ข่าว

‘นายกฯ’นั่งหัวโต๊ะถกครม.

‘นายกฯ’นั่งหัวโต๊ะถกครม.

01 ต.ค. 2557

‘ประยุทธ์’ นั่งหัวโต๊ะประชุมครม. ที่ทำเนียบฯ จับตาวาระตั้งเลขาฯสมช.แทน ‘ถวิล’ - มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 
                 1 ต.ค.57 เมื่อเวลา 08.50 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินลงจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ไปยังตึกสันติไมตรี เพื่อเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยในวันนี้พลเอกประยุทธ์ได้สวมเสื้อผ้าไหมแขนยาวสีเทาเข้าประชุมครม.โดยก่อนการประชุมไม่ให้สัมภาษณ์ใดใด ซึ่งนายกฯได้แต่เดินยิ้มทักทายสื่อมวลชนเท่านั้น
 
                 อย่างไรก็ตามในวันนี้พลเอกประยุทธ์ได้เปลี่ยนมาใช้รถเบ็นซ์เอสคลาส ทะเบียน ญค 1881 กทม. ซึ่งเป็นรถส่วนตัวมาทำงาน แทนรถเบ็นซ์ที่เป็นรถประจำตำแหน่งของผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ใช้งานมาในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. ขณะที่รัฐมนตรีคนอื่น อาทิ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็เปลี่ยนรถเช่นกัน โดยพลเอกประวิตรใช้รถประจำตำแหน่งของรองนายกรัฐมนตรีที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งเป็นรถเก๋งยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ 7
 
                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับวาระการประชุมที่น่าสนใจและคาดว่าจะมีการพิจารณาในวันนี้ เริ่มจากวาระการแต่งตั้งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แทนนายถวิล เปลี่ยนศรี ที่เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ดังนั้นในวันนี้จึงมีนายอนุสิษฐ คุณากร รองเลขาธิการสมช. ทำหน้าที่รักษาราชการแทนเลขาสมช. เข้าประชุมครม.และเสนอวาระดังกล่าวที่นายถวิลเป็นผู้ลงนามเสนอแต่งตั้งไว้แล้ว ซึ่งเป็นที่จับตามองว่าเลขาธิการสมช. คนใหม่จะเป็นใครระหว่างนายอนุสิษฐ หรือ นายพรชาต บุนนาค ซึ่งปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติทั้งคู่
 
                 ขณะที่วาระอื่น ๆ ที่น่าสนใจ กระทรวงวัฒนธรรมจะเสนอที่ประชุมพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 แทนตำแหน่งที่ว่างลง 3 ตำแหน่ง คือ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยและตำแหน่งรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมที่ยังว่างอยู่อีก 1 ตำแหน่ง และอีกวาระด้านเศรษฐกิจคือ หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเสนอที่ประชุมพิจารณาแพ็กเกจใหญ่กระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นมาตรการจากหลายส่วน ในการเร่งการลงทุน การบริโภค และการช่วยเหลือภาคเกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่
 
                 ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมเสนอใช้งบ 2 พันล้านบาท สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 2 เรื่อง คือ 1.การสร้างงานในชนบทในพื้นที่ที่ไม่มีน้ำ รองรับการปลูกข้าวนาปรัง และ 2.การปรับโครงสร้างจัดโซนนิ่งพืชบางชนิดให้สอดคล้องกับเขตเศรษฐกิจการเกษตร โดยจะเริ่มต้นกับยางพารา และข้าวก่อน
 
 
ชาวนาพิจิตรยื่นหนังสือ ‘นายกฯ’ ร่ำไห้!ทวงเงินจำนำข้าว
 
 
                 เมื่อเวลา 09.00 น. กลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดพิจิตร และนครสวรรค์ เดินทางมายื่นหนังสือต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายกฯ เร่งรัดการจ่ายเงินให้ชาวนาตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 ซึ่งจนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 11 เดือนชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าว ทำให้ได้รับความเดือดร้อนให้เกษตรกรทั้งค่าครองชีพ ค่าปุ๋ย ค่ายาค่าเช่านา จึงขอเร่งรัดอนุมัติจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน รวม 121 ราย จำนวนเงิน 20,646,007.01 บาท (ยี่สิบล้านหกแสนสี่หมื่นหกพันเต็ดบาทหนึ่งสตางค์)
 
                 ตลอดจนขอให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลดดอกเบี้ยให้เกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอีกทางหนึ่งด้วย โดยชาวนาจะรอคำตอบถึงวันที่ 15 ต.ค.นี้ หากยังไม่มีความชัดเจนจะปิดถนนประท้วงต่อไป  ทั้งนี้ช่วงที่ร้องเรียนตัวแทนชาวนาได้ร้องไห้ออกมาด้วย
 
 
พนักงานท้องถิ่น-ลูกจ้างชั่วคราว' บุกทำเนียบฯยื่นหนังสือ ร้องถูกเลิกจ้าง
 
 
                 วันเดียวกัน ที่ทำเนียบฯ เมื่อเวลา 09.25 น. ตัวแทนสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย (อปท.) นำโดยนายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมฯ และสหพันธ์พนักงานท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายก (สปน.) รัฐมนตรีเพื่อติดตามความคืบหน้าการร้องเรียนเรื่องพนักงานจ้างท้องถิ่น (ลูกจ้างชั่วคราว) ถูกเลิกจ้างที่มีจำนวนกว่า 2.4 แสนคน
 
                 โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทางลูกจ้างชั่วคราวต้องการรัฐบาลแก้ปัญหาในเรื่องนี้ โดยให้ระงับการยกเลิกสัญญาจ้างพนักงานจ้ลูกจ้างทั่วประเทศไว้ชั่วคราวและแต่งตั้งคณะทำงานที่มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งส่วนท้องถิ่นและผู้บริหารหารือกันเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาเนื่องจากแนวนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการปรับอัตราเงินเดือนและค่าจ้างให้แก่ข้าราชการเพิ่มขึ้นร้อยละ 8-10 โดยอ้างว่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับข้าราชการชั้นผู้น้อย แต่กลับมาส่งผลกับลูกจ้างชั่วคราวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากนโยบายดังกล่าวไม่ได้กำหนดจัดสรรเงินเพิ่มให้กับ อปท.เหมือนข้าราชการ ดังนั้นเมื่อรายรับของอปท.เท่าเดิม จึงต้องลดปัญหาด้วยกับปรับลดพนักงานจ้างเหมา ลูกจ้างชั่วคราวซึ่งอยู่ระดับล่างสุดของ อปท. โดยในวันที่ 1 ต.ค.จะมีผู้ถูกเลิกจ้างประมาณ 1 หมื่นราย จึงขอให้รัฐบาลแก้ปัญหาโดยด่วนเพื่อนคืนความสุขสู่ท้องถิ่น