
ศาลแพ่งสั่งเพิกถอนคำสั่งเนรเทศสาธิต เซกัล
30 ก.ย. 2557
"ศาลแพ่ง"สั่งเพิกถอนคำสั่งศรส.เนรเทศ"สาธิต เซกัล"ชี้ส่อเลือกปฏิบัติขัดคำพิพากษาศาลแพ่งห้ามใช้ประกาศฉุกเฉินรับโล่งใจขอบคุณศาล รอหารือทนายฟ้องกลับหรือไม่
วันที่ 30 ก.ย.57 ที่ห้องพิจารณา 802 ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก เวลา 09.15 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ 984/2557 ที่นายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดีย เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี , ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตผอ.ศรส.และคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิดจากกรณี มีคำสั่ง ศรส. เมื่อเดือน ก.พ.57 ให้เพิกถอนถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต เนื่องจากได้ร่วมชุมนุม กปปส.ปิดสถานที่ราชการ และให้นายสาธิตออกนอกราชอาณาจักรโดยมิชอบ โจทก์จึงขอให้ศาลเพิกถอนมติหรือคำสั่งที่ ศรส.เพิกถอนถิ่นที่อยู่ดังกล่าว
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วคดีนี้ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์ นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช. และนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้ร่วมชุมนุม เบิกความถึงการชุมนุมของโจทก์และประชาชนที่ร่วมกับกลุ่ม กปปส.ว่า สืบเนื่องจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของรัฐบาล และการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ เคยมีคำวินิจฉัยว่า ชุมนุมของกลุ่มกปปส.เป็นไปโดยสงบ ตามสิทธิและเสรีภาพ ขณะที่ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า พฤติการณ์โจทก์ที่ชุมนุมร่วมกับกปปส.ปิดสถานที่ราชการหลายแห่ง มีลักษณะเป็นการปลุกปั่น เชิญชวนประชาชนออกมาให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งถือเป็นภัยอันตรายต่อชาติ จึงได้มีคำสั่งเพิกถอนถิ่นที่อยู่ของโจทก์
คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยที่ 81/2556 และคำวินิจฉัยที่ 15/2557 ว่าการชุมนุมของกลุ่มกปปส. เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผลสืบเนื่องมาจากการไม่พอใจการทำหน้าที่ของรัฐบาล และคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 216 วรรคห้านั้นบัญญัติ ให้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเด็ดขาดต้องผูกพันรัฐบาล คณะรัฐมนตรี (ครม.) ศาล และองค์กรของรัฐ ดังนั้นศาลยุติธรรมจึงย่อมผูกพันกับคำสั่งดังกล่าวด้วย การชุมนุมของโจทก์ และ กปปส.จึงได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
ส่วนกระบวนการของคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง ได้ความจากนายประภาส บุญยินดี รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นประธานว่า การพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 10 ก.พ.57 เกี่ยวกับพฤติการณ์ชุมนุมและปราศรัยขอโจทก์ เห็นว่าเนื้อหาปราศรัยเป็นการเทิดทูนสถาบันและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ที่โจทก์ได้มาพำนักอยู่ในประเทศไทย ดังนั้นจึงเห็นว่าการปราศรัยของโจทก์ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคง ขณะที่การนำสืบยังได้ความอีกว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ก.พ.57 ได้มีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาใหม่โดยให้มีการลงมติลับเพื่อพิจารณาเพิกถอนถิ่นที่อยู่ของโจทก์ และต่อมา พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช.ขณะนั้น ได้ทำบันทึกเสนอจำเลยที่ 2 พิจารณาเพิกถอนถิ่นที่อยู่ของโจทก์ ซึ่งขั้นตอนการพิจารณาไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวโจทก์เข้าชี้แจงหรือทำการโต้แย้งกระทั่งมีการออกคำสั่งเพิกถอนถิ่นที่อยู่โจทก์ กระบวนการพิจารณาดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มีลักษณะส่อไปในทางเลือกปฏิบัติไม่สุจริต ขณะที่ได้ความจากเจ้าหน้าที่กองบินพลเรือนด้วยว่า พฤติการณ์โจทก์ ที่ร่วมกับกลุ่ม กปปส.ชุมนุมที่หน้าสำนักงานนั้น หลังจากมีการปราศรัยฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้เชิญโจทก์และกลุ่มกปปส.เข้าไปในบริเวณสำนักงาน โดยโจทก์ไม่ได้เป็นผู้นำโซ่ และกุญแจคล้องประตูรั้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวก็ไม่ใช่การบุกรุกสถานที่ราชการ
นอกจากนี้ ศาลแพ่ง ยังมีคำพิพากษาคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส. ยื่นฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศและข้อกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลได้ออกตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยศาลแพ่ง ห้ามจำเลยนำประกาศและข้อกำหนด ซึ่งได้มีการบัญญัติเกี่ยวกับการเพิกถอนถิ่นที่อยู่ชาวต่างด้าวมาบังคับใช้ ดังนั้นการกระทำของจำเลยในการมีมติเพิกถอนถิ่นที่อยู่โจกท์ จึงไม่ถูกต้องตามขั้นตอน อีกทั้งยังฝ่าฝืนคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าวด้วย และยังไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนถิ่นที่อยู่โจทก์ตามพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12 (7) จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยดังกล่าว
ภายหลัง นายสาธิต เซกัล กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม ซึ่งตนเชื่อมั่นในระบบศาลมาตั้งแต่อยู่ในแผ่นดินไทย ตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศไทยก็คิดแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรเพื่อตอบแทนบุญคุณในหลวงและแผ่นดินไทย การกระทำของตนไม่มีนอกมีใน ตนไม่ใช่แกนนำกลุ่มกปปส. แต่สิ่งที่กระทำเพื่อให้คนไทยภูมิใจและเทิดทูนสถาบัน ครั้งแรกที่มีคำสั่งและถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อสังคมและชาติรู้สึกงง ทั้งที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาตลอดและยังเคยได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีด้วย 1 สมัย
หลังจากนี้ตนจะปฏิบัติหน้าที่และทำกิจกรรมเพื่อสังคมตอบแทนประเทศต่อไป ซึ่งมีความตั้งใจจะจัดพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระราชินีฯ ใส่กรอบ จำนวน 1 ล้านฉบับแจกจ่ายให้ประชาชน ซึ่งดำเนินการในนาม ชมรมเทิดทูนพระมหากษัตริย์ที่ตนเป็นผู้ริเริ่มและจะเชิญผู้ใหญ่มาร่วมด้วย
นายสาธิต กล่าวอีกว่า จะมีการฟ้องกลับ ร.ต.อ.เฉลิม กับพวก หรือไม่ ต้องหารือกับทนายความอีกครั้ง ซึ่งปกติตนก็ยึดหลักพุทธศาสนาว่าทุกอย่างเป็นไปตามกรรม อย่างไรก็ดี ตอนนี้ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจที่ศาลมีคำสั่ง และตั้งแต่ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารบ้านเมือง ตนเชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์เป็นคนดี
ด้านนายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของนายสาธิต กล่าวเสริมว่า เมื่อศาลมีคำสั่งออกมาเช่นนี้แล้วในทางกฎหมายถือว่าการเพิกถอนถิ่นที่อยู่ดังกล่าวไม่มีผลบังคับแล้ว แต่ฝ่ายจำเลยยังสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์คดีได้ตามกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้นายสาธิต ได้เดินทางมาพร้อมกับนายอาทิตย์ น้องชาย และผู้ใกล้ชิด ขณะที่จำเลยทั้งสามไม่ได้เดินทางมา มีเพียงผู้แทน รับมอบอำนาจ มาฟังคำพิพากษาเท่านั้น



