
วิษณุยันแจกเงินไร่ละพันไม่ใช่ประชานิยม
วิษณุยันแจกเงินไร่ละพันไม่ใช่ประชานิยม ยกม.35รธน.ชั่วคราวอ้างไม่ได้หวังคะแนนเสียงหรือผลทางการเมือง ชี้เป็นการช่วยเหลือประชาชน
3ต.ค.2557 ที่สโมสรกองทัพเรือ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐบาลโดยเฉพาะให้เงินกับชาวนาไร่ละ 1 พันบาทเป็นประชานิยมว่า จะประชานิยมหรือไม่แต่ไม่ขัดต่อมาตรา 35 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 นโยบายรัฐบาลที่แถลงไว้ สิ่งที่รัฐบาลทำจะไม่เป็นประชานิยม และมาตรา 35 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดไว้ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวร ต้องไม่ให้มีเรื่องประชานิยมที่จะนำไปสู่การหาคะแนนเสียงโดยใช้งบประมาณรัฐ เพื่อหวังผลตอบแทนทางการเมือง สิ่งนี้ไม่พึงปรารถนา
"นโนบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้หารือในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)นั้นเห็นว่า 1.มาตรการดังกล่าวไม่ขัดกฏหมาย เพราะไม่ได้นำไปสู่ประชานิยม ไม่ได้นำไปสู่การได้คะแนนเสียง แต่เป็นการช่วยเหลือประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ต้องใช้งบประมาณอยู่แล้ว ถือเป็นประชานิยมหมดคงไม่ใช่ เพราะประชานิยมที่ดีก็มี 2.มาตรการดังกล่าวไม่ขัดข้อกำหนดองค์การการค้าโลก หรือการให้เงินอุดหนุน หรือขัดต่อพันธะระหว่างประเทศต่างๆที่มีอยู่ ตรงนี้ไม่ขัดก็เดินไปได้ เมื่อมีการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับถาวรต้องเขียนให้ชัดเจน ต้องเขียนเกาะป้องกันไม่ให้มีการนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในโครงการที่ผูกพัน ทำให้เกิดหนี้ยาวนานแลกกับคะแนนนิยม "นายวิษณุ กล่าว
ชาวนามั่นใจเงินถึงมือชาวนาตัวจริง
นายสมศักดิ์ ลามูลชา ตัวแทนเกษตรกรระดับท้องถิ่น อยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ 14 บ้านพระยืน ต.พระยืน อ.พระยืน จ.ขอนแก่น กล่าวว่า หากมีการช่วยเหลือชาวนาจริงก็รู้สึกดีใจถือเป็นความโชคดีของเกษตรกรที่จะได้นำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการลงทุนเพาะปลูกในฤดูกาลที่จะมาถึง โดยส่วนตัว ได้พยาบามลดต้นทุนการผลิต ด้วยการใช้แรงงานในครอบครัว งดใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งสามารถลดได้ในระดับหนึ่ง และยังปลอดภัยกับสุขภาพด้วย
ด้านนายภาณุพงษ์ ภัทรคนงาม นายกสมาคมชาวนาอีสาน กล่าวว่า สำหรับชาวนาในอีสาน มีพื้นที่ทำนาเฉลี่ย รายละ 3-5 ไร่ ได้ผลผลิตไร่ละประมาณ 300 กิโลกรัม ส่วนใหญ่จะเก็บไว้บริโภคในครอบครัว เหลือจากนี้จึงจะนำไปขาย สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยการจ่ายเงินให้ชาวนาไร่ละ 1,000 บาท จำกัดคนละไม่เกิน 15 ไร่ หรือรายละไม่เกิน 15,000 บาท นั้น ไม่เห็นด้วยกับการช่วยเหลือเพราะไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
นายภาณุพงษ์ กล่าวว่า ต้นเหตุที่ชาวนาทำนาแล้วขาดทุนคือ ต้นทุนการผลิตทั้งปุ๋ย ยาฉีด ค่าเมล็ดพันธุ์ลรายจ่ายอื่นๆ ยังไม่ลดลง ที่ผ่านมามีแต่หน่วยงานภาครัฐออกมาบอกให้ชาวนาลดต้นทุนการผลิต หันไปปลูกข้าวแบบอินทรีย์ แต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่มามาตรการควบคุมให้กลุ่มพ่อค้าลดต้นทุนการผลิตบ้าง พ่อค้าคนกลางเหล่านี้ได้กำไรจากชาวนาไปแล้ว เพราะเขารู้ต้นทุนการผลิตของชาวนา ขณะที่ชาวนาไม่เคยรับรู้ข้อมูลต้นทุนของกลุ่มพ่อค้า นอกจากนี้ชาวนายังต้องประสบปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอม เมล็ดพันธุ์ปลอมปน เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ยังไม่มีหน่วยงานใดเอาจริงเอาจัง ที่สำคัญต้องเสี่ยงจากภัยแล้งและภัยธรรมชาติอื่นๆ ที่ล้วนต้องมีรายจ่ายแฝงทั้งสิ้น
"ที่ผ่านมาสมาคมได้เสนอทางแก้ปัญหาคือการจัดตั้งกองทุนชาวนา เพื่อให้เป็นผู้ขับเคลื่อนมาตราการแก้ไขปัญหาทั้งชาวนา มีกฎหมายรองรับ ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างตรงจุด ส่วนปัญหาจากการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยนั้น คือเงินอาจจะไม่ถึงมือกลุ่มชาวนาที่ต้องเช่าพื้นที่ทำนานั้น ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น คือ เจ้าของที่นาให้เช่าอาจจะต่อรองไม่รับค่าเช่า แต่ชาวนาจะต้องแบ่งข้าวเพิ่มขึ้น หรือแบ่งเงินช่วยเหลือกันคนละครึ่ง ซึ่งคนทำนาตัวจริงเสียเปรียบ เพราะถือเป็นการริดรอนสิทธิ์“จุด”นายภาณุพงษ์ กล่าว
ด้านแนวทางการแก้ปัญหาที่อาจจะตามมาคือ รัฐต้องตรวจสอบพื้นที่สัญญาการเช่านา บัญชีธนาคารเกษตรกรที่ได้เคยขึ้นทะเบียนเข้าโครงการรับจำนำข้าว หรือโครงการประกันรายได้ เพื่อให้มั่นใจว่าชาวนาจะได้รับประโยชน์จากเงินช่วยเหลือจำนวนนี้อย่างแท้จริง
รองนายกฯเชื่อเลือกสปช.ทำให้มีความหลากหลาย
นายวิษณุ กล่าวถึงการสรรหา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีหลายฝ่ายออกมาระบุถึงความไม่หลากหลายว่า ความหลากหลายหรือไม่หลากหลายของ สปช. จะไม่รู้จนกว่าจะมีการประกาศรายชื่อออกมา ซึ่งคณะกรรมการสรรหาที่คัดเลือก สปช. เขาเชื่อว่าได้ทำให้เกิดความหลากหลายแล้ว เพราะมีคนสมัครเข้ามา7,000 กว่ารายชื่อ กว่าจะคัดให้เหลือ 250 ชื่อต้องผ่านมาหลายด่าน และทราบว่า คณะกรรมการสรรหาแต่ละคณะได้ใช้วิธีการลงคะแนน โดยหยิบรายชื่อขึ้นมาลงคะแนน โดยจากคะแนนเต็ม7ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้คะแนน 5-7 คะแนน ตามจำนวนของกรรมการในแต่ละด้าน ซึ่งตนเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวสามารถสร้างความหลากหลายได้พอสมควร
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า เมื่อรายชื่อ สปช. ได้รับการโปรดเกล้าฯลงมา ที่คาดว่าจะเป็นเร็ววันนี้ จากนั้นจะประกาศให้ไปรายงานตัวต่อ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยจะมีการนัดหมายเพื่อเรียกประชุมครั้งแรก และคาดว่าจะมีการเลือกประธานกันในการประชุมดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่ารัฐบาลหรือใคร ก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงขั้นตอนดังกล่าวได้ได้ เป็นเรื่องที่ สมาชิก สปช. จะคิดวิธีการคัดเลือกประธาน สมาชิก สปช. กันเองว่าจะวิธีใด แต่ตนหนักใจว่า สปช. มาคนละทิศละทาง อาจไม่รู้จักคุ้นเคยกัน แต่ที่สุดแล้ว ก็ต้องมีกระบวนการที่ใช้ในการสรรหาประธาน เช่น หากใครซักคนประกาศตัวเสนอใครเป็นประธาน สปช. หรือประกาศว่าจะสนับสนุนใคร แล้วรายชื่อดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับ ก็คาดว่าจะสามารถไปต่อได้ อย่างไรก็ตาม บทบาทของประธาน สปช. ถือว่ามีไม่มากนัก ไม่สามารถชี้เป็นชี้ตายใครได้ ไม่อาจเปรียบเทียบกับประธานสนช. โดยมีหน้าที่แค่การควบคุมการประชุม กำกับบทบาทของสมาชิกที่มาอย่างหลากหลายในแต่ละด้านให้สามารถทำงานร่วมกันได้
นายวิษณุ กล่าวต่อว่า เมื่อมีการเลือกประธาน สปช. และ รองประธาน เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วขั้นตอนหลังจากนั้นจะเป็นการตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 36 คน ภายใน 15 วัน นับแต่วันประชุม สปช. ครั้งแรก ซึ่งจะมาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ และเมื่อตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ สปช. ต้องวางกรอบไปว่าอยากเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญชุดนี้ออกมาอย่างไร ซึ่งต้องให้เวลาในการกำหนดเรื่องนี้ประมาณ60 วัน จากนั้น กรรมาธิการก็จะนำกรอบดังกล่าวไปเขียนรัฐธรรมนูญ โดยใช้ระยะเวลา 4 เดือน
รองนายกฯกล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามาเป็น สปช. นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า บุคคลเหล่านี้เป็นผู้หวังดีต่อประเทศ อยากให้มีการตั้งเวทีอย่างเป็นทางการเพื่อรองรับบุคคลเหล่านี้ โดยเป็นเวทีตามความถนัดและสมัครใจ ซึ่งข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะจากเวทีเหล่านี้ จะส่งต่อไปตามความเหมาะสม อาจจะให้ รัฐบาล สนช. หรือ คสช. ก็ได้ ส่วนรูปแบบเวทีจะเป็นแบบไหนอย่างไรนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะต้องดูเรื่องงบประมาณ ที่ให้มีการประหยัด สถานที่ ที่สำคัญแต่ละเวทีต้องทำงานสอดรับกันไม่ซ้ำซ้อน นอกจากนี้ หากบุคคลกลุ่มอื่นๆที่ต้องการจะสร้างเวทีอะไรขึ้นมาเป็นคู่ขนานก็ไม่ขัดข้อง แต่ขอให้ระมัดระวัง อย่าให้ขัดกับกฎอัยการศึก
ทปอ.ปฏิรูปเสนอเขียนกรอบนายกฯลาออกให้ชัด
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการประชุมของคณะทำงานการปฏิรูปด้านการเมือง ตามมติของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานคณะทำงาน เป็นรอบที่ 3 โดยการประชุมดังกล่าว นายบุญสม อัครธรรมกุล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำหน้าที่ประธานนำการประชุม และระดมความคิดเห็นร่วมกับคณาจารย์จากสถาบันต่างๆ รวม 6 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในที่ประชุมได้หารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าสู่อำนาจของพรรคและนักการเมือง โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ คือ นายกิตติพงษ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าการปฏิรูปการเมือง ควรนำบทเรียนการเมืองในอดีตมาพิจารณาด้วย ดังนั้นในหลักการนำเสนอแนวทางต้องชัดเจนในกฎหมาย อาทิ การรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี, การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี, อำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อประเด็นต่างๆ, คุณสมบัติรัฐมนตรีต้องห้ามกำหนดชัดเจนว่าบุคลที่ศาลตัดสินความผิดแม้จะอยู่ระหว่างรอลงอาญา หมดคุณสมบัติดำรงคำแหน่ง เป็นต้น
นอกจากนั้นในระบบเลือกตั้งควรกำหนดเป็นกฎหมายที่ชัดเจน เช่น ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งส.ส. ต้องมีคะแนนเสียงเท่าไร ไม่ใช่ผู้สมัครได้คะแนนหลักร้อย หรือหลักพัน สามารถเป็นส.ส.ได้ ส่วนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ควรแยกบัญชีเป็น 8 กลุ่ม เหมือนกับระบบเลือกตั้งในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ตัวแทนที่เข้ามาทำหน้าที่สะท้อนมุมมองของภูมิภาค, ในอนาคตหากใช้วิธีเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ควรกำหนดเป็นข้อปฏิบัติว่า ผู้ชิงตำแหน่งต้องขึ้นเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศกับผู้ชิงตำแหน่งนายกฯ อื่นด้วยเพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลตัดสินใจเลือก
ด้านน.ส.นงเยาว์ เนาวรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์พหุวัฒนธรรม และนโยบายการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เสนอว่า รูปแบบของพรรคการเมืองต้องเปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาส และเพศหญิงมีส่วนร่วม ทั้งในรูปแบบสมาชิก, ส.ส. และกรรมการบริหาร รวมถึงพรรคการเมืองต้องกำหนดนโยบายที่มีกติกาชัดเจนในการสร้างศักยภาพของประชาชนที่ขาดโอกาส เป็นต้น
ขณะที่นายบุญสม กล่าวว่าในวันที่ 20 ต.ค. ทปอ. นัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อเสนอปฏิรูปด้านต่างๆ รอบแรก ดังนั้นการหารือของคณะทำงานด้านปฏิรูปการเมือง จำเป็นต้องมีข้อเสนอที่ชัดเจนในร่างข้อเสนอแรกเพราะจะเปิดพื้นที่ให้สมาชิก ทปอ. แสดงความเห็นด้วย เบื้องต้นตนจะหารือนอกรอบกับนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตย์พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม



