
คำพิพากษาฆ่าข่มขืนบนรถไฟ
คำพิพากษาฆ่าข่มขืนบนรถไฟ
หมายเหตุ - เมื่อวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดหัวหิน ได้อ่านคำพิพากษาคดีฆาตกรรมและโยนศพเด็กหญิงวัย 13 ปี ลงจากโบกี้รถไฟตู้นอนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 โดยให้ประหารชีวิต นายวันชัย หรือเกมส์ แสงขาว อายุ 21 ปี พนักงานรถนอนประจำขบวนรถที่ 174 จำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี นายณัฐกรณ์ หรือหนึ่ง ชำนาญ อายุ 19 ปี พนักงานทำความสะอาดบนรถไฟขบวนเดียวกัน จำเลยที่ 2 ในข้อหาสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นศาล
คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1407/2557 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหัวหิน โจทก์ นางลักขณา ทองพัฒน์ โจทก์ร่วมนายวันชัย หรือเกมส์ แสงขาว จำเลยที่ 1 นายณัฐกรณ์ หรือหนึ่ง ชำนาญ จำเลยที่ 2
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 กระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ต่อจากนั้นจำเลยที่ 1 ฆ่าเด็กหญิงเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญา
ในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในยวดยานสาธารณะ จำเลยที่ 2 สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86, 91, 199, 277, 288, 289, 335 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานบุคคล และวัตถุพยานที่ตรวจพบหลังเกิดเหตุประกอบกันเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมที่หนักแน่น มั่นคง นับตั้งแต่การตรวจยึดแท็บเล็ตและโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ถูกลักไปขณะอยู่ในความครอบครองของผู้ตายจากนายภานุพงศ์ ต้นโพธิ์โต และนายนิรุตติ์ พุ่มเจริญ โดยนายภานุพงศ์ให้การในชั้นสอบสวนยืนยันว่า จำเลยที่ 1 นำแท็บเล็ตมาฝากขาย และนายนิรุตติ์เบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 นำโทรศัพท์เคลื่อนที่มาขาย ทั้งยังตรวจพบลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยที่ 1 ที่ด้านในกระจกหน้าต่างบริเวณที่นั่งของผู้ตาย ตรวจพบสารพันธุกรรมของจำเลยที่ 1 ที่กางเกงขาสั้นของผู้ตาย และสารพันธุกรรมของผู้ตายที่กางเกงชั้นในและเสื้อคลุมของจำเลยที่ 1 กับตรวจพบร่องรอยการกระทำชำเราที่อวัยวะเพศและทวารหนักของผู้ตาย ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามฟ้อง
ปัญหาว่ามีเหตุบรรเทาโทษหรือไม่ จำเลยที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 1 รับสารภาพเพราะสำนึกผิดและรับสารภาพกับเจ้าพนักงานตำรวจก่อนเจ้าพนักงานพบหลักฐานเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธต่อเจ้าพนักงานตำรวจตั้งแต่ต้นว่าไม่เกี่ยวข้องกับการหายตัวและการตายของผู้ตาย ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เบิกความขัดแย้งกับคำเบิกความของ พ.ต.ท.สาโรจน์ จอกโคกสูง สารวัตรสืบสวนกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี ประกอบได้ความเพิ่มเติมว่า เดิมจำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่าโยนแท็บเล็ตทิ้งเมื่อขบวนรถเร็วที่ 174 แล่นผ่านสถานีนครปฐมซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 นำไปฝากนายภานุพงค์ เพื่อนของจำเลย เมื่อนายภานุพงค์นำแท็บเล็ตไปมอบต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ จำเลยที่ 1 จึงให้การรับสารภาพเพิ่มเติม
ในประเด็นนี้ เป็นพฤติการณ์ส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยจำนนต่อพยานหลักฐาน หาใช่รับสารภาพเพราะสำนึกผิดไม่ ทั้งพยานวัตถุที่พบและได้มาเป็นหลักฐานเกิดจากการค้นหาของเจ้าพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย และจากการสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจ ส่วนการค้นหาศพผู้ตายก็เกิดจากความร่วมมือของเจ้าหน้าที่มูลนิธิสว่างแผ่ไพศาลธรรมสถานกับญาติของผู้ตาย โดยเฉพาะญาติผู้ตายดำเนินการติดตามค้นหาตั้งแต่ต้นตลอดมา ไม่ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งเป็นพยานบุคคล พยานวัตถุและพยานแวดล้อมโดยอาศัยคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ประกอบกับชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดเพียงคนเดียว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ช่วยเหลือจำเลยที่ 1 ทำให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 ต้องรับโทษด้วย
คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ในกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 1 ถือโอกาสที่ตนเองมีหน้าที่ช่วยเหลือดูแลอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร อาศัยโอกาสขณะปฏิบัติงานบนขบวนรถไฟข่มขืนกระทำชำเราและฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีที่นอนหลับอยู่ ขณะที่มีผู้โดยสารอื่นๆ และญาติผู้ตายนอนหลับอยู่ใกล้ๆ จากนั้นโยนศพผู้ตายออกจากหน้าต่างขบวนรถเพื่อปกปิดการตาย ลักษณะของการกระทำความผิดจึงเป็นไปโดยอุกอาจไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง สมควรลงโทษในสถานหนัก
ในส่วนจำเลยที่ 2 ได้ความตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า ระหว่างรถไฟแล่นจากสถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์จนถึงสถานีวังก์พง มีข้อบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 2 อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากที่สุด ประกอบกับชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ โดยมีรายละเอียดต่างๆ ยากที่ผู้ใดจะรู้รายละเอียดดังกล่าวนอกจากตัวจำเลยที่ 2 และยากที่พนักงานสอบสวนจะแต่งขึ้นเองได้ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีน้ำหนักให้รับฟังว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199, 277 วรรคหนึ่ง, 335 (1) (9) วรรคสอง, 289 (7) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยง ให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ให้ประหารชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 9 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนในยวดยานสาธารณะ จำคุก 5 ปี ฐานซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน
จำเลยที่ 1 รับสารภาพโดยจำนนต่อหลักฐาน ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ จึงไม่ลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 รวมโทษทุกกระทง คงให้ประหารชีวิตจำเลยที่ 1 สถานเดียว จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี



