
เคาะขึ้นราคา'แอลพีจีขนส่ง-เอ็นจีวี'รถตรึง!
กบง.มีมติขึ้นราคา"แอลพีจี-เอ็นจีวี" สะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น เคาะขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งกิโลละ 60 สตางค์ ส่วนเอ็นจีวีขึ้น 1 บาท เว้นรถโดยสารสาธารณะยังตรึงไว้เท่าเดิม
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ที่มีนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกแอลพีจีภาคขนส่ง และเอ็นจีวี มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2557 เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น และเพื่อไม่ให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบใช้แอลพีจีผิดประเภท โดยในส่วนของแอลพีจีภาคขนส่งได้ปรับเพิ่มขึ้น 0.60 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งเป็นการปรับขึ้นในส่วนของการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มจากเดิม 3.0374 บาท เป็น 3.6168 บาทต่อ กก.
ขณะที่ราคาขายปลีกเอ็นจีวีปรับขึ้น 1 บาทต่อกก. จาก 10.50 บาท เป็น 11.50 บาทต่อกก. โดยในส่วนของรถสาธารณะที่ใช้เอ็นจีวี ได้แก่ รถแท็กซี่ รถตุ๊กตุ๊ก รถตู้โดยสารสาธารณะ ทั้งรถร่วม ขสมก. และ บขส. ราคายังคงเดิมที่ 8.50 บาทต่อ กก. ส่วนราคาเอ็นจีวีจะมีการปรับขึ้น 1 บาทต่อ กก. ทุก 6 เดือนตามที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยมีข้อตกลงกันไว้หรือไม่นั้น จะต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง
นอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. ยังเห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร จากเดิมจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับดีเซล 1.70 บาทต่อลิตร ปรับเป็นจัดเก็บ 2.10 บาทต่อลิตร เนื่องจากค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันในส่วนของดีเซลอยู่ในระดับสูง แต่การปรับอัตราส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันครั้งนี้ จะไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลแต่อย่างใด
ด้านนายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี 1 บาท จะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งของรถบรรทุกปรับขึ้นทันที 5% แต่เบื้องต้นจะยังไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง เพราะไม่ต้องให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนและปัญหาของรถบรรทุกขณะนี้ไม่ใช่เรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเรื่องจำนวนสถานีบริการเอ็นจีวีที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจึงต้องการให้ ปตท. เพิ่มจำนวนสถานีบริการให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายในสิ้นปีนี้ แต่หาก ปตท. ไม่ขยายสถานีบริการภายในสิ้นปีนี้ ทางผู้ประกอบการรถบรรทุกก็จะขอขึ้นค่าขนส่งอีก 5%
ขณะที่ นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี จะกระทบต่อต้นทุนของรถแท็กซี่เพียงเล็กน้อย โดยยังอยู่ในกรอบการขอปรับขึ้นค่าโดยสารจากปัจจัยต้นทุนค่าครองชีพ 8-11% น้อยกว่าเดิมที่คาดว่าการปรับขึ้นราคาพลังงานอาจทำให้ต้องต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 20% เนื่องจากปัจจุบันรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิงจำนวน 6 หมื่นกว่าคัน ได้รับการอุดหนุนราคาจาก ปตท. เพิ่มเติมอีก 1 บาทตามราคาก๊าซเอ็นจีวีที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่วนรถแท็กซี่ที่ใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื่อเพลิงจำนวน 1 หมื่นกว่าคัน จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 30 บาทต่อวันเท่านั้น ซึ่งผู้ประกอบการยังพอแบกรับต้นทุนได้
นางสุจินดา เชิดชัย (เจ๊เกียว) นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์โดยสาร กล่าวว่า การขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรถโดยสาร เนื่องจากผู้ประกอบการที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวีและแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงเป็นผู้เดินรถทางสั้นระยะทางไม่เกิน 300 กิโลเมตร เช่น รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขณะที่ผู้ประกอบการรถโดยสารจะเดินรถทางไกลระยะทางมากกว่า 500 กิโลเมตร ซึ่งใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง



