
ชูข้าวไรซ์เบอร์รี่-ทางเลือกรายได้มั่นคง
ชูข้าวไรซ์เบอร์รี่-ทางเลือกรายได้มั่นคง : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน
การลงพื้นที่ของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ศาลาการเปรียญวัดดักคะนน ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท และศาลาการเปรียญวัดโคกโคเฒ่า อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายคือรับฟังความคิดเห็นและข้อเรียกร้องจากเกษตรกร
สิ่งที่เป็นการตอกย้ำต่อความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น คือ ท่าทีของ พล.อ.ฉัตรชัย ที่ยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะความเดือดร้อนจากราคาข้าวที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ และแผนงานที่รองรับคือ จะตั้งทีมทำงานที่ทำหน้าที่ในการดูแลราคาข้าวขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ด้วยเป้าหมายที่ต้องการทำให้ข้าวเปลือก 5 เปอร์เซ็นต์ ไต่ราคาไปที่ 8,500 บาทต่อตัน
ทั้งยังเสนอแนวทางต่อเกษตรกร ที่จะต้องหาทางลดต้นทุนการปลูกข้าว ควบคู่กันไปกับการหาทางเลือกอื่น เช่น การนำเอาวิถีแบบเกษตรอินทรีย์มาเป็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่า เกษตรกรต้องหันมาให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าว การให้ระยะเวลาที่มากพอในการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้เลี่ยงปัญหาความชื้น ที่สำคัญคือ สนับสนุนให้ปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่
ขณะที่แนวทางของรัฐก็คือ จะเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มมูลค่า รวมถึงการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างความมั่นคงของราคาข้าวอย่างยั่งยืน ปัจจุบันการปลูกข้าว ต้นทุนเฉลี่ยไร่ละ 5,200-5,500 บาท ขณะที่ราคาจำหน่ายผลผลิตปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 6,300-7,200 บาท
"ผมรู้ว่าพี่น้องชาวนาอยากขายข้าวได้เกวียนละ 7,900 บาท ซึ่งรัฐบาาลตั้งใจเพื่อให้ขายข้าวได้ในราคาสูงกว่านั้นอีก ผมได้แก้ปัญหาเรื่องจ่ายเงินในโครงการจำนำข้าวที่ผ่านมาแล้ว และนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เพราะเป็นคนกลุ่มใหญ่ ถ้าขายข้าวดี ประเทศมีความสุขแน่นอน" พล.อ.ฉัตรชัย ระบุ
ข้อเสนอของ พล.อ.ฉัตรชัย ในการหารือกับเกษตรกรก็คือ การเสนอแนวทางที่จะทำให้ จ.สุพรรณบุรี กลายเป็นแหล่งปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ใหญ่ที่สุดในประเทศ เพราะหมายถึงการที่สามารถผลิตข้าวออกมาได้อย่างมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด และจะเป็นแนวทางสำคัญต่อการที่จะยกระดับราคาผลผลิต "ถ้าอยากให้ราคาขายข้าวสูงขึ้น ต้องผลิตข้าวดีๆ มีคุณภาพ ในอนาคตความต้องการของข้าวมีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน อย่าไปอยู่กับความฝันเรื่องจำนำข้าว เรื่องประกันข้าว มันไม่ใช่ของจริง ท่านต้องมาทำจริงๆ แบบยั่งยืน ทำตามแบบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
ทั้งนี้ พันธุ์ข้าว "ไรซ์เบอร์รี่" ที่ถูกอ้างถึง เป็นพันธุ์ข้าวที่กำลังได้รับความสนในจากเกษตรกร เพราะจะเป็นการปลูกข้าวที่ลดการใช้สารเคมี เป็นการพึ่งพาการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ในส่วนของ จ.เพชรบุรี สถาบันวิจัยและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ได้ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เกษตรอำเภอบ้านแหลม สถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) บางแก้ว อ.บ้านแหลม และศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตำบลบางแก้ว
มีการศึกษาวิจัยการปลูกข้าวพันธ์ไรซ์เบอร์รี่ในแปลงของศูนย์ผลิตข้าวชุมชน ต.บางแก้ว ซึ่งตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านนาบัว ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จำนวน 20 ไร่ เพื่อศึกษาปัญหาต่างๆ จากนั้นจะมีการขับเคลื่อนการส่งเสริมการปลูกข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ให้ครอบคลุมทั้งจังหวัด ขณะที่ปัจจุบันใน จ.เพชรบุรี มีเกษตรกรปลูกข้าวพันธ์ไรซ์เบอร์รี่ 6 ราย พื้นที่ปลูกรวม 100 ไร่
สำหรับข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีเมล็ดเรียวยาว สีม่วงเข้ม มีกลิ่นหอมมะลิ มีคุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ซึ่งจากคุณสมบัติข้อนี้ นอกจากจะใช้รับประทานเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ทางการแพทย์ยังนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนาบำบัดอีกด้วย
ผศ.พจนารถ บัวเขียว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กล่าวว่า ได้นำแกนนำเกษตรกรไปศึกษาดูงานที่ศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี ทำให้ผู้ที่ไปศึกษาดูงานเกิดความสนใจในการปลูกข้าวด้วยวิธีการเกษตรอินทรีย์ พันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ และเมื่อมาทดลองปลูกที่ชุมชนนาบัว ปรากฏว่าผลผลิตที่ได้มีคุณสมบัติภายนอกเหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่นำมาจากศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี
"ข้าวไรซ์เบอร์รี่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด เพราะเป็นข้าวปลอดสารพิษ อีกทั้งต้นทุนการผลิตต่ำ เพียงแต่ข้อแตกต่างทั่วไปก็คือ ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวที่ยาวนานกว่าปกติ การใช้พื้นที่แปลงนาที่ต้องมีการจัดการเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้สารเคมีในภาคการเกษตรเข้ามาเจือปน" ผศ.พจนารถ กล่าว
ด้าน นายไพโรจน์ พ่วงทอง อายุ 51 ปี ภูมิลำเนา ต.บางเค็ม อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี เล่าถึงประสบการณ์ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ว่า ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่เนื้อที่รวม 20 ไร่ ได้ผลผลิตเมื่อสีเป็นข้าวสาร 1 ตันเศษ ซึ่งผลผลิตที่ได้จะขายในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท แต่โรงสีไม่รับซื้อข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวที่ปลูกได้สีเอง และนำไปขายเอง โดยขายเป็นกิโลกรัม รายได้ที่ตอบรับก็ถือว่าน่าพอใจ
ขณะที่ จ.เพชรบุรี คือการเริ่มต้นปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ด้วยการต่อยอดความรู้มาจาก จ.สุพรรณบุรี แต่สำหรับพื้นที่ภาคเหนือ ที่ จ.พิษณุโลก การปลูกข้าวสายพันธุ์ใหม่ เรื่องนี้กลายเป็นกรณีศึกษาสำหรับเกษตรกร 10 ราย พื้นที่ปลูก 120 ไร่ โดยมีที่มาจากการได้รับการส่งเสริมจากบริษัทเอกชนใน จ.สุโขทัย ที่ต้องการขยายพื้นที่ปลูกมายัง จ.พิษณุโลก จึงชักชวนให้เกษตรกรปลูกข้าวหอมนิล โดยมีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิต 100 วัน
แต่ปัญหาที่เกษตรกรพบก็คือ พันธุ์ข้าวที่ได้รับมาคือพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ที่มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 120 วัน ซึ่งข้าวทั้ง 2 สายพันธุ์นี้ แม้ไม่มีความแตกต่างกันมานัก เพียงแต่ข้าวไรซ์เบอร์รี่จะมีระยะเวลาในการปลูกยาวนานกว่าและผลผลิตในรอบต่อไปที่ได้จะต่ำกว่า และขั้นตอนในการปลูกที่มีความซับซ้อน และปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวนาเขตบ้านท่าช้าง หมู่ 2 ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่เข้าร่วมโครงการนี้ก็คือ ความเสียหายที่จะได้รับจากการเพาะปลูก เนื่องจากชลประทานงดปล่อยน้ำมาให้ ขณะที่ข้าวในแปลงนายังไม่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยว
น.ส.ทัศนีย์ พ่วงพร้อม เกษตรกร กล่าวว่า บริษัทนำข้าวมาส่งเสริมให้ไม่ตรงกับสัญญาที่ระบุไว้ว่าเป็นข้าวหอมนิล แต่พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรได้รับมากลับกลายเป็นพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ที่มีอายุการปลูกที่ยาวนานกว่า และปัญหาของเราอยู่ที่ชลประทานไม่ปล่อยน้ำมาให้เกษตรกรเพื่อทำการเพาะปลูก ขณะนี้เหลือเวลาอีก 1 เดือน ที่ชาวนาในโครงการนี้จะไม่มีน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าว
เช่นเดียวกับ นายทองแดง น้อยรุ่ง เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า การที่เกษตรกรปลูกข้าวหอมนิล เพราะทางบริษัทแจ้งว่าจะประกันราคาให้ตันละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูง เมื่อเทียบกับการปลูกข้าวขาวที่ได้เพียงตันละ 6,500 บาทเท่านั้น แต่หากพลาดการเก็บเกี่ยวในครั้งนี้ เพราะไม่มีน้ำทำนา เท่ากับว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะไม่มีรายได้จากการปลูกข้าวเลย
ส่วน นายชวโรจน์ รักนาค ประธาน บริษัท โอ อินเตอร์ จำกัด เจ้าของโครงการ กล่าวว่า บริษัทเข้าไปส่งเสริมการปลูกข้าวหอมนิลอินทรีย์ให้แก่เกษตรกร ด้วยเป้าหมาย อยากให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มาจากความผิดพลาดของทางบริษัท เรื่องการสนับสนุนพันธุ์ข้าว และเราไม่ได้นิ่งนอนใจ ยืนยันที่จะรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรในราคาตลาด และข้าวไรซ์เบอร์รี่ เราซื้อในราคาที่สูงกว่าข้าวหอมนิลอยู่แล้ว
นายสุรัตน์ สงวนทรัพย์ หัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า ทั้งข้าวหอมนิลและข้าวไรซ์เบอร์รี่ เป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกร หากปลูกด้วยระบบอินทรีย์ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี สามารถจำหน่ายได้ในราคา 70-100 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ข้าวขาวอยู่ที่กิโลกรัมละ 20-25 บาท แต่ข้อจำกัดคือ ตลาดยังไม่กว้าง หากจะทำการปลูกข้าวทั้ง 2 พันธุ์นี้ เกษตรกรควรพิจารณาตลาดรับซื้อล่วงหน้า ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว การจัดสรรน้ำเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ
ดังนั้นเป้าหมายของรัฐบาลต้องการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้แก่ชาวนา แต่จากกรณีปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่นำร่องขณะนี้ในบางพื้นที่ คือบทเรียนรู้ของเกษตรกรและการปรับตัว รวมทั้งจะต้องจูนให้ลงตัวกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะปัจจัยหลายเรื่อง อาทิ ระยะเวลาปลูก การปรับสภาพที่นา และเรื่องน้ำ ไม่เช่นนั้นแผนงานของรัฐคงยากจะบรรลุเป้าหมาย !
------------------------
(หมายเหตุ : ชูข้าวไรซ์เบอร์รี่-ทางเลือกรายได้มั่นคง : ทีมข่าวภูมิภาครายงาน)



