
มองต่างมุม-เปิดจุดอ่อน 'ภาษีมรดกไทย'
27 ก.ย. 2557
มองต่างมุม-เปิดจุดอ่อน 'ภาษีมรดกไทย' : โดย...สถาบันอนาคตไทยศึกษา
"ภาษีมรดก" กลายเป็นประเด็นที่มีคนถกกันในวงกว้าง แต่ที่ผ่านมาการพูดคุยในเรื่องดังกล่าวยังอยู่บนข้อจำกัดด้านข้อมูล หรือแม้แต่ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดกก็ยังไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ด้วยเหตุนี้สถาบันอนาคตไทยศึกษาจึงพยายามรวบรวมข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เพื่อจัดทำบทความชิ้นนี้ขึ้น เพื่อให้การถกเรื่องดังกล่าวอยู่บนพื้นฐานของข้อมูล และนำมาสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประโยชน์ ดังนี้
1.มีเพียง 13 ประเทศจาก 45 ประเทศ ที่จัดเก็บภาษีมรดกอยู่ในปัจจุบัน จาก 45 ประเทศที่สำรวจ ประกอบด้วย ประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอาเซียน ส่วนใหญ่ประเทศที่เก็บภาษีมรดกเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว มีเพียง 2 ประเทศในเอเชียที่เก็บภาษีมรดก คือ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ โดยส่วนใหญ่จะจัดเก็บภาษีจากผู้ได้รับมรดก มีเพียง 3 ประเทศ คือ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ที่เก็บภาษีจากกองมรดก สำหรับประเทศไทยจะเป็นการเก็บจากผู้ได้รับมรดก
2.อีก 11 ประเทศเคยใช้ภาษีมรดก แต่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และแคนาดา เป็นต้น ซึ่งเหตุผลที่ยกเลิก เพราะว่าต้องการสร้างแรงจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาสะสมทุน (สิงคโปร์) เนื่องจากมีการหลีกเลี่ยงภาษีมาก และไม่คุ้มค่ากับต้นทุนในการบริหารจัดการ (ออสเตรเลีย) เพราะนำภาษีกำไรจากการขายทรัพย์สินมาใช้แทน (แคนาดา) และเพราะค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสูงมาก ทำให้เหลือรายได้สุทธิเข้ารัฐน้อย (สหรัฐอเมริกากำลังพิจารณายกเลิก)
3.การเก็บภาษีมรดกที่ 10% จะทำให้เราติด 1 ใน 5 ของประเทศที่มีอัตราภาษีมรดกเริ่มต้นสูงสุด จากข้อมูลที่มีการเปิดเผย อัตราภาษีที่จะเก็บ คือ 10% ของทรัพย์สินมรดกสุทธิที่มีมูลค่าเกิน 50 ล้านบาท ประเภทของสินทรัพย์ที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีมรดก คือ ทรัพย์สินที่มีการลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ พันธบัตร และหุ้น เป็นต้น ถ้าไทยใช้เก็บภาษีมรดกในอัตรา 10% ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ แต่ประเทศดังกล่าวมีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย 7-8 เท่า
4.มี 9 จาก 13 ประเทศที่เก็บอัตราภาษีมรดกแบบก้าวหน้า โดยจะเก็บเป็นขั้นอัตราภาษีที่สูงขึ้นตามมูลค่ามรดกที่เพิ่มขึ้น ประเทศที่มีอัตราภาษีสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ สวิตเซอร์แลนด์ (55%) ญี่ปุ่น (50%) และฝรั่งเศส (45%) ส่วนประเทศไทยหากเก็บอัตราคงที่ที่ 10% จะเป็นอันดับรองสุดท้าย (อันดับสุดท้ายคือ อิตาลี เก็บที่ 4%) การเก็บภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้าทำให้บางประเทศที่อาจจะเก็บภาษีมรดกตั้งแต่มูลค่าต่ำกว่าเรา แต่ก็เก็บด้วยอัตราที่ต่ำกว่า ตัวอย่างเช่น เยอรมนี จะเริ่มจัดเก็บภาษีกับมรดกที่มูลค่าตั้งแต่ 18 ล้านบาทเท่านั้น และก็เริ่มที่อัตราที่ต่ำกว่าคือ 7% จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มอัตราภาษีขึ้นเรื่อยๆ จนสูงสุดที่ 30% เมื่อมูลค่ามรดกมากกว่า 550 ล้านบาท ประเทศไทยจัดเก็บภาษีกับมูลค่ามรดกขั้นต่ำ 50 ล้านบาท ที่อัตรา 10% ส่วนประเทศอิตาลีจัดเก็บกับมรดกที่มูลค่าตั้งแต่ 41 ล้านบาท และใช้อัตราคงที่ที่ 4%
5.การเก็บภาษีมรดกจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการออม เช่น โยกย้ายสินทรัพย์ไปไว้ที่ต่างประเทศหรือสะสมทรัพย์สินที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก กลุ่มที่มีทรัพย์สินมากมีแรงจูงใจจะหลีกเลี่ยงมากกว่า เช่น กรณีประเทศอังกฤษที่เก็บภาษีมรดกในอัตราที่สูง (36%) ต้องลงทุนงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท ระหว่างปีงบประมาณ 2010-2015 เพื่อต่อต้านการหลีกเลี่ยงภาษีมรดก โดยการโยกย้ายเงินไปไว้ที่ประเทศอื่น และจะทำให้ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับประเทศที่เป็นศูนย์กลางในการบริหารกองทุนทรัพย์สินส่วนบุคคล แบบออฟชอร์ (offshore) ในภูมิภาคอย่างประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ เป็นต้น
6.ภาระภาษีที่มีอยู่ระหว่างทางนั้นมีไม่น้อยอยู่แล้ว การดูภาระภาษีก็ต้องดูให้ครบถ้วน จะดูเฉพาะภาษีมรดกอย่างเดียวไม่ได้ เพราะก่อนที่จะกลายเป็นมรดกก็ต้องเสียภาษีมาไม่น้อยระหว่างทาง เช่น ภาษีที่เก็บจากรายได้ เก็บจากเงินปันผล เก็บจากดอกเบี้ย และประเทศไทยเองก็จ่ายภาษีหลายประเภท และในอัตราที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์
เรื่องนี้จะยิ่งมีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มรดกก็คือทุนส่วนหนึ่งของกิจการ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมจะขอยกตัวอย่างในกรณีที่เจ้าของเอสเอ็มอีได้กำไรเพิ่มขึ้น 100 บาท ว่าจะต้องจ่ายภาษีอะไรบ้าง
เริ่มแรกจะต้องจ่ายภาษี 20% ของกำไร เป็นเงิน 20 บาท เงินที่เหลือ 80 บาท ถ้าจ่ายเป็นเงินปันผล ก็จะถูกหักภาษีอีก 10% เท่ากับ 8 บาท ถ้าเขาออมเงินที่เหลือ 72 บาท ด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยที่ 3.45% ต่อปี พบว่า ณ สิ้นปี เงินออมที่ได้รับจริงจะเท่ากับ 74 บาท หากเขาต้องการมอบเงินออมนี้ให้แก่ลูก จะต้องจ่ายภาษีมรดกอีก 10% เท่ากับ 7 บาท ดังนั้นกำไร 100 บาทที่เกิดขึ้น กระทั่งกลายเป็นมรดกให้แก่ลูกจะเหลือเพียง 67 บาท ทำให้กำไรหายไปถึง 33 บาท ในขณะที่เจ้าของเอสเอ็มอีที่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์จะมีกำไรส่วนที่หายไป 15 บาท หรือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น เพราะเก็บภาษีน้อยชนิดกว่า และในอัตราที่ต่ำกว่า
ข้อเสนอเรื่องภาษีมรดก
จากข้อสังเกตที่กล่าวมาข้างต้น จึงขอสรุปเป็นข้อเสนอดังต่อไปนี้
- อัตราภาษีมรดกไม่ควรสูงถึง 10% เพราะเราจะเป็นประเทศที่เก็บอัตราภาษีเริ่มต้นสูงเท่ากับญี่ปุ่น หรือเนเธอร์แลนด์ที่รวยกว่าเรา 7-8 เท่า
- มูลค่ามรดกที่เริ่มเก็บไม่ควรต่ำกว่า 50 ล้านบาท เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนและเบียดบังทุนของเอสเอ็มอี และควรพิจารณาปรับตามเงินเฟ้อในแต่ละช่วงเวลา
- ต้องคำนึงถึงประเด็นการบริหารจัดการให้รอบด้าน และกฎเกณฑ์การบังคับใช้ที่ชัดเจน เช่น สินทรัพย์ที่จดทะเบียนภายใต้ชื่อนิติบุคคลจะนำมารวมในกองมรดกหรือไม่ ถ้าสินทรัพย์ไม่สามารถซื้อขายเปลี่ยนได้โดยง่าย จะสามารถผ่อนชำระได้หรือไม่
- ให้คนสามารถเลือกว่าจะบริจาคให้สาธารณะโดยตรง หรือจะจ่ายเป็นภาษีเข้ารัฐ ส่วนที่ควรมีทางเลือกให้บริจาคได้ก็เพราะการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเก็บภาษีจากคนรวย แต่ขึ้นอยู่ว่ารัฐบาลจะนำเงินภาษีนั้นไปเพื่อการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมของคนในสังคมหรือไม่ และเงินที่รัฐใช้นั้นเกิดความคุ้มค่าเพียงใด ซึ่งหลายองค์กรการกุศลที่ทำงานเกี่ยวกับการสร้างโอกาสให้แก่ประชาชนก็อาจจะทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้รัฐบาลเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลพบว่า ผลการดำเนินงานไม่ค่อยดีนักในด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล และยังมีแรงจูงใจที่จะเกิดการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเงินมากกว่าด้วย
---------------------------------
(มองต่างมุม-เปิดจุดอ่อน 'ภาษีมรดกไทย' : โดย...สถาบันอนาคตไทยศึกษา)



