
เยี่ยมชมกองทัพบังกลาเทศ(1)
เยี่ยมชมกองทัพบังกลาเทศ(1) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น
เมื่อปลายเดือนท่านมาได้มีโอกาสไปดูงานกองทัพของบังกลาเทศประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง ในนามของคณะนักศึกษา วปอ. อินเดีย ได้เห็นสิ่งที่ประเทศเล็กๆ แห่งนี้แสดงความตั้งใจที่จะอวดความเป็นมิตรและความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ของเขา ให้ประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่อย่างอินเดียเห็นแล้วรู้สึกทึ่งในมานะ ที่แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ก็เป็นที่น่าชื่นชมเมื่อพบว่า เบงกอลตะวันออกมีข้อจำกัดมากเพียงไร
บังกลาเทศกับไทยนั้น ใกล้กันมากแค่พม่ากั้น แต่เรารู้จักประเทศนี้น้อยเหลือเกิน ที่รู้ก็ออกจะในทางไม่สู้ดี เช่น ผู้อพยพผิดกฎหมายหนีความยากจนสาหัสแอบมาทำกินในบ้านเรา บางทีก็มองอย่างมายาคติว่า เป็นเพียงประเทศเล็กในเอเชียใต้ที่ไม่มีอะไรน่าดึงดูด แออัด สกปรกและร้อนชื้น แต่ในความเป็นจริงบังกลาเทศไม่ได้ด้อยอะไรนัก บางอย่างถึงขั้นระดับโลกด้วยซ้ำ ที่น่าประทับใจก็คือ โครงการกองทุนให้คนยากจนกู้ หรือไมโครฟิแนนช์ ที่ประเทศนี้เป็นต้นตำรับในการผันเงินช่วยคนจน ทำให้คนด้อยโอกาสในสังคมลืมตาอ้าปากได้จริงจนทำให้ นายโมฮัมหมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ต้นคิดได้รางวัลโนเบลมาแล้ว และกระจายแนวทางนี้ไปช่วยประเทศโลกที่สามอื่นๆ ได้ดี ในด้านการป้องกันภัยพิบัติก็ถือว่าบังกลาเทศมีประสบการณ์สูงในการรับมือพายุไซโคลนเพราะพื้นที่ชุ่มน้ำก้นอ่าวเบงกอลนี้เจอพายุแรงๆ อัดบ่อยๆ ทุกปี บางทีคนตายเป็นแสน การรับมือกับภัยพิบัติเขาจึงพัฒนาเรื่อยๆ ในด้านเศรษฐกิจนั้น บังกลาเทศก็ประกาศเลยว่า เป็นประเทศรับจ้างผลิต เปิดนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งทั่วประเทศขนาดใหญ่ รับจ้างผลิตสินค้าให้บริษัทแบรนด์เนม จึงเป็นประเทศคู่แข่งด้านสิ่งทอ เครื่องหนังของทั้งโลก
ก่อนจะเล่าถึงกองทัพ คงต้องเท้าความกันถึงประเทศนี้เสียหน่อย แคว้นเบงกอลนี้เป็นของชาวเบงกาลี ซึ่งเป็นแขกเผ่าพันธุ์หนึ่งเคยรวมอยู่ใต้การปกครองตรงของอังกฤษในยุคจักรวรรดินิยม แต่เมื่ออนุทวีปอินเดียได้เอกราชเมื่อปี 2490 แคว้นนี้ต้องแตกแยกเพราะฟากตะวันตกชาวฮินดูอยู่เยอะ ขณะที่ฟากตะวันออกมีแต่ชาวมุสลิม จ้องจะตีกันเวสต์เบงกอลเลยไปรวมกับอินเดีย ส่วนอีสต์เบงกอลรวมกับปากีสถานที่อยู่ห่างออกไปพันไมล์ เชื้อชาติต่างกันอีกก็เขม่นกันจึงต้องปลดแอกกันด้วยกำลังสำเร็จในปี 2514 เรียกว่าเริ่มประเทศก็ต้องดิ้นรนเลย หอมหวานเป็นประชาธิปไตยอยู่ไม่กี่ปี ชาติก็เข้าสู่ยุคทหารปกครองแทบจะตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ประเทศ หลายช่วงที่ทหารให้พลเรือนปกครองได้ก็ดันตีกันเพราะสองพรรคการเมืองใหญ่เกลียดกันเข้าไส้ ไม่มีวันเข้ากันได้แบบสงครามสีบ้านเรา
ทั้งนี้ เพราะพ่อของชีค ฮาสินา วาจิด นายกรัฐมนตรีหญิงคนปัจจุบัน ลือกันว่าถูกสามีของนางคาลิดา เซีย หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านสั่งฆ่าเมื่อปี 2518 อย่างเหี้ยมโหดตายยกบ้าน 26 คน โดยอดีตประธานาธิบดีมูจิบบูเราะห์มานเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศบังกลาเทศ อนุสาวรีย์ของท่านมีทั่วหัวระแหง ประเทศวุ่นวายอยู่ไม่นาน พลเอกเซียอูรเราะห์มาน ผู้นำกองทัพบกก็ยึดอำนาจตั้งตัวเป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2521 แต่อีกแค่สี่ปีเขาก็ถูกลอบสังหาร ประเทศก็สั่นๆ คลอนๆ จนถึงบัดนี้ ทั้งมิสซิสฮาสินาและคาลิดา เกลียดกันเข้าไส้กลั่นแกล้งกันเต็มที่เมื่อได้อำนาจ กองเชียร์สนับสนุนแต่ละฝ่ายก็มีกันฝ่ายละมหาศาล ผลัดกันเป็นนายกฯ คนละสองสามรอบ บางครั้งทะเลาะกันหนักทหารเชิญสองสาวออกไปสงบสติอารมณ์นอกประเทศเป็นช่วงก็มี จะเห็นว่าทหารมีบทบาทสำคัญมากทีเดียวในประเทศนี้ โปรดติดตามตอนต่อไปครับ



