ข่าว

จันทร์ 2 ด้านผ่านเกาะเต่า

จันทร์ 2 ด้านผ่านเกาะเต่า

27 ก.ย. 2557

จันทร์ 2 ด้านผ่านเกาะเต่า 'ที่นี่ไม่เคยสิ้นแสงแห่งหวัง' // 'ส่วยต่างด้าว' แดนสวรรค์ด้านมืด

 
 
'ที่นี่ไม่เคยสิ้นแสงแห่งหวัง'   
 
 
                                ราวกับว่าหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญสั่นประสาท ฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวอังกฤษ พระจันทร์เหนือเกาะเต่า มิอาจสะท้อนแสงนวลได้เต็มดวงได้อีกต่อไป ตราบเท่าที่คดียังไม่ได้รับการคลี่คลาย เงามืดแห่งความชั่วร้ายย่อมทาบทับแน่นอยู่บนซีกหนึ่งของดวงจันทร์ และมันจะกลับมาสว่างไสวเต็มดวงอีกหรือไม่ อาจไม่ใช่เพียงแค่รอบครึ่งเดือนแห่งจันทรคติ หากแต่หมายถึงความร่วมมือร่วมใจของชาวเกาะที่จะช่วยกันส่องประกายไล่ความมืดนั้น 
 
                                วรพันธุ์ ตู้วิเชียร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.เกาะเต่า เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ "หาดทรายรี" ผู้ซึ่งชื่อของเขาถูกเสือกไสด้วยข่าวสารให้ต้องตกเป็น "จำเลยสังคม" หาได้ทดท้อต่อวิกฤติ ในฐานะชาวเกาะเต่า เขามองเห็นด้านสว่างของแดนสวรรค์แห่งนี้ยังคงทอแสงเจิดจรัส 
 
                                "นักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางมาเที่ยวที่เกาะเต่าแล้ว จะทราบว่าเกาะเต่าเป็นอย่างไร ผมจึงอยากให้คนที่เคยมาเที่ยว ช่วยสื่อไปถึงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาว่า เกาะเต่าไม่ใช่เช่นภาพที่เกิดเหตุตอนนี้ เสน่ห์ของเกาะเต่าคือความเป็นธรรมชาติที่ยังมีอีกมาก คนเกาะเต่าเป็นคนที่มีมิตรไมตรีที่ดีกับนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเกาะเต่าในปัจจุบัน" ผู้ใหญ่วอนำทางสู่ด้านสว่าง
 
                                ด้วยเอกลักษณ์จำเพาะพื้นที่ของเกาะเต่า ยังผลให้สถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลแห่งนี้ คัดกรองผู้คนจนได้นักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติอย่างแท้จริง พวกเขามาดำน้ำ ดูปะการัง ซึ่งแน่นอนว่าในร่างกายนักท่องเที่ยวประเภทนี้ย่อมต้องปราศจากแอลกอฮอล์ ที่สำคัญที่นี่ไม่มีฟูลมูนปาร์ตี้ในคืนจันทร์เต็มดวงอย่างที่เกาะพะงันจัดกันอยู่เป็นประจำ หากแต่กิจกรรม เช่น วาเลนไทน์ คริสต์มาส  ฮัลโลวีน ที่เปิดบาร์ เปิดสถานบริการนั้น ต้องถือเป็นเรื่องปกติของสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปที่มีชาวต่างชาติ  
 
                                ด้วยอัธยาศัยอันงดงามที่มองเห็นนักท่องเที่ยวคือสมาชิกในครอบครัว เช่นเดียวกับ อีกฝ่ายผู้มาเยือนได้อาศัยร่มไม้ชายคาเกาะเต่าเป็นบ้านหลังที่สอง เช่นนี้นี่เองที่ผู้ใหญ่วอเชื่อว่า เสน่ห์ของเกาะเต่ามีมากพอที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่อไปไม่เสื่อมคลาย แม้เกิดเหตุอย่างที่ทำให้ชาวเกาะเต่าทุกคนตกอยู่ในอาการช็อกไม่หายจนถึงทุกวันนี้ 
 
                                ในอดีตตระกูลของเขาทำอาชีพสวนมะพร้าว และประมง แต่เมื่อมาถึงรุ่นที่ 3 ผู้ใหญ่วรพันธ์บอกว่า "พ่อ แม่ ส่งให้ไปเรียนหนังสือ จบมาก็กลับมาอยู่เกาะเต่า มาทำงานเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น เราจึงถือว่าเกาะเต่ามีบุญคุณกับเราให้อาชีพ ให้รายได้ ทำให้สามารถอยู่ได้ ทุกวันนี้ ตระกูลผมทั้งหมด รวมทั้งพี่ น้อง ลูก ล้วนมีรายได้มาจากการท่องเที่ยวเกาะเต่าทั้งสิ้น"
 
                                เช่นนี้แล้ว ไม่เพียงแค่คิดเณรคุณแผ่นดินถิ่นเกิดเช่นการก่อเหตุร้ายขึ้น ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเท่านั้น หากแต่ความหวงแหน พร้อมอุทิศเพื่อดูแลเกาะเต่าต่างหากที่ควรจะเป็นหน้าที่ของสมาชิกทุกคนบนเกาะแห่งนี้ โดยเฉพาะในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน พวกเขาพร้อมร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ให้คดีปิดลงโดยเร็วที่สุด เพื่อเร่งเรียกคืนความเชื่อมั่นกลับมา และจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นก็จะถูกจัดขึ้นในห้วงเวลานั้น
 
                                "ตั้งแต่วันแรกที่คนเกาะเต่าลุกขึ้นมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และช่วยเหลือในสิ่งที่ช่วยได้ เช่น การนำข้าว นำแกง มาให้บริการเจ้าหน้าที่ ที่มาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อคลี่คลายคดี โดยไม่ต้องร้องขอ เพราะทุกคนรู้ว่า เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกัน นี่คือประเพณีของคนเกาะเต่า มีไมตรีกับทุกคน" นั่นคือวิถีของคนเกาะเต่าที่ผู้ใหญ่วอภาคภูมิใจมาช้านานเท่าที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของเขา หาใช่ "จัดฉาก" ฉาบฉวยหลังเหตุการณ์ร้าย
 
                                เกิดเหตุร้ายแล้วค่อยคิดหาทางป้องกัน อย่างที่พูดกันติดปากวัวหายล้อมคอก คงไม่ใช่ความคิดเฉพาะหน้าของชาวเกาะเต่า หากแต่ในความเป็นจริง มันคือความจำเป็นในหลายด้านบนเกาะเต่า คือภารกิจต่อเนื่องที่จะต้องลงมือทำ ซึ่งผู้ใหญ่วรพันธ์แยกแยะว่า อย่างแรกคือ จะต้องเพิ่มกล้องวงจรปิดด้วยงบประมาณจากเทศบาลตำบลเกาะเต่า ลำดับต่อมาคือ ระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบไฟฟ้าที่ไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ และเป็นอุปสรรคกับการป้องกันเหตุร้าย ระบบน้ำจืดที่ยังขาดแคลนและยังต้องซื้อหา
 
                                "แต่ก่อนที่เราจะดึงคนมาเที่ยว เราก็ต้องล้างบ้านของเราให้สะอาดเสียก่อน ก่อนจะเชิญคนอื่นเข้ามาที่บ้าน"
 
                                สำหรับความร่วมมือของคนเกาะเต่าในการดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ผู้ใหญ่วรพันธ์ย้ำว่า เป็นหน้าที่ของทุกคนบนเกาะนี้ที่จะต้องช่วยกันดูแลระมัดระวังให้มากขึ้น จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว 
 
                                ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.เอนก นุรักษ์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยว จ.สุราษฎร์ธานี บอกว่า พื้นที่เกาะเต่าค่อนข้างห่างไกล ค่าครองชีพสูง ห่างครอบครัว ใช้ระยะเวลาเดินทางนาน ไม่มีใครอยากไปประจำที่เกาะเต่า แต่ก็เป็นเรื่องน่าเห็นใจข้าราชการที่ประจำในพื้นที่ จะหวังให้ดูแลความปลอดภัยรวมถึงเรื่องอื่นๆ คงไม่เพียงพอ มาตรการต่อไปคงต้องบูรณาการในทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด ต้องเน้นความร่วมมือกับภาคเอกชน ด้วยการดึงมาเป็นส่วนร่วมให้ได้ 
 
                                "ต้องเอาคนที่มีจิตอาสาอบรมมาตรการความปลอดภัย รวมถึงสิ่งผิดกฎหมายทุกประเภท ให้ชาวบ้านผู้ประกอบการ เป็นหูเป็นตาให้แก่ภาครัฐ ซึ่งภาครัฐอาจจะผลักดันงบประมาณจำนวนหนึ่ง เน้นบริการนักท่องเที่ยวทั้งระบบร่วมกับภาคเอกชน เชื่อว่าคนในเกาะเต่าต้องให้ความร่วมมือ เพราะคงไม่มีทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้ง”
 
 
---------------------------------
 
 
'ส่วยต่างด้าว' แดนสวรรค์ด้านมืด
 
 
                                จำเลยลำดับต้นๆ แห่งคดีสังหาร 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ก็คือ แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานพม่า ถ้าไม่ใช่เพราะเบาะแสหรือหลักฐานทางการสืบสวน ก็น่าจะไม่พ้นไปจากข้อสันนิษฐานอันมาจากความจริงข้อที่ว่า เกาะเต่าคลาคล่ำไปด้วยแรงงานต่างด้าวถึง 5,000 คน โดย 20% เป็นแรงงานผิดกฎหมาย 80% เป็นแรงงานพม่า และมีตัวเลขคนงานที่จ่ายค่าใบเบิกทางถึง 2,000 คน
 
                                กล่าวสำหรับ "ส่วยแรงงานต่างด้าว" มันคือรอยด่างแห่งเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยว หรืออีกนัยหนึ่ง ด้านมืดแห่งจันทร์เหนือเกาะเต่า โดยเฉพาะแรงงานผิดกฎหมาย ผู้ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้แก่เจ้าหน้าที่เดือนละ 500 บาท ไม่เช่นนั้นก็จะถูกรังควานด้วยข้อหาต่างๆ นานา
 
                                หนึ่งในแรงงานพม่า ชุมชนบ้านโฉลก บนเกาะเต่า ที่ต้องจ่ายส่วยลักษณะนี้ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี ที่เข้ามาทำงานบนเกาะเต่า ต้องไปจ่ายเงินทุกเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกวันที่ 1-5 ของเดือน หากไม่ทำเช่นนั้นก็จะถูกเสียค่าปรับเป็นเงิน 3,000-4,000 บาท และได้ตั๋วขนาดเท่ารูปถ่ายขนาด 2 นิ้วครึ่ง ซึ่งมีรูป ชื่อและอาชีพ พร้อมทั้งประทับตรารูปสัตว์ไว้ด้านหน้าและหลัง  เปลี่ยนไปทุกๆ เดือน โดยเดือนกันยายนนี้ใช้รูปเต่าเป็นตราประทับ และให้แรงงานเก็บไว้แสดง กรณีที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจหรือจับกุม
 
                                กอบชัย เสาวลักษณ์ กำนันตำบลเกาะเต่า บอกว่า ในพื้นที่เกาะเต่า มีแรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้ประมาณ 3,300 คน ซึ่งส่วนที่เกินและไม่ได้แจ้งหน่วยงานไหน น่าจะมีมากกว่า 1,000 คน เป็นเหมือนแรงงานอิสระ ไม่ได้สังกัดรีสอร์ทหรือโรงแรม สถานประกอบการไหน ส่วนใหญ่มักจะอาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ บนเขา และแหล่งชุมชนชาวพม่า
 
                                “พวกนี้ส่วนมากจะมาจากเกาะสอง และ จ.ระนอง เราจำเป็นต้องใช้คนพวกนี้ในทางธุรกิจเพราะหาคนงานได้ยากมาก ในอดีตส่วนใหญ่จะใช้แรงงานชาวอีสาน ปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องช่วยกันดูแลสอดส่อง อย่าให้ออกมานอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น และปลุกจิตสำนึกให้คนพื้นที่รักบ้านของตัวเอง อย่าชักชวนเขาไปในทางที่ผิด โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด" กอบชัยกล่าว
 
                                ด้าน ทวีศักดิ์ อินทร์พรหม นายอำเภอเกาะพะงัน ให้ข้อมูลตัวเลขแรงงานต่างด้าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานที่มาขึ้นทะเบียนไว้  3,300 คน รอขั้นตอนการขอจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการให้ทางหน่วยงานท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้านช่วยกันจัดทำข้อมูลทะเบียนคนต่างด้าวไว้ในขั้นต้น  
 
                                “ระเบียบตอนนี้อยู่ในขั้นตอน เราจะต้องนำทุกคนมาเข้าระบบทั้งหมด โดยคนที่จะทำงานในพื้นที่จะต้องจดทะเบียนและเสียเงิน 1,305 บาท เพื่อจัดการเข้าระบบ มีประกันและตรวจสุขภาพครบทุกอย่าง ซึ่งช่วงนี้จะยังไม่มีการจับกุมกรณีของการหลบหนีเข้าเมือง อยู่ระหว่างการจัดระเบียบ" ทวีศักดิ์กล่าว
 
                                เมื่อแรงงานต่างด้าวถูกจับจ้องเป็นจำเลยแห่งอาชญากรรม ย่อมสวนทางกับทัศนะของผู้ประกอบการที่แลเห็นประโยชน์ของแรงงานต่างด้าว มากกว่าเหตุผลทางด้านลบที่พวกเขาเชื่อว่า มักจะเกิดจากแรงกดดันหรือถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง เช่น การใช้งานโดยไม่จ่ายเงินเดือน การดุด่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหรือเกิดเหตุเฉพาะหน้า แรงงานพม่าจึงจะทำรุนแรง ซึ่งผู้ประกอบการเองก็ต้องระวัง เพราะหากพลาดพลั้งย่อมกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเหมือนกัน
 
                                ในมุมของผู้ประกอบการท่องเที่ยวอีกราย ก็ยอมรับว่า ยังมีแรงงานต่างด้าวบางส่วนที่เป็นแรงงานเถื่อน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควบคุมยาก บนเกาะเต่ามีการขึ้นทะเบียนถูกต้องราว 80% ส่วนที่เหลืออาจจะสร้างปัญหาให้แก่แหล่งท่องเที่ยวได้ หากไม่มีการควบคุม
 
                                แต่ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวอีกรายในเกาะเต่ามองต่างมุมว่า แรงงานพม่าที่เข้ามาส่วนใหญ่มีจิตใจดี มีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน จะเห็นได้จากการทำบุญ เมื่อถึงเทศกาลสำคัญแรงงานพม่าจะไปร่วมงานและทำบุญกันจำนวนมากและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด ทำให้ไม่รู้สึกหวาดกลัวมากนัก
 
                                "จอ" แรงงานชาวพม่าวัย 53 ปี อพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยทั้งครอบครัว ตั้งแต่เงินเดือนยังไม่กี่พันบาท ปัจจุบันเขารับเงินเดือนสูงถึง 9,500 บาท ตำแหน่งลูกจ้างเรือในรีสอร์ทบนเกาะเต่า และส่งเงินกลับบ้านทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท แม้เกิดเหตุร้าย แต่เขาก็ยังยืนยันที่จะอยู่ทำงานในพื้นที่นี้ต่อไป 
 
                                “อยู่ประเทศไทยดีมาก ค่าใช้จ่ายไม่แพง ตอนนี้อยู่กันกับภรรยาและลูกรวม 4 คน ซึ่งลูกคนโตก็ทำงานแล้ว ใครที่เข้ามาทำงานนานๆ ส่วนใหญ่จะผ่านการพิสูจน์สัญชาติและมีพาสปอร์ต ซึ่งคนพม่าที่เข้าเมืองไทยมาทำงานบนเกาะส่วนมากจะเข้ามาทาง จ.ระนอง โดยทางเรือ" 
 
                                แม้แรงงานต่างด้าวจากพม่า จะมีปัญหาในด้านมืดอยู่บ้างก็ตาม ในทัศนะของ วรรณี ไทยพาณิช นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะพะงัน สะท้อนความจำเป็นให้ทราบว่า เพราะคนไทยทุกวันนี้ไม่สู้งานและเคลื่อนย้ายกลับถิ่น จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพึ่งพิงแรงงานต่างด้าว
 
                                วรรณี บอกว่า ปัจจุบันต้องจ่ายค่าจ้างสูงเท่าคนไทย ขั้นต่ำ 6,500-7,000 บาท พร้อมอาหารที่พัก หากบวกเซอร์วิสชาร์จ บางคนรับถึง 12,000-15,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของงาน หากเป็นหัวหน้าช่างหรือสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ค่าจ้างจะสูงขึ้นอีกประมาณเดือนละ 12,000-13,000 บาท ปัจจุบันมีต่างด้าวบนเกาะเต่า ประมาณ 4,000-5,000 คน และเกาะพะงันเกือบ 1 หมื่นคน โดยผู้ประกอบการหลายแห่งดูแลเอาใจใส่ ทั้งการสั่งสอน อบรม จนสามารถทำงานได้ดี และไม่ก่อปัญหา
 
                                วรรณี ยังระบุด้วยว่า ในอดีตแรงงานบนเกาะเต่า มักจะมาจากภาคอีสานเป็นหลัก แต่ระยะหลังย้ายกลับคืนถิ่น อาจจะด้วยความห่างไกลจากครอบครัวหรือฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทำให้ขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก ขณะที่คนในท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของกิจการ หรือทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั้งหมด เมื่อกิจการขยายตัวจึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจำนวนมาก 
 
                                เกาะเต่า...ปัจจุบันจึงไม่เพียงแค่สวรรค์บนดินของนักท่องเที่ยงเท่านั้น
 
                                ทว่ายังเป็นสวรรค์แห่งการ "ขุดทอง" ของคนต่างด้าวท้าวต่างแดนไปโดยปริยายเช่นกัน !! 
 
 
 
 
 
---------------------------------
 
(จันทร์ 2 ด้านผ่านเกาะเต่า 'ที่นี่ไม่เคยสิ้นแสงแห่งหวัง' // 'ส่วยต่างด้าว' แดนสวรรค์ด้านมืด : สำนักข่าวเนชั่น โดย...สมชาย สามารถ / สุวรรณี บัณฑิศักดิ์ / ธนภัท กิจจาโกศล)