ข่าว

สื่อสหรัฐหนุนวัยเกษียณใช้ชีวิตที่ไทย-ฟิลิปปินส์

สื่อสหรัฐหนุนวัยเกษียณใช้ชีวิตที่ไทย-ฟิลิปปินส์

01 ต.ค. 2557

ผลจัดอันดับล่าสุดยกนอร์เวย์เป็นประเทศยอดเยี่ยมสำหรับผู้สูงวัย ญี่ปุ่นเป็นเอเชียเดียวในท็อป 10 ไทยอันดับ 36 สื่อสหรัฐหนุนวัยเกษียณใช้ชีวิตที่ไทย-ฟิลิปปินส์

                 1ต.ค. ดัชนี โกลบอล เอจวอทช์ ซึ่งจัดอันดับสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของผู้สูงวัยใน 96 ประเทศครอบคลุมประชากรโลกอายุ 60 ปีขึ้นไป ร้อยละ 91% ยกนอร์เวย์เป็นประเทศอันดับหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงวัย ขณะอัฟกานิสถานติดอันดับท้ายสุด ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 36 

                 เฮล์ปเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรการกุศลที่จัดทำดัชนีนี้ระบุในรายงาน ซึ่งเผยแพร่ในวันผู้สูงวัยสากลแห่งสหประชาชาติ ว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับชีวิตของผู้สูงวัยได้ แต่จำเป็นต้องมีนโยบายที่ตรงจุดในการรับมือ อาทิ นโยบายประกันรายได้ในเม็กซิโก (อันดับ 30) ช่วยให้ขยับขึ้น 26 อันดับรวดจากปีที่แล้ว ทั้งที่ร่ำรวยน้อยกว่าตุรกีที่อยู่ในอันดับ 77

                 สำหรับ 10 อันดับแรก ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ สหรัฐ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์

                 ส่วน 10 อันดับล่างสุด ได้แก่ อิรัก แซมเบีย อูกันดา จอร์แดน ปากีสถาน แทนซาเนีย มาลาวี เวสต์แบงก์และกาซา โมซัมบิก และอัฟกานิสถาน

                 การจัดอันดับพิจารณาจากตัวบ่งชี้ 13 ข้อที่แบ่งออกได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ ความมั่นคงทางรายได้ สถานะทางสาธารณสุข ขีดความสามารถด้านการจ้างงานและการศึกษา และสภาพแวดล้อม ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยทางกายภาพ

                 นายโทบี พอร์เตอร์ หัวหน้าเฮล์ปเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า กฎหมายประกันสังคมพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกรัฐบาล เนื่องจากประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านคน ภายในปี ค.ศ.2050 ซึ่งจะมีจำนวนพอๆ กับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี

                 ในประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 1ใน 5 เท่านั้นที่ได้รับบำนาญ ขณะประชากรกลุ่มอายุเดียวกันในอีกราวครึ่งหนึ่งทั่วโลกไม่มีบำนาญ รายงานชื่นชมการจัดตั้งกองทุนแบบใหม่ที่มาจากภาษีและไม่ได้หักจากรายได้ ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษ ที่ช่วยให้คนยากจนที่สุดมีรายได้ประจำ อย่างอเมริกาใต้ ระบบประกันสังคมที่ขยายการคุ้มครองออกไปมากช่วยให้ประเทศเหล่านี้อันดับดีขึ้น และนโยบายนี้กำลังเป็นแนวโน้มทั่วโลก ดังที่เห็นในจีน ที่เริ่มนำระบบประกันสังคมในชนบทมาใช้ในปี 2552 ครอบคลุมประชากรกว่า 133 ล้านคน เนปาลและประเทศไทยก็อยู่ในแนวโน้มเดียวกัน

 

สื่อสหรัฐหนุนวัยเกษียณใช้ชีวิตที่ไทย-ฟิลิปปินส์


                 ทั้งนี้สื่อสหรัฐลงบทความชี้ชวนให้คนวัยเกษียณหันไปใช้ชีวิตในบั้นปลายที่ประเทศไทยและฟิลิปปินส์โดยระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ชื่อว่าเป็นภูมิภาคที่สวยงามอย่างน่าทึ่งและหลากหลาย ที่กลายเป็นที่ต้องตาต้องใจชาวตะวันตกที่ต้องการเดินทางมาใช้ชีวิตหลังเกษียณมากขึ้นเรื่อยๆ และความน่าสนใจที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับชาวต่างชาติวัยเกษียณ คือ ค่าครองชีพ หลายประเทศในภูมิภาคนี้ ได้ชื่อว่า มีค่าครองชีพถูกที่สุดในโลก เงินที่้ใช้จ่ายในไปส่วนนี้ของโลกจะมีมูลค่ามากกว่าที่ใช้จ่ายในสหรัฐหรือประเทศตะวันตกอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มาตรฐานความเป็นอยู่จะต่ำตามค่าครองชีพถูก

                 ทั้งนี้บทความในยูเอสนิวส์ ระบุว่า ความเป็นไปได้ที่จะไปลงหลักปักฐานเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายกว่าที่ใดในโลก ตัวอย่างเช่น การอยู่ในสหรัฐอาจต้องเสียเงินอย่างน้อยเดือนละ 50 ดอลล่าร์ เป็นค่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแต่ถ้าอยู่ในฟิลิปปินส์ ค่าอินเตอร์เน็ตเพียงเดือนละ 12 ดอลล่าร์เท่านั้น และความเร็วก็ไม่ได้แพ้ในสหรัฐด้วย ส่วนที่ประเทศไทยกับมาเลเซีย ค่าอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอยู่ที่ 18 ดอลล่าร์ต่อเดือน

                 การใช้ชีวิตอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถหยัดได้ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ค่าเช่าที่พัก, ค่าโทรศัพท์, ค่าแก๊สหุงต้มและของชำต่างๆ // เกือบทั่วภูมิภาค ไปหาหมอแต่และครั้งเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20 ดอลล่าร์ แต่การดูแลเหนือกว่าที่คาดคิดเอาไว้มาก มีแพทย์ที่พูดภาษาอังกฤษได้จบการศึกษาจากยุโรป, ออสเตรเลียและอเมริกาเหนือ พวกเขาทำงานในสำนักงานที่ถูกสุขอนามัยด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย และสามารถเข้ากันได้กับโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองว่าทันสมัยในระดับสากล ประเทศไทยกับมาเลเซีย ต่างติดอยู่ในท็อปไฟว์ของประเทศที่้ได้ชื่อว่าเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (medical tourism) ของโลก

                 ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายในภูมิภาค และยังเป็นภาษาอย่างเป็นทางการของฟิลิปปินส์และในหลายพื้นที่ของมาเลเซีย ประชาชนส่วนใหญ่ในสองประเทศนี้ ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และภาษาอังกฤษก็ถูกกำหนดให้เป็นวิชาบังคับที่สอนกันตามโรงเรียนในทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในย่านเมืองใหญ่และเมืองเล็กจำนวนมาก ก็มีคนพูดภาษาอังกฤษได้โดยไม่ค่อยมีปัญหาในด้านการสื่อสาร

                 การหันไปใช้ชีวิตอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้กลายเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของชาวตะวันตกวัยเกษียณ มีหลายประเทศที่เสนอโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับคนวัยเกษียณด้วยไมตรีจิตและยอมรับได้ อันเป็นการขานรับโครงการพิเศษสำหรับคนเกษียณที่ชื่อว่า "เพนชั่นนาโดโปรแกรม" (Pensionado Program) ที่เป็นการออกวีซ่าตลอดชีวิตสำหรับผู้เกษียณไปใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศละตินอเมริกา บางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เสนอโครงการใหม่ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยววัยเกษียณโดยตรง ที่กำลังมองหาที่พำนักอย่างถูกกฎหมายในระยะยาวหลังเกษียณ นอกจากนี้ ยังมีหลายประเทศที่ยกเลิกการเก็บเงินยิบย่อยรายเดือนสำหรับผู้ที่ต้อง
การเข้าไปพำนักระยะยาวหรือถาวร ถ้าเอาเงินไปเปิดบัญชีเงินฝากประจำกับธนาคารท้องถิ่น

                 ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ ต่างดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยโครงการให้วีซ่าเข้าประเทศแสนถูกและผลประโยชน์อย่างมากมาย ประเทศไทยมีชายหาดบางแห่งที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก มีภูเขาเขียวชอุ่มและป่า มีโครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่เป็นมิตรและต้อนรับชาวต่างชาติทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ชาวต่างชาติหลายพันคน เดินทางมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ในบริเวณสถานที่ตากอากาศชื่อก้องโลกเช่น เกาะสมุย, เกาะลันตาและภูเก็ต ในเมืองใหญ่ก็มี เช่น กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่และเชียงราย ส่วนเมืองขนาดเล็กกว่าก็มี เช่น หัวหิน, ชะอำและปาย และยากที่จะหาเมืองในประเทศไทย ที่แทบไม่มีชาวต่างชาติเข้าไปอยู่อาศัย

                 บทความของยูเอสนิวส์ ระบุด้วยว่า เคยเป็นไปได้ที่ชาวต่างชาติจะถือโอกาสพักอาศัยอย่างไม่มีกำหนดในประเทศไทยโดยใช้เพียงวีซ่านักท่องเที่ยว โดยคอยไปต่อวีซ่าในประเทศเพื่อนบ้านทุกเดือน แต่หลังจากมีการแก้กฎหมายเมื่อ 2-3 ปีก่อน ชาวต่างชาติที่ต้องการจะอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะต้องถือวีซ่าให้ถูกต้อง และประเทศไทยก็มีวีซ่าพักอาศัยให้เหลือหลายแบบ วีซ่าสำหรับคนเกษียณจะเรียกว่า O-A ซึ่งเป็นวีซ่าสำหรับการพักอาศัยระยะยาว และคนที่จะถือวีซ่าชนิดนี้ได้ จะต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไป และต้องไม่มีประวัติอาชญากร ผ่านการตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ มีใบรับรองสุขภาพและเงินในบัญชีเงินฝาก 8 แสนบาทในธนาคารในประเทศไทยอย่างน้อย 2 เดือน หรือสามารถพิสูจน์ได้ว่า มีรายได้จากบำนาญเดือนละอย่างน้อย 65,000 บาท

                 วีซ่า O-A มีอายุเพียงปีเดียว และสามารถต่ออายุได้ด้วยการนำสเตทเม้นท์ 3 เดือน ไปแสดงต่อแผนกตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิสูจน์สถานภาพทางการเงิน

                 ส่วนฟิลิปปินส์ ได้ชื่อว่า มีค่าครองชีพต่ำกว่าไทย ทำให้ชาวต่างชาติวัยเกษียณสามารถใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพด้วยเงินเพียง 1,000 ดอลล่าร์ต่อเดือน หรือน้อยกว่านั้น รวมทั้งการไปดินเนอร์นอกบ้าน หรือเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งการดินเนอร์อย่างหรูสำหรับสองคน ที่รวมทั้งเครื่องดื่ม จะมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 15 ดอลล่าร์ อีกทั้งผู้คนก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และยังเป็นมิตรอีกด้วย

                 ฟิลิปปินส์ยังเสนอโครงการพำนักเป็นการถาวรในประเทศที่ง่ายดายกว่าประเทศใดในภูมิภาคและโครงการนี้ก็ยังให้ผลประโยชน์มากกว่าประเทศอื่นอีกด้วย โดยยอมให้ชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศสามารถทำงานหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อได้รับอนุญาตให้ตั้งถิ่นฐานได้เป็นการถาวรก็สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้นานตราบเท่าที่ต้องการ และวีซ่าก็ไม่มีวันหมดอายุด้วย

                 นอกจากนี้ยังสามารถทำงานหรือประกอบธุรกิจของตัวเอง โครงการเพื่อชาวต่างชาติวัยเกษียณยังรวมถึงการยอมให้นำเข้าสินค้าในครัวเรือนมูลค่า 7,000 ดอลล่าร์ โดยไม่ต้องเสียภาษี, ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีการเดินทางที่สนามบิน และภาษีอื่นๆ เพื่อดึงดูดใจ และยังสามารถจะเดินทางออกหรือเข้าประเทศฟิลิปปินส์ได้เมื่อใดก็ด้เท่าที่ต้องการโดยไม่ต้องขอสถานภาพผู้พำนักอาศัยใหม่อีกด้วย

                 มีการให้วีซ่าพิเศษแก่ชาวต่างชาติวัยเกษียณถึง 4 ประเภท โดยเริ่มตั้งแต่ SRRV smile program ที่สามารถอยู่ในฟิลิปปินส์ได้นานตราบเท่าที่ต้องการ แต่มีข้อแม้ว่าต้องมีเงินฝากในธนาคารในท้องถิ่น 20,000 ดอลล่าร์ และรักษายอดเงินในบัญชีเอาไว้ตราบเท่าที่ยังพำนักอยู่ โดยคนที่จะวีซ่าประเภทนี้ คือคนที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยไม่จำเป็นว่าต้องมีรายได้ขั้นต่ำเท่าไหร่

                 นอกจากนี้ ยังมี SRRV classic visa program ที่ต้องมีเงินฝากในธนาคารท้องถิ่น 50,000 ดอลล่าร์หรือซื้อห้องชุดในคอนโดมีเนียมราคา 50,000 ดอลล่าร์ขึ้นไป และต้องมีอายุระหว่าง 35-49 ปี แต่ถ้าอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และต้องการจะทำธุรกิจด้วยเงินเพียง 10,000 ดอลล่าร์ ก็จะต้องมีเงินบำนาญเดือนละ 800 ดอลล่าร์ แต่ถ้าเป็นคู่สมรสจะต้องแสดงรายได้จากเงินบำนาญอย่างน้อยเดือนละ 1,000 ดอลล่าร์