวัดรวมถึงหาดปากเม็ง เดิมมีหญ้าทะเล และผักบุ้งทะเล ที่เป็นแหล่งอาหารของพะยูน สัตว์ทะเลที่พบได้เฉพาะผืนทะเลตรัง ขณะนี้แหล่งอาหารเหล่านี้เสียหายไปมากเพราะปัญหาน้ำทะเลกันเซาะ ขณะที่การแก้ปัญหาของภาครัฐยังไม่เป็นรูปธรรม
ขณะที่ จ.ระนอง หาดประพาส ซึ่งตั้งอยู่ในเขต อ.สุขสำราญ ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะรุนแรงที่สุด เพียงปีเดียว พื้นที่ชายฝั่งทะเลจมหายไปแล้วกว่า 10 เมตร ส่งผลให้ต้นสนอายุนับร้อยปีที่เคยยืนต้นเรียงรายอยู่ริมชายหาดประพาส ล้มระเนระนาด เพราะถูกคลื่นทะเลซัดอย่างหนักเมื่อช่วงมรสุมที่ผ่านมา
"น้ำทะเลรุกขึ้นมาเรื่อยๆ เกรงว่าอีกไม่นานจะไม่เหลือพื้นที่ตามแนวชายหาด ซึ่งกระทบกับผู้พักอาศัยริมชายหาดแน่ แต่ยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือนำต้นสนที่ล้มมาวางเรียงเป็นเเนวยาวใช้กั้นคลื่น เพื่อลดความรุนแรงลง" นายภาสกร ทองประสม หัวหน้าหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแหลมสน (หาดประพาส) กล่าว
หาดประพาส เป็นพื้นที่ลำดับต้นๆ ของจังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่งอย่างหนัก จนสถาบันวิจัยและพัฒนา แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องหันมาศึกษาวิจัยเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะหาดประพาสอย่างจริงจัง เพื่อหาทางให้ระบบนิเวศที่นี่คงอยู่
ล่าสุด สถาบันวิจัยและพัฒนา แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมจะสร้างแนวชะลอคลื่นจากวัสดุไม้ไผ่ผสมคอนกรีตไปวางไว้บริเวณแนวชายฝั่งในลักษณะลาดเอียงแบบขั้นบันได เพื่อลดความรุนแรงของกระแสคลื่นที่พัดกระหน่ำใส่พื้นที่ชายฝั่ง
ส่วนที่ จ.สตูล อ่าวทุ่งนุ้ย ใน อ.ละงู เป็นพื้นที่ลำดับต้นๆ ที่ประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะเมื่อฤดูมรสุมที่ผ่านมาแผ่นดินหายไปจากแนวชายหาดกว่า 5 เมตร จนชาวชุมชนอ่าวทุ่งนุ้ยต้องเร่งนำต้นโกงกางมาปลูกเพื่อฟื้นฟูป่าชายเลน หวังใช้เป็นแนวกั้นคลื่นทะเล
ปัญหาน้ำกัดเซาะฝั่งอันดามัน แม้จะไม่รุนแรงเท่าฝั่งอ่าวไทย เนื่องจากมีสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำชายหาดน้อยกว่า แต่ฝั่งอันดามัน มีแหล่งท่องเที่ยวเลื่องชื่อหลายแห่ง หากไม่แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนอาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในวงกว้าง
"ฝั่งอันดามันต้องแยกประเภทหาด ถ้าเป็นชายหาดท่องเที่ยวจะต้องใช้วิธีการเติมทราย หากเป็นหาดที่มีชุมชน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงก็อาจใช้โครงสร้างให้เต็มที่ ส่วนถ้าเป็นป่าชายเลนอาจต้องปล่อยให้กัดเซาะ เพราะลงทุนแล้วไม่คุ้มค่า” ศ.ดร.ธนวัฒน์ บอกถึงวิธีแก้ปัญหาน้ำทะเลกันเซาะชายฝั่งด้านอันดามัน
ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า ในพื้นที่ที่มีการก่อสร้างสิ่งรุกล้ำลงไปในชายหาด เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกัดเซาะอย่างหนัก และหากยังแก้ปัญหาด้วยการใช้โครงสร้างแข็ง เชื่อว่า อีก 1-2 ปีข้างหน้า หาดทรายที่เคยมีจะหดหายลงไปเรื่อยๆ
---------------------------
(อันดามันวิกฤติน้ำทะเลรุก แผ่นดินหายกว่า 100 กม. : เรื่อง...กมลชนก ทีฆะกุล / ภาพ...ธนาชัย ประมาณพาณิชย์)



