ข่าว

หัวกระสุนมัด 'ร.ต.อ.' ปล้นร้านทองใช้หนี้ธนาคาร

หัวกระสุนมัด 'ร.ต.อ.' ปล้นร้านทองใช้หนี้ธนาคาร

28 ก.ย. 2557

หัวกระสุนมัด 'ร.ต.อ.' ปล้นร้านทองใช้หนี้ธนาคาร : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม

 
                            ต้นเดือนมีนาคม 2554 เกิดคดีสะเทือนขวัญ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตำรวจอย่างรุนแรง เมื่อนายตำรวจยศ "ร.ต.อ." ตำแหน่ง รองสว.อก.สน.ชนะสงคราม ควงปืนขนาด .38 บุกชิงทรัพย์ร้านทองแม่สุพร 2 เลขที่ 421/8 ปากซอยราชวิถี 16 ถนนราชวิถี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม.
 
                            ขณะก่อเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่ ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ เจริญบวรภิรมย์ ตำรวจสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยอยู่ภายในร้านบาดเจ็บสาหัส แต่ ส.ต.ต.กิตติศักดิ์ กัดฟันต่อสู้รวบตัวคนร้ายก่อนที่ผู้เห็นเหตุการณ์จะเข้าช่วยควบคุมตัวคนร้ายรายนี้เอาไว้ได้
 
                            หลังเกิดเหตุ ร.ต.อ.วิทยา วงศ์แก้ว พนักงานสอบสวน (สบ 1) สน.พญาไท ประสานตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชวิถี ขณะที่คนร้ายถูกผู้พบเห็นเหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์สะบักสะบอมจนต้องนำส่งโรงพยาบาลราชวิถีเช่นเดียวกัน
 
                            การตรวจสอบที่เกิดเหตุตำรวจพิสูจน์หลักฐานพบกองเลือด ซึ่งเป็นของ ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ ที่หน้าร้านทอง ขณะที่ภายในพบว่า กระจกตู้โชว์ทองรูปพรรณถูกกระสุนปืนแตก 2 บาน บนฝ้าเพดานมีรอยกระสุน 1 รู ขณะที่พื้นพบหัวกระสุนปืนตกอยู่ 1 หัว ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นหัวกระสุนปืนขนาด .38 โดยอาวุธปืนที่คนร้ายใช้ก่อเหตุถูกผู้พบเห็นเหตุการณ์แย่งชิงเอาไว้ได้และส่งให้ตำรวจตรวจสอบเป็นปืนพกแบบลูกโม่
 
                            หัวกระสุนปืนที่พบ รวมถึงปืนที่ยึดได้ ถูกส่งให้ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจสอบอาวุธปืนและเครื่องกระสุน สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ ตรวจสอบ ปรากฏว่า หัวกระสุนที่พบถูกยิงมาจากปืนกระบอกที่ยึดได้ เมื่อนำหัวกระสุนไปเปรียบเทียบกับการตรวจสอบร่องรอยบาดแผลที่พบบริเวณหน้าท้องและชายโครงของ ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ พบว่าตรงกัน ยืนยันได้ว่าถูกยิงมาจากปืนกระบอกเดียวกัน กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ใช้มัดคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุ 
 
                            ส่วนคนร้ายซึ่งถูก ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ และผู้พบเห็นเหตุการณ์ช่วยกันควบคุมตัวไว้ได้ คือ ร.ต.อ.ชัยธัช แจ่มเมือง วัย 40 ปี เป็น รองสว.อก.สน.ชนะสงคราม โดยปืนที่ ร.ต.อ.ชัยธัช นำมาใช้ก่อเหตุเป็นปืนที่เบิกมาจาก สน.ชนะสงคราม ไม่ใช่ปืนประจำตัวของ ร.ต.อ.ชัยธัช
 
                            พยานซึ่งเห็นเหตุการณ์หลายปากให้การสอดคล้องกันว่า ขณะที่พนักงานร้านทองกำลังให้บริการชาวต่างชาติที่เข้ามาเลือกซื้อทองภายในร้าน คนร้ายสวมหมวกกันน็อก สวมเสื้อโปโลสีน้ำเงินทับด้วยเสื้อคลุมสีดำ นุ่งกางเกงขายาว สวมรองเท้าผ้าใบ บุกเดียวเข้ามาในร้าน ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ ซึ่งอยู่ภายในร้านพยายามเข้าระงับเหตุ แต่คนร้ายกลับใช้อาวุธปืนยิงใส่ 2 นัด แต่ ส.ต.ต.กิตติภักดิ์ พยายามเข้าไปกอดปล้ำกับคนร้ายเอาไว้เพื่อไม่ให้หลบหนี ชาวต่างชาติที่อยู่ภายในร้านพยายามเข้าช่วยเหลืออีกแรง ก่อนที่ประชาชนในย่านนั้นอีกจำนวนหนึ่งเข้ามาช่วยกันจับคนร้ายไว้ และเกิดการชุลมุนกันจนคนร้ายถูกรุมประชาทัณฑ์สะบักสะบอม ไม่สามารถหลบหนีได้ 
 
                            พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำ ร.ต.อ.ชัยธัช ซึ่งยอมรับตลอดข้อกล่าวหาในภายหลัง โดย ร.ต.อ.ชัยธัช อ้างว่า ที่ทำลงไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เนื่องจากต้องการเงินไปชำระหนี้เงินกู้ธนาคารที่มีอยู่นับล้านบาท  โดยขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า ฟีโน่ สีเทาคาดดำ มาจอดที่หน้าร้านทอง ก่อนจะตรงเข้าไปในร้าน ไม่คิดว่าจะมีตำรวจอยู่ ด้วยความตกใจจึงชักปืนขนาด .38 ยิงใส่ทันที
 
                            "ผมกู้เงินธนาคารมาหลักล้านบาท ถึงเวลาต้องจ่ายหนี้ ไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบ คิดจี้ชิงทรัพย์ร้านทอง ไม่คิดว่าภายในร้านจะมีตำรวจอยู่ เมื่อเห็นจึงตกใจลั่นไกใส่ เพราะไม่อยากโดนจับ" ผู้ต้องหาอ้างต่อพนักงานสอบสวน
 
                            โดยก่อนที่ ร.ต.อ.ชัยธัช จะลงมือจี้ชิงทรัพย์ร้านทอง เคยเป็นตำรวจสังกัด สน.นางเลิ้งมาก่อน แต่มีปัญหาเรื่องการทำสำนวนคดีล่าช้า จึงถูกย้ายไปทำงานด้านธุรการที่ สน.ชนะสงครามแทน โดยสาเหตุที่เลือกลงมือกับร้านทองที่เกิดเหตุ เป็นเพราะใกล้กับพื้นที่ที่เคยปฏิบัติงานอยู่ รู้จักเส้นทางหลบหนีในย่านนั้นเป็นอย่างดี
 
                            คำให้การของ ร.ต.อ.ชัยธัช สอดคล้องกับคำให้การของพยาน และหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ คืออาวุธปืน และหัวกระสุน ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ รวมถึงบาดแผลที่พบบนร่างกายของผู้บาดเจ็บ รอยกระสุนที่พบบนฝ้าเพดาน และกระจกตู้โชว์ภายในร้าน เป็นหลักฐานที่มัดคนร้ายรายนี้แน่นจนดิ้นไม่หลุด
 
                            พนักงานสอบสวน สน.พญาไท ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลเอาผิดในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ และฐานความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีนี้ โดยให้จำคุก ร.ต.อ.ชัยธัช ตลอดชีวิตในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่ และให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี ในฐานความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน แต่ ร.ต.อ.ชัยธัช รับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุกเป็นเวลา 26 ปี ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหาย เป็นเงิน 184,551 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ฟ้อง
 
                            คดีนี้แม้ผู้ต้องหาจะถูกควบคุมตัวได้ขณะก่อเหตุ แต่การดำเนินคดีนั้น พนักงานสอบสวนยังจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน ก่อนสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการสั่งฟ้องต่อศาล ซึ่งในการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งประจักษ์พยาน และวัตถุพยาน ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์ ก็ดำเนินการเช่นเดียวกันกับคดีที่คนร้ายหลบหนีสำเร็จ
 
 
 
 
 
-------------------
 
(หัวกระสุนมัด 'ร.ต.อ.' ปล้นร้านทองใช้หนี้ธนาคาร : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)