ข่าว

4ปี‘ประยุทธ์’กับภารกิจบนเก้าอี้‘ผบ.ทบ.’คนที่37

4ปี‘ประยุทธ์’กับภารกิจบนเก้าอี้‘ผบ.ทบ.’คนที่37

30 ก.ย. 2557

4ปี‘ประยุทธ์’ กับภารกิจบนเก้าอี้‘ผบ.ทบ.’คนที่37

             ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้ในการย่างก้าวขึ้นมาเป็นแม่ทัพบกคนที่ 37 ดูจะไม่ยากเย็นนัก แต่เพราะการก้าวขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองไม่เป็นปกติ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะรักษาจุดยืนของกองทัพให้เกิดสมดุลกับสถานการณ์บ้านเมือง

             พล.อ.ประยุทธ์ ถูกวางตัวให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เกษียณอายุราชการไปเมื่อปลายเดือนกันยายน 2553 เป็นสภาวะที่ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังมีกลิ่นอายของเหตุการณ์ "เผาบ้าน-เผาเมือง" ซึ่งถือว่าเป็นภาวะกดดันไม่น้อยกับการขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

             เพราะไม่เพียงการกดดันสภาวะทางด้านการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายรวมไปถึงสภาวะกดดันในกองทัพที่จะต้องดูกำลังพลกว่า 2 แสนนาย ให้เกิดเป็นเอกภาพ และไม่ให้เกิดปัญหาคลื่นใต้น้ำ โดยเฉพาะทหารแตงโมที่ปรากฏตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความคิดเห็นต่าง จนถึงขั้นแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย 2 สี

             อาจเรียกได้ว่า 4 ปี ในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเจอกับภารกิจทั้งในเรื่องความมั่นคงทางการเมือง ความมั่นคงของประเทศ (3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) และปัญหาความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อกองทัพ

             แต่ดูเหมือนจะเป็นโชคดีของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ของประเทศในช่วงปี 2554 สถานการณ์ทำให้เกิดวีรบุรุษ เมื่อกำลังพลของกองทัพทุ่มเทสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชน จนสานสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับประชาชนกลับมาแนบแน่นได้อย่างรวดเร็ว จนหลายคนลืมเหตุการณ์การขอคืนพื้นที่เมื่อปี 2553 ไปชั่วขณะ

             และจากสถานการณ์ตรงนั้น ก็ทำให้การทำงานระหว่างกองทัพกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่อาจแยกไปทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายโดยลำพังได้ เพราะนอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังมีกรณีความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจากกรณีเขาพระวิหาร ที่เป็นข้อพิพาทใหญ่อันเป็นเหตุให้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่เพียงต้องพึ่งพากองทัพ ที่รับหน้าที่ปกป้องอธิปไตยโดยตรง หากแต่ยังไม่กล้าที่จะเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะนั่นจะทำให้เกิดแรงเสียดทานกับกองทัพโดยไม่จำเป็น

             ขณะที่งานแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยิ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลแทบจะไม่ได้มีแนวนโยบายอะไรที่ชัดเจน ปล่อยให้กองทัพ หรือพูดชัดๆ ก็คือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ รับหน้าเสื่อไปเต็มๆ..!

             ถึงแม้ว่า ในอีกฉากหนึ่งรัฐบาลจะพยายามคุมการนำด้วยการนัดหมายกับมาเลเซียให้เป็นสื่อกลางในการพูดคุยเจรจากับแกนนำกลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่การกระทำเช่นนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเท่าใดนักจากกองทัพ ซึ่งท้ายที่สุด คณะผู้เจรจาก็ค่อยๆ ลดบทบาทลดความสำคัญของตนเอง และค่อยๆ เงียบหายไปตั้งแต่ก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะถูกยึดอำนาจ

             ในส่วนของกองทัพเอง พล.อ.ประยุทธ์ กำหนดวิสัยทัศน์ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ เริ่มปี 2554 กำหนดให้เป็นปีแห่งพัฒนาการกองทัพบก ปี 2555 เป็นปีแห่งการพัฒนาบุคลากร ปี 2556 เป็นปีแห่งการบริหารจัดการและการฝึก และปี 2557 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในการทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหารบกกำหนดให้เป็นปีแห่งการเตรียมพร้อมกองทัพบกสู่อนาคต

             ถือว่าปี 2557 เป็นปีที่อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่จัดหาในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ ทยอยเข้าประจำการเพื่อพร้อมใช้งาน ทั้งรถหุ้มเกราะล้อยาง บีทีอาร์ และรถถังโอพลอต จากประเทศยูเครน ที่เข้ามาเสริมเขี้ยวเล็บกองทัพ

             ในพิธีเทิดเกียรติและอำลาชีวิตราชการทหารของนายทหารชั้นนายพลประจำปี 2557 จำนวน 262 นาย ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ และนายทหารชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธี ยุทโธปกรณ์เหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในงาน

             นอกจากนี้ยังมีอาวุธหนักหลายชนิด ทั้งรถถังชนิดต่างๆ รถสายพาน ปืนใหญ่ โดยเฉพาะ "ซีซาร์ 155 มม." ที่กัมพูชารู้จักพิษสงดี เมื่อครั้งปะทะกันกรณีเขาพระวิหาร ก็ถูกนำมาแสดงศักยภาพด้วย

             ที่พิเศษสำหรับงานเทิดเกียรติครั้งนี้ ก็คือ มีการสวนสนามทางอากาศของอากาศยาน จำนวน 12 ลำ ได้แก่ เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ เอเอส-550 จัดซื้อจากบริษัท ยูโรคอปเตอร์ ฝรั่งเศส เฮลิคอปเตอร์แบบฝึก Enstrom 480 จากสหรัฐ เฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบ 1 (คอบร้า) และเฮลิคอปเตอร์แบบทั่วไป ฮท.60 (แบล็กฮอว์ก) รวมถึงเครื่องบินฝึกแบบ 41

             ไม่ใช่เรื่องปกติทั่วไปที่ใครก็มีโอกาสอยู่ในตำแหน่งส่วนยอดสุดของกองทัพในเวลายาวนานถึง 4 ปี และไม่ง่ายเลยสำหรับ 4 ปีที่เต็มไปด้วยปัญหาทั้งภายในกองทัพ ปัญหาการเมืองในประเทศ ปัญหาความมั่นคง รวมทั้งปัญหาอันเนื่องจากข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน

             แต่ที่ว่ามาทั้งหมดนั้น คือจุดเริ่มต้นที่ในวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เริ่มนับหนึ่งในการบริหารประเทศ..!!!