ครึ่งศตวรรษรถไฟชินคันเซน
27 ก.ย. 2557
เวิลด์วาไรตี้ : ครึ่งศตวรรษรถไฟ ชินคันเซน
ญี่ปุ่นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ มีแต่ทางออกสู่ทะเลกว้างเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเพียงประการเดียว แต่ญี่ปุ่นกลับดำรงคงอยู่ในดินแดนหมู่เกาะทะเลจีนตะวันออกมาอย่างยาวนาน และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การศึกษา การเกษตร และอีกหลายต่อหลายด้านจนทำให้ประเทศอื่นๆ ต้องตั้งตามองอย่างตั้งใจ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แม้จะเป็นผู้แพ้ในสงครามโลก แต่ญี่ปุ่นกลับพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส จนทำให้กลายเป็นประเทศชั้นนำระดับโลกได้ในเวลาเพียง 7 ทศวรรษนี้เอง
ยิ่งเมื่อญี่ปุ่นเปิดแผนการสร้างสาธารณูปโภคด้านการขนส่งที่สำคัญ เป็นโครงข่ายการนำคนไปยังเมืองต่างๆ อย่างรวดเร็วและปลอดภัย โดยอาศัยระบบรางเป็นหลัก ด้วยการเปิดตัวโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือ "ชิน คัน เซน" เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ทั่วโลกต้องจับตามองพัฒนาการที่สำคัญของญี่ปุ่น ที่หาญกล้านำรถไฟความเร็วสูงมาใช้ในประเทศที่เป็นหมู่เกาะแบบนี้
รถไฟชินคันเซน ของญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นเครื่องมือในการขนส่งมวลชนแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความฝันของชาวซามูไร เป็นการเยียวยาความรู้สึกพ่ายแพ้ในสงครามโลกที่ชาวญี่ปุ่นต้องอยู่กันอย่างยากลำบาก ภายใต้การบริหารของประเทศผู้ชนะสงครามที่ต้องเข้ามาควบคุม จัดการ ตามข้อตกลงการชดเชยค่าปฏิกรรมสงคราม ที่ญี่ปุ่นต้องชดใช้จนแทบเรียกได้ว่า "หมดตัว"
นายฟูมิฮิโร อารากิ อดีตวิศวกรรถไฟวัย 73 ปี และรองผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์รถไฟในเมืองโอมิยะ ทางตอนเหนือของโตเกียว เล่าถึงความหลังครั้งเก่า ว่า เมื่อแรกเริ่มโครงการชินคันเซน เรา (ชาวญี่ปุ่น) รู้สึกในทันทีว่า ช่วงเวลาแห่งความอดอยากของประเทศจะจบสิ้นลงแล้ว และญี่ปุ่นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ "ชินคันเซน มุ่งเป็นรถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ให้ความหวังแก่ประชาชน ทำให้คนญี่ปุ่นมีกำลังใจมองไปข้างหน้า"
ชินคันเซนยังได้ชื่อเล่นด้วยว่า "ซูเปอร์เอ็กซ์เพรสออฟดรีม" หรือ รถด่วนแห่งความฝัน เนื่องจากทำให้ชาวญี่ปุ่นฝันถึงอนาคตที่ดีกว่า
วันที่ 1 ตุลาคม 2507 รถด่วนแห่งความฝันของชาวญี่ปุ่นก็เริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในช่วงก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่กรุงโตเกียว เป็นเจ้าภาพ การเปิดบริการรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงของญี่ปุ่น ยังทำให้ดินแดนซามูไรกลายเป็นดินแดนที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศผู้ชนะสงครามในยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกา
แม้โครงการนี้จะทำให้ญี่ปุ่นมีหนี้สินมหาศาล การก่อสร้างผลาญเงินเกินงบประมาณ และถูกต่อต้านจากสาธารณชนอย่างรุนแรง แต่ที่สุดแล้ว ชินคันเซน ที่วิ่งให้บริการระหว่างกรุงโตเกียวกับนครโอซากา ก็เริ่มต้นให้บริการได้ในที่สุด เส้นทางรถไฟชินคันเซนต้องวิ่งผ่านอุโมงค์ 66 แห่ง สะพานอีก 96 แห่ง แต่ด้วยความเร็วของรถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ายุคแรกสามารถเร่งความเร็วสูงสุด 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ช่วยให้ระยะทางระหว่างเมืองทั้งสองนั้นสั้นลงกว่าการเดินทางทางบกด้วยวิธีอื่นๆ เพียงเวลา 2 ชั่วโมง 30 นาที ก็ถึงปลายทางแล้ว
นั่นหมายความว่า นักธุรกิจจากกรุงโตเกียวสามารถไปทำธุระที่นครโอซากาและกลับมายังกรุงโตเกียวได้ภายในวันเดียวกัน ทั้งยังเพิ่มแรงกระตุ้นในการใช้เงินของประชาชน ที่ต้องการซื้อสินค้าที่อยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งที่เป็นปลายทางของรถไฟชินคันเซน ก็เป็นไปได้อย่างสะดวก ทำให้กระแสเงินไหลสะพัดในธุรกิจมากขึ้นตามไปด้วย
เส้นทางนี้ยังเป็นเส้นทางรถไฟสำหรับนักท่องเที่ยว เพราะระหว่างทางนั้นยังผ่านเมืองเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ในจุดที่สามารถชมภูเขาไฟฟูจิ ที่เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของญี่ปุ่นอีกด้วย
ในมุมมองทางเศรษฐกิจ ชินคันเซน เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการขนส่งผู้บริโภคจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง ตั้งแต่แรกเริ่มให้บริการ และยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นรถไฟหัวกระสุนที่ปัจจุบันมีความเร็วสูงขึ้นเป็น 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยังไม่เคยมีอุบัติเหตุที่ทำให้ผู้โดยสาร 324 ล้านคน ที่เคยใช้บริการเสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพราะรถไฟตกราง หรือ เกิดอุบัติเหตุชนกัน แม้จะมีผู้ที่ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดไปขวางหน้ารถไฟบ้างเท่านั้น
แต่ 50 ปี ผ่านไป รถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นไม่ได้เป็นสัญลักษณ์การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป เพราะปัจจุบันมีลูกหลานของชินคันเซน กำเนิดขึ้นในหลายประเทศ รวมทั้งจีน ประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจที่เพิ่งเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงแบบ "แม็กเลฟ" (Maglev) ที่ขับเคลื่อนด้วยแม่เหล็ก
ญี่ปุ่นยังมีแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงพิเศษ ด้วยการใช้รถไฟแม็กเลฟที่แล่นอยู่บนรางพิเศษที่มีสนามแม่เหล็กแนวตั้งเป็นเบาะ คอยยกขบวนรถไฟให้อยู่สูงจากรางราว 10 เซนติเมตร และมีสนามแม่เหล็กแนวนอนเป็นตัวขับเคลื่อนขบวนรถ ด้วยหลักการดูด-ผลัก ด้วยการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กไฟฟ้าชั่วคราวให้เป็นขั้วเหนือ-ใต้ สลับกันไป จนทำให้รถไฟที่ลอยอยู่เหนือพื้นและมีแรงเสียดทานต่ำสามารถแล่นได้ด้วยความเร็วสูงสุด 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อทวงคืนตำแหน่งแชมป์ของรถไฟความเร็วสูงระดับโลกจากรถไฟแม็กเลฟของนครเซี่ยงไฮ้ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจภาคตะวันออกของจีน
โครงการของญี่ปุ่นจะวางแนวรางระหว่างกรุงโตเกียวไปยังเมืองนาโงยา ภายในปี 2570 และเส้นทางจากกรุงโตเกียว-นครโอซากา ภายในปี 2587 ซึ่งจะมาแทนที่รถไฟชินคันเซนรุ่นเก่าในทุกด้าน ทั้งลดเวลาการเดินทางลงอีกครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 1 ชั่วโมง 7 วินาที เท่านั้น



