ข่าว

เอฟบีไอกระชากหน้ากาก‘จอห์น’ได้อย่างไร

เอฟบีไอกระชากหน้ากาก‘จอห์น’ได้อย่างไร

04 ต.ค. 2557

เวิลด์วาไรตี้ : เอฟบีไอกระชากหน้ากาก ‘จอห์น’ ได้อย่างไร

�
� � � � � � � � �ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักรบกลุ่มสุดโต่งไอเอส ประกาศความโหดเหี้ยมเหนือคำบรรยายผ่านช่องทางสื่ออินเทอร์เน็ตในยุคใหม่ ที่เชื่อมคนทั้งโลกเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านคลิปวิดีโอการฆ่าตัดคอตัวประกันชาวอเมริกัน อังกฤษ และยังมีตัวประกันชาวฝรั่งเศสอีกคนในแอลจีเรียที่ชะตากรรมแขวนบนเส้นด้าย หากรัฐบาลแดนน้ำหอมไม่ยอมถอนตัวจากการเป็นส่วนหนึ่งในกองกำลังพันธมิตรของสหรัฐในการถล่มไอเอสทางอากาศ
�
� � � � � � � � �ทุกครั้งที่มีการฆ่าตัดคอ ไอเอสจะบันทึกวิดีโอไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน ทั้งถ้อยคำสุดท้ายของตัวประกัน และการประกาศศักดาของเพชฌฆาตที่ลงมีดสังหารเหยื่ออย่างช้าๆ และเลือดเย็น ซึ่งในจำนวนเพชฌฆาตในชุดไอ้โม่งดำคนหนึ่งนั้น เป็นที่สังเกตของหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศตะวันตกอย่างมาก เนื่องจากชายผู้นี้พูดภาษาอังกฤษด้วยสำเนียงแบบคนอังกฤษ หรือผู้ที่เคยศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษมานานพอสมควรจนซึมซับลีลาการพูดแบบผู้ดีอังกฤษ จนมีการตั้งชื่อเรียกขานชายลึกลับผู้นี้ว่า "จิฮัด จอห์น" เลียนแบบการเรียกผู้ที่ไร้หลักฐานแสดงตัวตนหรือไม่สามารถแสดงตัวตนในคดีต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายในสหรัฐอเมริกาจะเรียกว่า "จอห์น โด" นั่นเอง
�
� � � � � � � � �อังกฤษและสหรัฐเร่งสืบจาก "เสียง" ของจิฮัด จอห์น เพื่อติดตามจับกุมชายลึกลับที่ซ่อนตัวตนอยู่ใต้ผ้าคลุมสีดำมาดำเนินคดีหลังสังหารนายเดวิด เฮนส์ ชาวอังกฤษอายุ 44 ปี เจ้าหน้าที่องค์กรให้ความช่วยเหลือ "Acted" ที่ถูกลักพาตัวในประเทศซีเรียเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วและนักข่าวชาวอเมริกันอีกสองรายก่อนหน้า
�
� � � � � � � � �เสียงและสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ของจิฮัด จอห์น นี่เองที่ทำให้ชายลึกลับผู้นี้ถูกกระชากหน้ากากได้แล้ว เนื่องจากหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวน อย่าง สำนักงานสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) แห่งสหรัฐอเมริกา นำเอาเสียงของจิฮัด จอห์น มาวิเคราะห์หารูปแบบเฉพาะของเนื้อเสียง เพื่อนำมาเทียบกับเสียงที่อยู่ในฐานข้อมูลของเอฟบีไอ ที่ได้ชื่อว่ามีจำนวนข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก
�
� � � � � � � � �ต่อเรื่องดังกล่าว นายเต้อ เหลียง หวัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกเครือข่ายประสาทเพื่อการวิเคราะห์เสียงแห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา อธิบายไว้ว่า การระบุตัวตนด้วยเสียงนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เพิ่งมีการสร้างกันขึ้นมา และแตกต่างไปจากระบบการจดจำเสียงและถ้อยคำในโทรศัพท์มือถือที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่าง "สิริ" (Siri) หรือในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ทางฝั่งกูเกิล เพราะระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้วิเคราะห์รูปแบบของเสียงที่ใช้ในการสืบสวนจะสร้างรูปแบบของคลื่นเสียงได้ละเอียดมาก มากกว่าที่ประสาทการรับฟังของมนุษย์จะเข้าใจ และสามารถนำรูปแบบของเสียงที่เป็นอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลบนโลกใบนี้ ไปเทียบกับฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้
�
� � � � � � � � �ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็เปรียบได้กับการเทียบรอยนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยเข้ากับลายนิ้วมือที่อยู่ในประวัติอาชญากรรมของตำรวจนั่นเอง
�
� � � � � � � � �นายหวัง ยังอธิบายด้วยว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์เสียงนั้น แซงหน้าหูของมนุษย์ไปแล้วหลายเท่า แต่ยังต้องเผชิญกับความจริงที่เป็นอุปสรรคสำคัญของคอมพิวเตอร์ในการวิเคราะห์เสียง นั่นคือ เสียงแทรกจากรอบข้าง อุปกรณ์บันทึกเสียงที่ด้อยคุณภาพ และการปรับโทนเสียงสูง-ต่ำ ทำให้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์เสียงสับสน นอกจากนั้น ยังมีการแปลงเสียงผ่านอุปกรณ์แปลงเสียงที่ยังเอาชนะคอมพิวเตอร์ได้ในบางครั้ง ซึ่งหมายถึงระบบการจำแนกเสียงของทางการยังต้องพัฒนาต่อเนื่องไปอีกมาก
�
� � � � � � � � �แต่ในกรณีของ จิฮัด จอห์น นั้นเอฟบีไอ ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์เสียงและหาตัวตนที่แท้จริง เพื่อกระชากไอ้โม่งออกมาสู่โลกแห่งความจริงนั้น ยังต้องพึ่งพาฐานข้อมูลที่ได้จากการดักฟังการสื่อสารโดยสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ที่ "ดัก" และ "ฟัง" การสนทนาของชาวอเมริกัน และเป้าหมายอื่นๆ ในโลกใบนี้ เรียกว่าต้องทำงานประสานกัน เพื่อแปลง "เสียง" ให้เป็นหลักฐานมัดตัว จิฮัด จอห์น ให้จงได้
�
� � � � � � � � �สำหรับการล่าตัวมาลงโทษนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
�
�
�
�
�