ข่าว

จากเอกอัครมหาเศรษฐี สู่เทวดาตกสวรรค์

จากเอกอัครมหาเศรษฐี สู่เทวดาตกสวรรค์

28 ก.ย. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : จากเอกอัครมหาเศรษฐี สู่เทวดาตกสวรรค์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

 
                                แดนภารตอินเดียกำลังเร่งขับเคลื่อนตัวเองสู่การเป็นศูนย์กลางโลกและจักรวาล เห็นได้จากการที่ยานสำรวจ "มงคลยาน" ได้เข้าสู่วงโคจรของดาวอังคารตามที่ฝันไว้แล้ว ตามด้วยการเปิดตัวโครงการ "เมค อิน อินเดีย" เพื่อจะยกระดับอดีตอนุทวีปแห่งนี้ให้เป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าของโลก แทนที่แดนมังกรจีน โดยชูเรื่องการมีต้นทุนถูกกว่า หนำซ้ำยังเป็นประเทศที่ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย จึงมีความเสี่ยงน้อยกว่าแดนมังกร ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำจงหนานไห่ ในกรุงปักกิ่ง
 
                                อนาคตเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ว่า ความฝันนี้จะเป็นจริงได้หรือไม่ หรือจะกลายเป็นฝันสลาย เหมือนเช่นอดีตเอกอัครมหาเศรษฐีหลายคนที่เคยบุกเบิกธุรกิจหลายด้านมาก่อนจนร่ำรวยล้นฟ้า มีชื่อเสียงโด่งกังก้องโลก ใช้ชีวิตชนิดที่อดีตมหาราชาหลายพระองค์ยังต้องอิจฉา ชื่อของบริษัทของมหาเศรษฐีเหล่านี้ติดอยู่บนลำตัวของเครื่องบิน หรือบนรถแข่งฟอร์มูลา วัน หรือตรงหน้าอกเสื้อทีมคริกเกต แต่ท้ายสุดก็กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ในชั่วพริบตา บางคนถูกจับกุมคุมขัง บางคนถูกบังคับให้ขายกิจการเพื่อหาเงินมาชำระหนี้นับหมื่นๆ ล้านบาท
 
                                ทั้งหมดนี้ถ้าจะโทษก็ต้องโทษมหาเศรษฐีสายเลือดใหม่เหล่านี้ ที่มัวแต่หลงละเลิงในความสำเร็จหาใครเทียมทาน แข่งกันอวดร่ำอวดรวยเพียงเพื่อให้มีชื่อเป็นข่าวใหญ่อยู่เสมอๆ ไม่รู้จักทำตัวติดดินเหมือนอัครมหาเศรษฐกิจรุ่นเก่าอย่างเจ้าของกลุ่มธุรกิจครอบครัวทาทา ซึ่งแต่ละคนพยายามเก็บตัวเงียบและยินดีที่จะทำงานอยู่เบื้องหลังมากกว่าจะทำตัวเป็นข่าว 
 
                                ที่สำคัญก็คือ เทวดารุ่นใหม่เหล่านั้นไม่เคยตระหนักว่า โลกเปลี่ยนไปเร็วขนาดไหน ขบวนการปฏิรูปสถาบันต่างๆ ให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดแทนที่สถาบันเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชั่น จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน เต็มไปด้วยรูโหว่จนเปิดช่องให้นักธุรกิจมีโอกาสเกิดอย่างรวดเร็วในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นเจ้าของมหาอาณาจักรต่างๆ ก่อนจะล่มสลายอย่างรวดเร็วจากภาวะหนี้ท่วมสูงเป็นภูเขาเลากา
 
                                วิชัย มอลยา เทวดาตกสวรรค์คนแรกวัย 59 ปี ราชาธุรกิจน้ำเมากลุ่มบริษัทยูเนเต็ด บริวเวอรีส์ กรุ๊ป (ยูบี กรุ๊ป) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไฟฉุกเฉิน อุปกรณ์โซลาร์เซลส์ และเจ้าของสายการบินคิงฟิชเชอร์ ในเมืองเชนไน รัฐทมิฬนาดู เคยมีชื่อติดอันดับ 937 ของบรมเอกอัครมหาเศรษฐีโลกจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ที่ประเมินว่า มีทรัพย์สินราว 1,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วงที่รุ่งโรจน์สุดๆ วิชัย มอลยา ได้นำกลุ่มบริษัทยูบี ที่ได้รับมรดกจากพ่อให้กลายเป็นมหาอาณาจักรผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากนั้นก็ขยายอาณาจักรไปสู่สายการบินคิงฟิชเชอร์ ซึ่งตั้งชื่อตามบริษัทเบียร์ชื่อดังของตัวเอง 
 
                                ชื่อเสียงของวิชัยยิ่งโด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อเข้าไปถือหุ้นทีมฟอร์ซ อินเดีย เอฟ 1 อีกทั้งยังเป็นเจ้าของทีมคริกเก็ตโรแยล แชลเลนจ์แอร์ แห่งบังกาลอร์ อีกทั้งยังสนใจจะเทคโอเวอร์ทีมลิเวอร์พูล ไม่นับรวมเรื่องการอวดรวย ชนะประมูลจนได้เป็นเจ้าของนาฬิกาปลุกเซนิธ ซึ่งชื่อดังระดับตำนาน รวมทั้งทรัพย์สินอื่นๆ อาทิ แว่นตาทรงกลม รองเท้าแตะหนัง ถ้วยและจาน รวมมูลค่า 1.8 ล้านดอลลาร์ (ราว 58.5 ล้านบาท)
 
                                แต่เมื่อฟองสบู่แดนภารตเกิดแตกดังโพละ เศรษฐกิจเกิดมีอันสะดุดจนหัวทิ่มโลก โดยอุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด ทรัพย์สินล้นฟ้าของวิชัย มอลยาพลันหายวับไปกับตา จนต้องขายธุรกิจน้ำเมาให้แก่ดิเอจีโอ เพื่อนำเงินมาพยุงฐานะของสายการบินฟิชเชอร์ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ เนื่องจากเครื่องบินของสายการบินคิงฟิชเชอร์ไม่ได้ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกเลย หลังจากนักบินรวมตัวกันประท้วงเมื่อปี 2555 กรณีที่ไม่ได้รับเงินเดือนติดต่อกันหลายเดือน 
 
                                เมื่อสูญทั้งธุรกิจน้ำเมาและสายการบิน ธนาคารยูไนเต็ด แบงก์ ออฟ อินเดีย เจ้าหนี้รายใหญ่ก็ฉวยโอกาสกระหน่ำซ้ำสามไม่ยอมให้ผัดผ่อนการชำระหนี้มากกว่า 60 ล้านดอลลาร์ ซ้ำยังขึ้นบัญชีแดงหราว่า เจตนาผิดนัดการชำระหนี้ ทำให้ไม่สามารถขอเงินกู้ก้อนใหม่ได้
 
                                สุภัทร รอย ราชาสื่อหลายสื่อ รวมไปถึงหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ภาษาฮินดี ซึ่งร่ำรวยจากน้ำพักน้ำแรงและหยาดเหงื่อของตัวเอง กระทั่งเป็นประธานกลุ่มบริษัทซาฮาร่า กรุ๊ป ผู้ก่อตั้งและประธานโรงแรมพลาซา โฮเต็ล ในอินเดีย นิวยอร์ก อังกฤษและอีกหลายประเทศ เจ้าของกรอสเวเนอร์ เฮ้าส์ในลอนดอน เจ้าของอามบาย วัลเลย์ ซิตี้ เจ้าของทีมคริกเก็ต และเจ้าของอัครมหาคฤหาสน์หลายหลังที่จำลองแบบมาจากทำเนียบขาวและพระราชวังบักกิงแฮม 
 
                                ชื่อเสียงของ สุภัทร รอย ยิ่งโด่งดังจากการร่วมมือกับ วิชัย มอลยา เป็นเจ้าของทีมฟอร์มูลา วันของอินเดีย และทีมคริกเก็ต นอกจากนี้ยังเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ให้แก่ทีมซาฮาราในเมืองปูนา จนได้เข้าสู่ทีมระดับ อินเดียน พรีเมียร์ ลีก (ไอพีแอล) ก่อนที่ทีมนี้จะถูกขับออกจากไอพีแอลเมื่อปลายปีที่แล้ว เนื่องจากมีปัญหาด้านการเงิน ช่วงที่สวรรค์เป็นใจนั้น รอยเป็นเศรษฐีอินเดียอีกคนหนึ่งที่สนใจจะซื้อสโมสรลิเวอร์พูล แต่เปลี่ยนใจในภายหลัง
 
                                ช่วงที่ล่องลอยอยู่ในทิพย์วิมานนั้น สุภัทร รอย เคยทุ่มเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์จัดงานแต่งงานสุดหรูให้กับลูกชาย 2 คน พร้อมกัน เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ที่ซาฮารา วิลเลจ ในเมืองลัคนาว จนเลื่องลือว่าเป็นงานแต่งงานที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอินเดีย และยังได้รับการจัดอันดับว่า อยู่อันดับที่ 2 จาก 10 อันดับงานวิวาห์ที่โลกต้องตะลึง โดยเมืองทั้งเมืองได้รับการตกแต่งให้สว่างไสวราวจำลองวิมานแมนมายังโลกมนุษย์ เพื่อเอาใจแขกเหรื่อกว่า 1.1 หมื่นคน มีการเสิร์ฟอาหารชั้นเลิศถึง 110 เมนู คลอเพลงอินเดียจากวงซิมโฟนีชื่อดัง ขณะเดียวกันก็ยังมีการแจกจ่ายอาหารและให้ทานแก่คนยากจนและขอทานอีกจำนวนมาก 
 
                                แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตก รอยก็ตกเป็นเหยื่อรายที่ 2 กระทั่งถูกจับเมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา จากการที่ไม่สามารถจ่ายเงินหลายล้านดอลลาร์ให้แก่นักลงทุนรายย่อยที่ควักเงินมาร่วมซื้อพันธบัตรที่กลุ่มซาฮาราออกขายขณะระดมเงิน 3,200 ดอลลลาร์ ผ่านการออกพันธมิตรที่ผิดกฎหมาย หลังจากกลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ รอยถูกบังคับให้ต้องขายกิจการในเครือบริษัทซาฮาร่า กรุ๊ป โดยเฉพาะการต้องขายกิจการเครือโรงแรมพลาซาในนิวยอร์กและลอนดอน รวมทั้งขายกรอสเวเนอร์ในกรุงลอนดอน เพื่อระดมเงินสด 1,600 ล้านดอลลาร์ ที่ต้องใช้เพื่อประกันตัวเองจากเรือนจำติฮาร์
 
                                ที.เวนกาตราม เรดดี ราชาสื่อเดคคาน โครนิคอล โฮลดิงส์ จำกัด หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในเมืองไฮเดอราบัด ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต ส.ส.ที จันทราเสกขาร์ เรดดี พ่อผู้ล่วงลับ ความที่เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ ทำให้ธนาคารยอมให้เรดดีกู้เงินเพื่อลงทุนในธุรกิจเสี่ยงหลายธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจเครือข่ายร้านหนังสือและบริษัทให้เช่าเครื่องบินเหมาลำ โดยอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายที่อ่อนแอ ทั้งยังเป็นเจ้าของกีฬาพระราชาคือ ม้าแข่ง โดยเป็นเจ้าของคอกม้าที่มียอดอาชาไนยหลายตัวเพื่อส่งสนามประลองความเร็วจนสามารถคว้าถ้วยรางวัลมาครองหลายใบ นอกจากนั้น ยังเป็นสปอนเซอร์ใหญ่ถ้วยรางวัลที จันทราเสกขาร์ เรดดี ที่ตั้งชื่อตามพ่อผู้ล่วงลับ เป็นเจ้าของทีมเดคคาน ชาร์เจอร์ส ในทีมพรีเมียร์ลีก ซึ่งประสบปัญหาเช่นกันเอปี 2555 แม้ว่าทีมคริกเก็ตจะไม่ประสบปัญหาการเงิน แต่ตระกูลเรดดีก็ต้องต่อสู้เพื่อจะรักษาประตูให้พ้นจากฝูงหมาป่าที่จ้องรุมเขมือบ รวมไปถึงธนาคารใหญ่ที่ค่อยๆ ตะครุบธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ของตัวเอง
 
                                ในช่วงที่ยังเป็นเทวดาบนดินนั้น เรดดีเป็นมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่ชอบอวดร่ำอวดรวย มาทำงานด้วยรถยนต์ที่แพงที่สุด อันเป็นหนึ่งในกองทัพรถหรูที่ตัวเองเป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นรถโรลส์-รอยซ์แฟนทอม รถปอร์เช่ บีเอ็มดับเบิลยู แลนด์โรเวอร์ ลัมโบกินีและเมอร์เซเดส-เบนซ์ "ทุกคนจะรู้ว่าเขาพร้อมจะซื้อรถหรูคันใหม่ทันทีที่เริ่มเปิดตัวในตลาดโลก" คนสนิทคนหนึ่งเผย
 
                                อดีตนักข่าวอาวุโสคนหนึ่งที่เคยทำงานกับพ่อมาก่อน เปิดเผยว่า เรดดีเพิ่งจะมารวยล้นฟ้าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อขายกิจการโรงแรมนาครฮูนา และโรงงานผลิตแผ่นอะลูมิเนียมทิ้ง ขณะที่ยอดจำหน่ายหนังสือพิมพ์ก็เติบโตแบบก้าวกระโดด เรดดีจึงหันไปหาอุตสาหกรรมการบิน เครือข่ายร้านหนังสือและพรีเมียร์ลีก และเริ่มทำตัวเยี่ยงมหาราชาแบบเดียวกับ วิชัย มอลยา เดินทางไปที่ต่างๆ ด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำ ก่อนที่ทั้ง 2 คน จะควงมือตกจากสวรรค์ เมื่อหุ้นบริษัทเริ่มรูดร่วงมหาราช 
 
                                โดยเฉพาะเรดดี ซึ่งมีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความรู้เรื่องตลาดหุ้นแม้แต่น้อย ไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องที่ว่า เมื่อนำหุ้นเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว การใช้จ่ายต่างๆ ทุกอย่างจะต้องถูกตรวจสอบ ปล่อยให้คนใกล้ชิดเป็นคนดูแลจนทุกอย่างเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างไม่เคยคาดฝันมาก่อน อันเป็นผลพวงจากการเมืองและเศรษฐกิจเปลี่ยนไป มีการรณรงค์ให้สถาบันต่างๆรวมไปศาลปฏิรูปตัวเองเพื่อฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนให้กลับมาใหม่ ล้มล้างระบบอุปถัมภ์และจะไม่ปล่อยให้คนชั่วลอยนวลหรือเกิดกรณีล้มบนฟูกเหมือนในอดีต
 
                                วิชัย มอลยา กับ รอย จึงเป็นเหยื่อตัวใหญ่ 2 ตัวแรกที่ถูกจับเหมือนกับเชือดไก่ให้ลิงดู เนื่องจากยังคงหยิ่งผยอง ไม่คิดว่าเงื้อมมือกฎหมายจะมาถึงตัวเอง แถมยังลำพองใจว่า มีทนายมือหนึ่งคอยช่วยเหลือ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า กรณีของมอลยานั้นผิดพลาดตรงที่เร่งขยายเครือข่ายอาณาจักรออกไปอย่างไม่รู้จบ ส่วนกรณีของรอยมาจากการอาศัยช่องโหว่ของกฎหมาย ที่สำคัญก็คือ ไม่เคยมีใครคิดจะไปตรวจสอบมหาเศรษฐีทั้งหลายว่ารวยจริงหรือรวยจากการกู้เงินจนเพลิน
 
                                จนถึงขณะนี้ มอลยาต้องดิ้นรนต่อสู้กับธนาคารกระหายเลือด ที่จ้องจะฮุบธุรกิจถึงขั้นประกาศว่า มอลยามีเจตนาจะผิดนัดชำระหนี้ ขณะที่รอยถูกจับขังนาน 6 เดือน ในข้อหาเจตนาละเมิดคำสั่งศาลสูงสุดที่ตัดสินเมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2555 ให้รอยคืนเงินให้แก่นักลงทุนรายย่อย
 
                                มอลยาพยายามอุทธรณ์และฎีกาเพื่อขอสู้คดีที่ถูกธนาคารขึ้นบัญชีดำในฐานะที่เจตนาผิดนัดชำระหนี้ แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาปฏิเสธรับคำร้องนั้น ขณะที่สุภัทร รอย อาจจะโชคดีกว่า ตรงที่ได้รับการผ่อนปรนให้เจรจาต่อรองให้ขายทรัพย์สินรวมไปถึงการขายกิจการโรงแรมในต่างประเทศ แม้ศาลจะไม่ยอมให้ประกันตัว แต่ก็ยอมให้ใช้ห้องประชุมของศาลเป็นที่เจรจาต่อรอง
 
                                ไม่รู้ว่า กรณีของ 3 เทวดาตกสวรรค์นี้ จะทำให้มหาเศรษฐีโลภมากอีกหลายคนตระหนักหรือไม่ว่า สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปเช่นนี้เอง
 
 
 
 
 
 
--------------------------
 
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : จากเอกอัครมหาเศรษฐี สู่เทวดาตกสวรรค์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)