
คลองมะเดื่อ....ในบาดแผลจากออฟโรด
คลองมะเดื่อ....ในบาดแผลจากออฟโรด : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน
คงเป็นเรื่องชวนสนุกตื่นเต้นเร้าใจท้าทายอย่างที่สุด ถ้าหากคุณคือ นักขับ "ออฟโรค" ผู้กำลังบังคับม้าพยศฝูงใหญ่อยู่หลังพวงมาลัยที่โยกย้ายส่ายสะบัดเหนือลำธารที่พื้นด้านล่างปูไว้ด้วยโขดหิน และก้อนกรวดแน่นหนัก อันธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นเพื่อทุกๆ ชีวิต ณ คลองมะเดื่อ ต้นน้ำนครนายก
แต่คงเป็นเรื่องแย่ๆ ชวนระทมขมขื่นใจอย่างที่สุดเช่นกัน ถ้าหากคุณคือ ชาวบ้านตาดำๆ ที่ต้องอาศัยประโยชน์จากลำธารแห่งนี้มานานแสนนาน ทั้งดื่มกิน ซักล้าง เพื่องานเพาะปลูก ทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์และอยู่อาศัยของสัตว์น้ำ ครึ่งบกครึ่งน้ำ หลากหลายชนิด อันเป็นแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตสองฝั่ง
ต้นธารคลองมะเดื่อคือน้ำตกในชื่อเดียวกัน สายน้ำใสไหลลงสู่น้ำตกวังตะไคร้ ผ่านลำน้ำจากคลองมะเดื่อ ไหลรวมกับลำน้ำสายต่างๆ เป็น "ลุ่มน้ำนครนายก" ซึ่งต้นน้ำอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
ชื่อของ "คลองมะเดื่อ" ที่ตัดผ่านบ้านดงหมู่ 1 ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ถูกกล่าวขานผ่านโลกออนไลน์จนเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง ในฐานะที่ถูกใช้เป็นสนามประลองแรงบิดผ่านแรงขับเคลื่อน 4 ล้อที่ห้อตะกุยแหวกสายน้ำไปข้างหน้า
ขณะในทางกลับกัน "คลองมะเดื่อ" ยังเป็นดั่งสนามประลองสองสำนึก ระหว่างคุณธรรมกับความคึกคะนองปราศจากความรับผิดชอบ เมื่อเรื่องราวเหล่านี้ถูกผีแต่ผ่านโซเชียลมีเดีย
30 กันยายน ที่ผ่านมา คณะทำงานของ จ.นครนายก ที่มีตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน เห็นชอบให้ใช้มาตรการปิดกั้นพื้นที่ ตั้งด่านตรวจบริเวณทางหลวง ไม่ให้รถยนต์ขับเคลื่อนแบบยกสูง 4 ล้อ หรือออฟโรด เข้ามาโดยเด็ดขาด ซึ่งเป็นรูปแบบการควบคุมพื้นที่ซึ่งเคยใช้ใน จ.กาญจนบุรี มาแล้ว
ทำไมจู่ๆ วันดี คืนร้าย คลองมะเดื่อ จึงตกเป็นเหยื่อให้คนแปลกหน้านอกพื้นที่บุกเขามากระทำย่ำยีได้
ในปี 2548 คลองมะเดื่อ ถูกค้นพบว่าเป็นพื้นที่เหมาะสำหรับการขับขี่รถยนต์เข้าไปท่องเที่ยวแบบสัมผัสธรรมชาติ โดยนักขับออฟโรดกลุ่มหนึ่ง ที่มีอดีตนายตำรวจผู้มีรสนิยมการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เป็นผู้นำทีมเข้าไปพบพื้นที่ จากนั้นจึงเล่าสู่กันปากต่อปากในแวดวงผู้ถวิลหาธรรมชาติแบบแคมปิ้ง
คลองมะเดื่อ ลำธารขนาดใหญ่ในป่าชั้น 1 เขตรอยต่อก่อนเข้าสู่ผืนป่าดงดิบอันหนาทึบ มากด้วยเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างน้ำใสๆ แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ เช่น ปูหิน และกบภูเขา แต่ความสวยงามของลำธารแห่งนี้ได้ชักนำภัยมาสู่ตัว เพราะตรงกับความต้องการของนักขับเคลื่อน 4 ล้อ ผู้นิยมธรรมชาติแบบป่าเขา
ขึ้นชื่อว่า เล่น "ออฟโรด" แน่นอนว่า พวกเขาย่อมกระเป๋าหนักเป็นธรรมดา แต่สิ่งที่ตามมาก็คือความปรารถนาอยากได้ไม่รู้จบ
เงินทองที่พวกเขาโปรยหว่าน ในเวลาต่อมานั้นออกดอกผลเป็นเรือนพักรับรองพวกพ้อง และรีสอร์ท บนที่ดินที่ยังไม่ชัดเจนนักว่า มีเอกสารสิทธิถูกต้องหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่ทำกินของชาวบ้านก็หดหายไปพร้อมๆ กับของแลกเปลี่ยนที่ได้รับมา
กิจกรรมแคมปิ้งแอบอิงธรรมชาติเฟื่องฟูอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านอิงป่าแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่ชื่นชอบธรรมชาติต้องการไปพักผ่อนอย่างแท้จริง กับกลุ่มที่ต้องการใช้เป็นพื้นที่ทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ
เมื่อบรรดานักท่องเที่ยวประเภทออฟโรดพากันยกทัพหลวงมายังคลองมะเดื่อ โดยไม่เคารพธรรมชาติ ปัญหาที่ตามมาก็คือ การขับรถด้วยความเร็ว หลายครั้งเกิดอุบัติเหตุกับชาวบ้านและสัตว์เลี้ยง แต่ที่เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ การใช้ลำธารคลองมะเดื่อ เป็นสนามประลองกำลังเครื่องยนต์และฝีมือในการขับขี่
"กลุ่มรถพวกนี้จะมาแข่งขันกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ทุกครั้งที่แข่งขัน น้ำในลำธารจะเกิดตะกอนขุ่นขึ้นมาเป็นระยะทางที่ค่อนข้างยาว ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีน้ำประปา ต้องอาศัยน้ำในลำธารเป็นหลัก เมื่อสภาพน้ำขุ่นเช่นนี้ ก็สร้างความเดือดร้อน ไม่สามารถน้ำมาใช้ได้จนกว่าน้ำจะตกตะกอน ซึ่งก็จะกินเวลา 2 วัน ในขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วไปที่อยากจะมาเล่นน้ำในคลองมะเดื่อ เมื่อพบว่าน้ำขุ่น ก็พากันยกเลิกที่จะเข้ามาท่องเที่ยว" พร กาลิก เจ้าของสวนลุงพร กล่าว
ในอีกด้านหนึ่งของความพยายามแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินของราษฎรในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณคลองมะเดื่อ ที่ได้เปลี่ยนมือและบุกรุกพื้นที่เพิ่มดังกล่าวมาก็ถือว่ามีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นผู้ดูแลพื้นที่ดังกล่าวเข้าไปจัดการปัญหาในพื้นที่แบบบูรณาการ อันคาบเกี่ยวไปถึงปัญหาเข้าไปทำประโยชน์ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และการนำรถออฟโรดเข้าไปแข่งขันในลำน้ำ ทั้งนี้จะได้ตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของบรรดารีสอร์ทที่ตั้งอยู่ในคลองมะเดื่อว่า ได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ หากพบว่าไม่ถูกต้องก็จะยึดคืนให้กลับมาเป็นสมบัติของชาติต่อไป
บุญชัย อโนดาษ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สาริกา เห็นด้วยกับมาตรการปิดพื้นที่บริเวณที่เกิดปัญหา เพราะกลุ่มที่ขับรถออฟโรดมีหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็ไม่สามารถควบคุมกันเองได้ ทำให้เกิดปัญหากับคลองมะเดื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขยะ หรือการทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ เท่าที่ทราบมา คือจะปิดเฉพาะในส่วนที่จะเข้าไปในเขตต้นน้ำของอุทยานจุดที่เกิดปัญหา
"ที่ผ่านมาชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากกลุ่มออฟโรดบางคน บางกลุ่ม ก็กินเหล้าเมาในเวลากลางคืนแล้วมีการยิงปืนขึ้นฟ้า จนชาวบ้านหวาดกลัว หากจำกัดพื้นที่ได้จริงก็จะทำให้ชาวบ้านทั่วไปมีความปลอดภัยมากขึ้น"
บุญชัย เชื่อว่า มาตรการที่ออกมานี้ คงจะไม่ทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง แต่กลับจะเพิ่มขึ้นเพราะนอกจากข่าวทำให้คนรู้จักมากขึ้นแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครมาทำลายสภาพน้ำในคลองอีกแล้ว นักท่องเที่ยวปกติทั่วไปก็จะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม ลำธารที่ใสสะอาด โดยไม่ต้องมีใครมารบกวนให้น้ำขุ่น
แต่ วิชาญ สาริกา ชาวบ้าน ต.สาริกา กลับไม่เห็นด้วยกับมาตรการห้ามรถออฟโรดเข้าพื้นที่ เพราะจะทำให้ชาวบ้านขาดรายได้
วิชาญ เห็นว่า เรื่องนี้ควรแยกแยะระหว่างผิด-ถูก ไม่ใช่เหวี่ยงแห "กลุ่มออฟโรดก็เป็นกลุ่มที่เข้ามาบุกเบิกทำให้คนทั่วไปรู้จักคลองมะเดื่อ อยากให้ทางการเข้มงวดเรื่องการลงไปแข่งรถในลำธารมากกว่า เพราะกลุ่มออฟโรดมีหลายกลุ่ม หากเข้ามาแล้วมาพักผ่อน แคมปิ้ง ชมธรรมชาติ ชาวบ้านก็ไม่มีใครว่า ขออย่างเดียวอย่ามาแข่งรถในลำน้ำอย่างที่ผ่านมาเท่านั้น"
ชัยรัตน์ หินทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.นครนายก กล่าวว่า แนวทางที่จะเข้าไปดูแลพื้นที่คลองมะเดื่อนับจากนี้ก็คือการปิดพื้นที่ไม่อนุญาตให้รถขับเคลื่อน 4 ล้อเข้าไป ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์ใด
ชัยรัตน์ ย้ำกฎเหล็กว่า นับจากนี้รถยนต์ออฟโรดจะเข้าพื้นที่คลองมะเดื่อไม่ได้ ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ ส่วนรถยนต์อื่นๆ สามารถเดินทางได้ตามปกติ
เป็นการเริ่มต้นจัดการกับปัญหาพร้อมกันไปทั้ง 2 ด้าน
ผืนดินริมป่านี้ใครครอง?
สำหรับความเป็นมาของชาวบ้านชุมชนคลองมะเดื่อนั้น ในอดีตมีผู้เข้าไปจับจองที่ดินเพื่อทำกินอยู่บ้าง กระทั่งในปี 2508 ที่เป็นการเริ่มต้นเข้าไปทำประโยชน์อย่างแท้จริง เมื่อมีชาวญี่ปุ่นเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านซึ่งบางแปลงมีเอกสารสิทธิ และบางแปลงก็ไม่มีเอกสารสิทธิ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการนำไปทำสนามกอล์ฟ จนสามารถรวบรวมแปลงพื้นที่ได้ทั้งหมดกว่า 300 ไร่ ในปี 2514
ต่อมากิจการสนามกอล์ฟไม่ประสบความสำเร็จ จึงหันเหไปสู่การทำไร่กาแฟ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน จึงถูกเปลี่ยนการทำประโยชน์ไปสู่การทำฟาร์มเลี้ยงวัว และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวเพื่อส่งออก ผู้ลงทุนชาวญี่ปุ่นได้ร่วมทุนกับนักลงทุนไทย จัดตั้งบริษัทขึ้นมากว้านซื้อที่จากชาวบ้านจนได้เนื้อที่เพิ่มขึ้นรวม 600 ไร่
ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่คลอง 1 คลอง 2 คลอง 3 ของลำน้ำ ไปจนติดกับเนินเขาในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่โครงการถูกต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งอยู่ท้ายน้ำ จนมีคำสั่งจากทางราชการห้ามทำฟาร์มและโรงงานอย่างเด็ดขาด ขณะที่กิจการไร่กาแฟ ที่เป็นฐานเดิมของผู้ลงทุนชาวญี่ปุ่นไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ในปี 2540 ประสบภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง จนนักลงทุนญี่ปุ่นรายนี้ไม่สามารถจะสานต่อการทำประโยชน์ได้อีกต่อไป
ประกอบกับภาระหนี้สินของบริษัทมีเป็นจำนวนมาก จนถูกฟ้องล้มละลาย ทำให้ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ท้ายที่สุดที่ดินในบริเวณนี้ก็ตกอยู่ในสภาพไม่มีผู้ทำประโยชน์ ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่เคยขายที่ดินให้นักลงทุนชาวญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ ได้กลับเข้าไปจับจองพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้ง
---------------------------------------------
(หมายเหตุ : คลองมะเดื่อ....ในบาดแผลจากออฟโรด : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)



