
ยกคำร้อง!28สนช.ขอไม่แสดงทรัพย์สิน
30 ก.ย. 2557
ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้น ไม่รับฟ้อง 28 สนช.ขอไม่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เปิดแสดงตามเดิม 3-17 ต.ค.นี้
30 ก.ย. 57 เมื่อเวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ที่ไม่รับคำฟ้องของ พล.อ.นพดล อินทปัญญา และพวก รวม 28 คน ซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีขอให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช. ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และลงวันที่ 27 ส.ค. 2557 ที่ระบุให้ สนช.ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อ ป.ป.ช. โดยศาลปกครองสูงสุด ระบุเหตุผลว่า พ.ร.บ. ป.ป.ช. มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามที่มีอยู่จริงในวันที่เข้ารับตำแหน่ง หรือวันที่พ้นจากตำแหน่งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทุกครั้ง ที่เข้ารับตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้วแต่กรณี ตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ประกาศกำหนด ซึ่ง ป.ป.ช. เป็นคณะกรรมการที่กฎหมายให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง มติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542
แต่การที่ ป.ป.ช. มีความเห็นตอบข้อหารือตามหนังสือที่ ปช 0008/0147 ลงวันที่ 14 ส.ค. 2557 และหนังสือที่ ปช 0008/0171 ลงวันที่ 27 ส.ค. 2557 เกี่ยวกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่ง สนช.มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้น เป็นเพียงการให้ความเห็นตอบข้อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อกฎหมายของมาตรา 32 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. ป.ป.ช. ต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิ์ หรือหน้าที่ของ พล.อ.นพดล และพวก มติ ป.ป.ช.ดังกล่าว จึงไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง และไม่ได้ทำให้ พล.อ.นพดล และพวก ได้รับความเดือดร้อน หรืออาจเดือดร้อนเสียหาย จึงยังไม่มีสิทธิ์ที่จะมาฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ดังนั้นการที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง และสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยว่าคำร้องอุทธรณ์ของ พล.อ.นพดล กับพวก ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ ในศาลปกครองชั้นต้น แม้จะมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา แต่เนื้อหาของการมีคำสั่ง ก็ได้ระบุความหมายของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามมาตรา 32 พ.ร.บ. ป.ป.ช. ที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไว้ค่อนข้างชัดเจน ว่า หมายถึงผู้เอาภาระของบ้านเมืองเป็นภาระของตน ไม่ว่าจะโดยสมัครใจเข้าสมัครรับเลือกตั้ง หรือสมัครใจตามที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งในการตรากฎหมายอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และการสรรหาบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามารับใช้บ้านเมืองในตำแหน่งต่างๆ ตามที่กฎหมายบัญญัติ และอื่นๆ มีหน้าที่ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ เปิดเผยความจริง ว่าก่อนตนเข้ามาดำรงตำแหน่งมีทรัพย์สินใดบ้าง รวมทั้งภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เพื่อให้สังคมรับรู้ รับทราบ ถึงความโปร่งใสของผู้เข้ามารับภาระของบ้านเมือง ว่าไม่ได้เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ แก่ตนเอง และครอบครัว หน้าที่ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องส่วนตนโดยแท้ของผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมือง หาใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะต้องมีคำสั่งให้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามนัยมาตรา 32 หากผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองใดไม่ปฏิบัติตาม ย่อมต้องรับโทษทางอาญา ตามมาตรา 119 แห่ง พ.ร.บ.เดียวกันเป็นส่วนตน
ทำให้ในการยื่นคำอุทธรณ์ของ พล.อ.นพดล กับพวก ต่อศาลปกครองสูงสุด พล.อ.นพดล กับพวก ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับมาตรา 32 นี้ ของศาลชั้นต้นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินตามความหมายมาตรา 32 นั้น ต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะเจาะจง เช่น ส.ส. และ ส.ว. แต่ สนช.ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. และ ส.ว. จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ตามมาตรา 32 และ ป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่ต้องเรียกให้ สนช.ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินดังกล่าว การที่ ป.ป.ช.มีมติเช่นนี้ ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และถ้า ป.ป.ช.จะอ้างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 6 วรรคสอง ประกอบมาตรา 42 และมีความเห็นว่า สนช.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่นเดียวกับ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินนั้น ป.ป.ช.ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายไปในทางเดียวกัน โดยมีมติให้หัวหน้าและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีหน้าที่ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย แต่ ป.ป.ช.กลับไม่มีมติดังกล่าว จึงเห็นว่าการตีความและการบังคับใช้กฎหมายของ ป.ป.ช.ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และเป็นการเลือกปฏิบัติ
อีกทั้งยังเห็นว่ามติของ ป.ป.ช. และการมีหนังสือมายังสำนักเลขาธิการวุฒิสภา ไม่ได้มีลักษณะเป็นการตอบข้อหารือ แต่เป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบต่อตนเองกับพวก และเมื่อ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว ตนกับพวกก็ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ถือว่าตนกับพวกถูกละเมิดจากคำสั่งที่ไม่ใช่ด้วยกฎหมาย จึงเป็นผู้ที่เดือดร้อนเสียหายและมีสิทธิ์ที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ แต่ศาลปกครองสูงสุด ก็ระบุในคำสั่งวันนี้ว่า คำอุทธรณ์ดังกล่าวฟังไม่ขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม ในการนัดฟังคำสั่งในวันนี้ เมื่อถึงเวลานัดฝ่าย พล.อ.นพดล กับพวก ซึ่งเป็นผู้ฟ้องคดี ไม่ได้เดินทาง หรือส่งตัวแทนมาฟังคำสั่งศาลแต่อย่างใด มีเพียงนายสิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักคดี ป.ป.ช. ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจาก ป.ป.ช.ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดีมาศาล จึงทำให้คณะตุลาการไม่ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่ง โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีไปคัดสำเนาคำสั่งดังกล่าวแทน
เปิดบัญชีทรัพย์สิน สนช.ตามเดิม
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวภายหลังจากศาลปกครองไม่รับคำร้องของ พล.อ.นพดล กับพวก ที่ให้ ป.ป.ช.ถอนมติเปิดเผยทรัพย์สินและหนี้สินของ สนช. เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า สำนักงาน ป.ป.ช.กำหนดให้มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้พร้อมเอกสารประกอบของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2557 จำนวน 195 ราย ให้สาธารณชนทราบในวันที่ 3-17 ต.ค.นี้ ณ ห้องแสดงบัญชีฯ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ จ.นนทบุรี



