ข่าว

ลุ้นป.ป.ช.ชงสนช.ถอดถอน'ปู'30ก.ย.

ลุ้นป.ป.ช.ชงสนช.ถอดถอน'ปู'30ก.ย.

29 ก.ย. 2557

ป.ป.ช.ถกชงถอดถอน 'ยิ่งลักษณ์' คดีจำนำข้าว 30 ก.ย.นี้ ด้านคดีระบายข้าวโยง 'กิตติรัตน์' อยู่ระหว่างไต่สวน ชี้ไม่ยึดอำนาจ ปท.พินาศไปแล้ว 3 ต.ค.เปิดบัญชี 'สนช.'

 
                            29 ก.ย. 57  ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี  นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้ ป.ป.ช.เพิกถอนมติที่ต้องเปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สิน - หนี้สิน ต่อสาธารณชน ว่า ถือเป็นสิทธิ์ของสมาชิก สนช. ที่จะยื่นศาลปกครอง เพราะมีหลายท่านคิดว่าไม่ใช่ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพื่อให้เกิดเป็นบรรทัดฐานต่อไป ส่วนข้อโต้แย้งที่ สนช.ไปฟ้องศาล เพราะมองว่าตนไม่ใช่นักการเมือง ตรงนี้เขาอาจคิดว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ทางเราทำตามหน้าที่ และพิจารณาจนมีมติออกไปแล้ว ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 35 ส่วนเรื่องอื่นอย่าให้พูดเลย ฟังศาลปกครอง วันที่ 30 กันยายน ดีกว่า อย่าให้ตนล่วงอำนาจศาล เพราะเรื่องนี้อยู่ในการพิจารณาของศาล 
 
                            นายวิชา กล่าวว่า ส่วนกรณีคดีถอดถอน คงต้องรอความชัดเจนในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะเกิดขึ้นวันที่ 30 กันยายน ว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะส่ง สนช.เลยหรือไม่ เราเพียงแต่ทราบว่า สนช.มีข้อบังคับในเรื่องถอดถอน ดังนั้น ป.ป.ช.ต้องกลับมาดูรายละเอียดอีกครั้งว่าเข้า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้คดีถอดถอน 2 เรื่อง ที่จะพิจารณาในวันที่ 30 กันยายน คือ เรื่องคดีถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว และคดี 36 ส.ว. ร่วมกันลงชื่อแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ กรณีที่มาของ ส.ว. 
 
 
 
ถ้าไม่มียึดอำนาจ ประเทศพินาศไปแล้ว 
 
 
                            นายวิชา กล่าวบรรยายในหัวข้อ "แนวทางการรวมพลัง (Synergy) และการประสานความร่วมมือให้เกิดเครือข่าย (Network) ทางศาสนา ป้องกันการทุจริต" โดยมีผู้แทนศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ศาสนาพราหมณ์ พระราชครูในสำนักพระราชวัง และผู้แทนศาสนาซิกซ์ ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการปราบปรามทุจริต โดยใช้กลไลทุกศาสนา เพื่อร่วมกันรณรงค์ป้องกัน และเสริมสร้างทัศนคติค่านิยมในความซื่อสัตย์สุจริต
 
                            นายวิชา  เริ่มต้นในการบรรยายว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาสำคัญที่บั่นทอนการพัฒนาประเทศ คือ ปัญหาการทุตริต การรวมพลัง และผนึกกำลังของผู้นำแต่ละศาสนา เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อปรับเปลี่ยนฐานความคิดของคนในทุกภาคส่วน ในการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งหากมีการผนึกกำลังจากทุกภาคส่วนในการต่อต้านทุจริต ตนเชื่อว่า ปัญหานี้จะลดน้อยลงตามลำดับ พร้อมกับยกตัวอย่างถึงวิกฤติที่สุดของประเทศ คือ การยึดแผ่นดิน แล้วคนของเราเต็มใจที่จะขายด้วย ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า ก็เจอปัญหานี้ ที่เต็มไปด้วยคนจีนเข้ามาลงทุนทุกอย่าง คนพม่าก็ขายที่ให้บริษัทห้ามชาติ ได้เงินมาแล้วย้ายไปอยู่เมืองเล็กๆ 
 
                            พร้อมกันนั้น นายวิชา ยังได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ในบ้านเราก็เกิดปัญหาเช่นนี้จำนวนมาก เห็นได้จากอุทยานสิรินาถฯ ที่มีการนำที่สาธารณะไปออกโฉนดแล้วยังไม่พอ ยังเอาไปขายให้ต่างชาติอีก ประชาชนจะลงไปเล่นน้ำ หรือเข้าไปเดินเล่น ก็ทำไม่ได้ เขากั้นพื้นที่ไว้หมด และทันทีที่นายทุนได้โฉนดมา ก็จะนำไปจำนองกับธนาคาร ได้เงินกันเป็นพันล้าน ทั้งที่ที่ตรงนั้นคนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ ไม่เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น หลายพื้นที่ในประเทศไทย มีชาวต่างชาติจับจองเป็นเจ้าของพื้นที่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต เกาะสมุย หรือพัทยา วันนี้ฝรั่งเป็นเจ้าของที่ดินเต็มไปหมด เราพูดอะไรไม่ได้ น้ำท่วมปาก ถ้าจะแก้ปัญหาต้องให้ประชาชนผนึกกำลังกัน แม้มันเป็นมุมมองที่ลึก แต่ต้องปรับเข้ามาให้เป็นนิสัย 
 
                            "เราจะเสียแผ่นดินไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียว" นายวิชา กล่าวและว่า "การโกงเป็นบาปที่ไม่มีวันไถ่ถอนได้เลย เพราะการโกงเงินของคนทุกคนทุกชนชั้น คนเหล่านี้จะถูกสาปแช่งทุกวันทุกคืน ไม่ได้ดี เพราะว่าโกงเงินของประชาชนส่วนที่เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย" 
 
                            ขณะเดียวกัน นายวิชา ยังได้กล่าวถึงอีกวิธีแก้ปัญหาทุจริตให้ได้ผล ซึ่งในหลายประเทศมีการนำเรื่องนี้มาบังคับใช้นานแล้ว นั่นก็คือ ภาษีมรดก ซึ่งนายวิชา ระบุอย่างหนักแน่นว่า องค์ประกอบสำคัญที่นอกเหนือจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการปราบปรามทุจริตแล้ว จะต้องตีจุดหนักที่สุดของการทุจริต คือ การปกปิด ด้วยการต้องทำให้โปร่งใส สังเกตหรือไม่ว่า เหตุใดต่างชาติ จึงคิดเรื่องภาษีมรดกขึ้นมา ซึ่งในความเป็นจริง ถ้านับเฉพาะตัวเงินนั้น ถือว่าได้ไม่มากเท่าใด แต่วัตถุประสงค์จริงๆ คือ ต้องการให้มีการเปิดเผย เพื่อต้องการรู้ว่าใครเก็บงำอะไรเอาไว้เท่าไหร่ ในประเทศญี่ปุ่น มีการเก็บภาษีประเภทนี้มานานตั้งแต่สมัยโชกุน เพราะเขาไม่ต้องการให้เก็บสมบัติเอาไว้ ต้องการให้เป็นส่วนรวม นั่นคือกุศโลบาย คือ ต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประเทศชาติ
 
                            "ไม่มีวิธีการไหนเปิดเผยได้ดีเท่าเก็บภาษี มันทะลุทะลวงไปถึงครอบครัว"
 
                            นายวิชา กล่าวอีกว่า ค่านิยมสังคมเปลี่ยนไป เงินเป็นพระเจ้าแทนศาสนา ซึ่งหากวันนี้ไม่มีการยึดอำนาจ ประเทศคงจะพินาศไปแล้ว เพราะมีการข่าวชัดเจนว่า มีกองกำลังต่างชาติเข้ามา อีกทั้งหลากหลายภาคส่วน สามารถซื้อได้ด้วยเงิน วันนี้ทุกคนในสังคมต้องช่วยกันในการต่อต้านการทุจริต อย่าให้เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ฝ่ายเดียว
 
 
 
คดีระบายข้าวโยง 'กิตติรัตน์' อยู่ระหว่างไต่สวน
 
 
                            นายวิชา กล่าวถึง ความคืบหน้าคดีระบายข้าวให้กับบริษัทปรับปรุงข้าวเพื่อส่งมอบแก่อินโดนีเซีย 3 แสนตัน โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่า เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างไต่สวน โดยมีการไต่สวนนัดแรกไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้เข้ามาให้ถ้อยคำกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้ร้องและพยาน ที่สำนักงาน ป.ป.ช.
 
                            เมื่อถามว่า พ.ต.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หนึ่งในผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดีระบายข้าว ได้เข้ามาชี้แจงข้อกล่าวหาแล้วหรือไม่ นายวิชา กล่าวว่า เบื้องต้น พ.ต.วีระวุฒิ ยังไม่ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหากับ ป.ป.ช. ซึ่งทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังรอให้มาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อยู่
 
 
 
3 ต.ค. เปิดบัญชีทรัพย์สิน สนช.
 
 
                            นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีสมาชิก สนช. 28 คน ยื่นศาลปกครองให้เพิกถอนมติ ป.ป.ช. ที่ให้ สนช.ยื่นและเปิดเผยรายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ว่า เท่าที่ทราบ คือ เป็นการยื่นฟ้องขอให้ศาลได้วางบรรทัดฐานในคำสั่งทางปกครอง โดยไม่ได้ขอทุเลาในเรื่องการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ สนช.อาจเห็นว่า เป็นคำสั่งทางปกครองที่กระทบกระทั่งอยู่ จึงสามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ เพราะการที่วิจารณ์ว่ากฎหมายมีความชัดเจนหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่การตีความของใคร ถ้า ป.ป.ช.ตีความ ก็บอกว่าชัดเจน แต่คนที่ได้รับผลกระทบจากการตีความตัวมติ ก็อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ก็ไปยื่นได้เป็นเรื่องปกติ
 
                            "การยื่นดังกล่าวไม่กระทบต่อการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ ป.ป.ช.กำหนดในวันที่ 3 ต.ค.นี้แต่อย่างใด เพราะในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เป็นวันที่ศาลปกครองพิจารณาว่าจะรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่ หากรับคำร้อง ก็คงส่งมาให้ ป.ป.ช.ทำคำให้การแก้คำฟ้อง ซึ่งเวลานี้ ป.ป.ช.ยังไม่เห็นทั้งหนังสือดังกล่าว และยังไม่เห็นคำร้องที่ว่ามีขอทุเลาการให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน หรือไม่ ดังนั้น ป.ป.ช.ยังดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ตามปกติ เพราะยังไม่มีคำสั่งศาลปกครอง"
 
                            นายสรรเสริญ กล่าวว่า เป็นหลักทั่วไปและสากลอยู่แล้วว่า การเข้ามารับตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะต้องแสดงความโปร่งใสในเรื่องของการยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน และการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ประกาศกำหนด ซึ่งประเด็นนี้จะเป็นข้อต่อสู้ของ ป.ป.ช. แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. แต่หากศาลปกครองมีคำสั่งมาอย่างไร ป.ป.ช.ก็ต้องปฏิบัติตาม