
เงินทองต้องรู้ : 'หนึ่งคน' ไม่เท่ากัน
03 ต.ค. 2557
เงินทองต้องรู้ : 'หนึ่งคน' ไม่เท่ากัน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
โพสต์ข้อความใน ‘แฟนเพจ’ ไปเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนว่า “เพิ่งเจอกับผู้ฟังรายการท่านหนึ่ง เป็นคุณหมอที่ฟังรายการ (เงินทองต้องรู้) มานาน คุณหมอพูดติดตลก (แต่คงแฝงอะไรบางอย่าง) ว่า ฟังคุณขวัญชนกทีไรก็ ‘ดอลลาร์ คอสต์ เอเวอร์เรจ’ (หมายถึงการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ในจำนวนเงินลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือน) ตลอด”
เขียนต่อไปว่า “วันนั้นได้แต่หัวเราะ ไม่ได้อธิบายอะไรให้คุณหมอฟังว่า ทำไมถึงดอลลาร์ คอสต์ เอเวอร์เรจ เพราะปกติดิฉันไม่ถนัดให้คำปรึกษาใคร ทั้งเรื่องการลงทุน เรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว รวมถึงเรื่องความรัก แม้กระทั่งกับเพื่อนสนิท ถ้ามีปัญหาก็รับฟัง อาจจะแนะนำบ้าง แต่ก็แนะนำแบบถนอมตัวมาก เพราะดิฉันเชื่อว่า ถึงกรอบใหญ่ของปัญหาจะเหมือนกัน แต่รายละเอียดปลีกย่อย สภาวะแวดล้อมของแต่ละคนก็ล้วนต่างกันทั้งนั้น บางที นั่งฟังเป็นชั่วโมง สุดท้ายเราไม่ต้องทำอะไร เพราะระหว่างที่เขาพูดไป เขาก็แก้ปัญหาของตัวเองไปได้ จะมีใครรู้จักตัวเราดีเท่าตัวเราเอง…
และเพราะรู้จักตัวเอง และรู้สภาพแวดล้อมของตัวเอง ดิฉันถึงเลือกดอลลาร์ คอสต์ เอเวอร์เรจ เนื่องเพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้น ระหว่างปี ดิฉันจะไม่มีเงินเหลือสำหรับซื้อกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษีเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือย แต่หลายครั้งเราหาคำตอบไม่ได้หรอกค่ะว่า เงินหายไปไหน เรื่องทำบัญชีรับ-จ่ายที่รณรงค์ให้ทำกัน เอาจริงๆ ทำได้อาทิตย์เดียวหรือเดือนเดียวก็เก่งแล้ว (ใครทำได้ตลอด ก็อนุโมทนาด้วยนะคะ เพราะมันช่วยได้จริงๆ) เมื่อปัญหา คือ สิ้นปีไม่มีเงินลงทุน (ทั้งๆ ที่จำเป็นต้องลงทุน) การใช้วิธีดอลลาร์ คอสต์ เอเวอร์เรจ จึงดีที่สุดสำหรับตัวเอง ..
ดิฉันใช้วิธีนี้...เพียงเพราะต้องการสร้างวินัยทางการเงินให้ตัวเอง โดยที่ไม่เกี่ยวกับการเฉลี่ยต้นทุน (อันนั้นเป็นผลพลอยได้) ส่วนใครจะใช้วิธีไหน สุดท้าย ตัวเราเองนั่นแหละที่รู้ดีที่สุดว่า อะไรดีที่สุดสำหรับเรา เพราะบางทีโจทย์ไม่เหมือนกัน แต่ลอกข้อสอบกันทั้งห้อง อาจจะทำให้ใครหลายคนสอบตกได้นะคะ”
จุดมุ่งหมายจริงๆ แค่ต้องการบอกกล่าวว่า สุดท้ายแล้ว “โจทย์” ของแต่ละคนต่างคน วิธีคิดและวิธีทำก็ต่างกัน แม้ว่า คำตอบจะเป็นคำตอบเดียวกัน นั่นคือ การมีชีวิตในวัยเกษียณอย่างมีความสุข เป็น ‘สุขพร้อม’ จากความมั่นคงและมั่งคั่ง ซึ่ง ‘มั่งคั่ง’ หรือ ‘พอ-ไม่พอ’ ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากันอีกนั่นแหละ
เหลือบมองปฏิทินตั้งโต๊ะ วันที่ 3 ตุลาคม แปลว่า มีหลายคนที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณมาแล้ว 3 วัน หลังจากสิ้นสุดการทำงานอย่างยาวนานมาแล้วเกินครึ่งชีวิต หนึ่งในนั้น คือ ‘พี่แดง’ ผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ซึ่งที่ผ่านมา มีเหตุให้ต้องทำงานใกล้ชิดกัน และมีหลายเรื่องที่ได้เรียนรู้จาก ‘พี่แดง’ แต่พอขอสัมภาษณ์ บอกว่าอยากจะแบ่งปันให้คนอื่นบ้าง แม้จะเพียรขอหลายครั้ง แต่พี่แดงก็ปฏิเสธทุกครั้ง
คำปฏิเสธของ ‘พี่แดง’ คือ “แต่ละคนก็มีอะไรๆ มาไม่เท่ากัน เราไม่สามารถนำสิ่งที่เราทำไปบอกคนอื่นให้เขาทำตามได้ทั้งหมด และนอกจากหนึ่งคนจะมีติดตัวมาไม่เท่ากันแล้ว หนึ่งคนยังอยากมีไม่เท่ากันอีกด้วย”
พี่แดงเป็นผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ มีสามีเป็นวิศวกร ลูกสาวเป็นหมอ และลูกชายก็เป็นวิศวกรเหมือนพ่อ ก่อนจะเกษียณ พี่แดงใช้เงินเก็บซื้อที่ดินชานเมือง ตั้งใจปลูกผักทำสวน เผื่อว่าวันนี้สวนผักของพี่แดงงอกงาม จะได้แจกจ่ายให้ชาวบ้านแถวนั้นได้บ้าง เรื่องค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีสวัสดิการดูแลกันไปทั้งชีวิตที่เหลือ หนี้สินก็ไม่มี ลูกๆ ก็มั่นคง ก้าวหน้า เป็นปึกแผ่น
พี่แดงถึงได้ย้ำนักย้ำหนาว่า หนึ่งคนมีไม่เท่ากัน และอยากมีไม่เท่ากัน จะให้ทำเหมือนกันคงไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความพร้อมที่เกิดขึ้นในวัยเกษียณของพี่แดงนั้น เกิดขึ้นจากการวางแผน และเดินตามแผน เพราะไม่ใช่ว่าผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทุกคนจะปลอดหนี้ หรือวิศวกรทุกคนจะมีเงินเก็บสำหรับบั้นปลายชีวิต ถ้ากลับไปสู่จุดเริ่มต้น ก็ต้องพูดกันเรื่องรู้เก็บ รู้ออม และรู้ใช้ เหมือนเดิม
คนที่เตรียมมา ‘ไม่พร้อม’ ก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่คนที่เตรียมมาพร้อมแล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องจัดการอะไรเลย เพราะเงินทองมีได้ ก็หมดได้ไม่ต่างกัน ดังนั้น การบริหารเงินหลังเกษียณก็นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อย และคำแนะนำที่เป็นกลางๆ ที่ธนาคารกสิกรไทยบอกไว้สำหรับการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคล ก็คือ วิธีการบริหารเงินในวัยเกษียณ จะต้องเน้นความปลอดภัยของเงินต้นเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนรวมของการลงทุนก็ควรจะมากกว่าหรือเท่ากับเงินเฟ้อ เพื่อให้เราไม่สูญเสียอำนาจของการซื้อของเงินหลังเกษียณ
นอกจากนี้ ยังควรมีสภาพคล่องในการใช้จ่ายที่เพียงพอ โดยแนะนำว่าให้มีเงินสำรองชั้นแรกเก็บเอาไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่มีบัตรเอทีเอ็มหรือบัตรเดบิต เพื่อให้สามารถนำมาใช้จ่ายได้ทันที โดยสำรองไว้จำนวน 1-2 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำเดือน
จากนั้นก็สำรองชั้นที่สอง โดยควรจะมีเงินเก็บเอาไว้ในรูปกองทุนรวมตลาดเงิน ที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น (เผื่อเวลาการขายคืนไว้อย่างน้อย 1 วันถึงจะได้รับเงิน) หรือเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน รวมประมาณ 12 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน เผื่อเกิดเจ็บป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน หรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ก็ยังสามารถเดินเข้าไปเบิกเงินจากธนาคารได้ทันที
สำหรับเงินส่วนที่เหลือ บริการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลของธนาคารกสิกรไทยแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์ ตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตัวเอง และความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคล โดยสินทรัพย์ลงทุนในส่วนนี้จะมุ่งเน้นเป็นการลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสด ให้มีรายรับสม่ำเสมอ ซึ่งอาจมีการลงทุนในรูปแบบกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้นพื้นฐานดีที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอเอาไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับเงินปันผลด้วย
ส่วนเทคนิคที่เขาแนะนำไว้แบบต้องขีดเส้นใต้สำหรับคนวัยเกษียณ ก็คือ ควรสำรองเงินอย่างน้อย 12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนก่อนนำมาลงทุนเพิ่มผลตอบแทน และควรลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะกับระยะเวลาการใช้เงิน
จะก่อนเกษียณหรือหลังเกษียณ ก็ล้วนแต่ต้องทำเองทั้งนั้น
------------------------------
(เงินทองต้องรู้ : 'หนึ่งคน' ไม่เท่ากัน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



