ข่าว

'บิ๊กป๊อก'ฟุ้งคสช.คัดสปช.คนดีไม่ล็อกสเปก

'บิ๊กป๊อก'ฟุ้งคสช.คัดสปช.คนดีไม่ล็อกสเปก

25 ก.ย. 2557

'มท.1' ฟุ้ง คสช.คัดคนดีนั่ง สปช.ยันไร้ล็อกสเปก รับกังวลแผนปรองดอง เผยเล็งเลิกกฎอัยการศึก จี้ท้องถิ่นเบิกงบค้างท่อปี 57 ให้ทั่วถึง กำชับ ปภ.ทำงานเชิงรุก-รวดเร็ว

 
                            25 ก.ย. 57  ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่าถึงการเสนอให้ปรับโครงสร้าง อบจ. ว่า ในส่วนของการจะปฏิรูป อปท. หรือระบบท้องถิ่น ขอให้เป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ หน้าที่ของตนขณะนี้ คือ การทำงานช่วงระยะกลาง ก่อนที่จะมีการปฏิรูป ให้ดีที่สุด 
 
                            เมื่อถามว่า ปัญหาเรื่องกระแสความไม่โปร่งใสในการคัดเลือก สปช. พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ยืนยันว่า คนทำทั้งหมดในส่วนของท้องถิ่นนั้น โปร่งใสหมดทุกอย่าง และย้ำอีกครั้งว่า ในชุดปฏิรูปมีทุกภาคส่วน และเมื่อเปิดชื่อออกมา สังคมจะยอมรับได้แน่นอน ไม่มีที่เรียกว่าสเปก นั่นเป็นเพียงประเด็นที่ท่านเขียนขึ้นมาเอง แล้วก็เอาไปพูดว่า กระแสบอกว่าอย่างนี้ มันไม่มีหรอก ยืนยันว่า เป็นความตั้งใจของ คสช.และรัฐบาล ที่จะให้เกิดการปฏิรูป และเราไม่มีวาระอื่น จะเร่งปฏิรูปให้เร็วที่สุด ช่วงนี้จะทำงานให้ดีที่สุด โปร่งใส และพยายามให้เกิดผลดีต่อส่วนรวม 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการที่ได้ไปตรวจเยี่ยมทุกกรมแล้ว เห็นว่าเวลาที่จะทำเรื่องการปฏิรูปนั้นน้อยเกินไปหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เอาเป็นว่า จะทำให้ดีที่สุด และรัฐบาลนี้จะอยู่ถึงแค่เมื่อปฏิรูปเสร็จ ก็แล้วกัน เพราะหน้าที่เรามีแค่นั้น 
 
                            เมื่อถามว่า การเสนอรายชื่อ สปช.จะยึดหลักการแบบ สนช. คือ ส่งรายชื่อไปก่อน แล้วมาเลือกประธาน-รองประธาน หรือจะเสนอไปพร้อมกัน โดยหลักการแล้วจะต้องทำอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าตามกฎหมาย จะต้องไปเลือกประธาน-รองประธาน ทีหลัง คิดว่าคงจะไม่ตั้งก่อน ตนไม่ได้อยู่ใน คสช. ส่วนที่ตนทำ คือ การคัดเลือก 50 คน ส่งให้ คสช. แล้วจบที่ตรงนั้น คสช.จะเลือกจาก 550 คน ของ 11 ด้าน ให้เหลือ 173 คน รวมกับ 77 คน จากจังหวัด เป็น 250 คน 
 
                            ส่วนที่มีกระแสว่าบางจังหวัดมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส ตนคิดว่าการให้คัดจังหวัดละ 5 คน แล้วคัดเอาเหลือ 1 คน น่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เขาคงไม่เป็นญาติกันหมดทั้ง 5 คน ท่านต้องเชื่อทฤษฎีมองคนในแง่ดี เขาไม่ได้ทำอะไรชั่วร้ายกันอย่างนั้นหรอก เขาก็อยากสร้างสรรค์ในสิ่งที่ดีทั้งนั้น อย่ามองคนในแง่ร้ายไปหมด เชื่อมั่นว่า ทางจังหวัดจะต้องคัดมาดี และ คสช.ก็จะต้องเลือกคนที่ดี
 
 
 
กังวลแผนปรองดอง เล็งเลิกกกฎอัยการศึก
 
 
                            พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ภารกิจเรื่องปรองดอง ก็เป็นภารกิจที่เรากังวล เพราะประเทศเราเพิ่งจะเข้าสู่ความสงบ ท้องถิ่นเป็นส่วนที่อยู่ใกล้กับประชาชนมาก จะต้องไปสร้างความเข้าใจกับประชาชน อย่างที่ตนเรียนว่า ประเทศชาติต้องมีความสงบสามารถเห็นต่างได้ แต่ต้องอยู่ร่วมกันได้ ตนได้บอกอธิบดีฯ ไปด้วยว่า ขอให้องค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) ทั้งหลาย ได้ช่วยกันดูแลในเรื่องของความปรองดอง ส่วนเรื่องการท่องเที่ยวนั้น มีนโยบายของรัฐบาล และรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ก็ได้เรียกประชุม เพื่อขอให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย เช่น จัดให้มีแสวงสว่างในพื้นที่ให้พอเพียง ให้มีกล้องซีซีทีวี และท้องถิ่นช่วยดูแลคนในพื้นที่ และพื้นที่ท่องเที่ยว 
 
                            เมื่อถามว่า คลื่นใต้น้ำเป็นอุปสรรคต่อการทำงานตามโรดแม็พของรัฐบาลหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ไม่น่าจะมีคลื่นใต้น้ำ เราต้องทำให้รู้ว่า กลไกของรัฐทำตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งไม่เกี่ยวกับความขัดแย้ง พูดง่ายๆ ว่า ข้าราชการของรัฐ ต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง ส่วนประชาชนก็ต้องทำความเข้าใจกับเขา ซึ่งขณะนี้มีคนเข้าไปพูดคุยมากแล้ว ตนไม่คิดว่า มีคลื่นในลักษณะที่จะก่อความรุนแรง ส่วนรูปแบบที่จะใช้ในการพูดคุย เป็นการใช้กลไกของรัฐทั้งส่วนภูมิภาค ท้องที่ และส่วนของท้องถิ่น อบต. เทศบาล โดยจะใช้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ สำหรับเรื่องการยกเลิกกฎอัยการศึก ตนเข้าใจว่า ตอนนี้รัฐบาลคิดอยู่แล้วว่าจะยกเลิกในพื้นที่ไหน 
 
                            "ผมยืนยันว่า คนไทยคงจะคิดเหมือนกันว่าบ้านเมืองต้องสงบ และเดินไปภายใต้ความคิดที่จะสร้างสรรค์ประเทศ ไม่ใช่ความคิดที่จะหักล้าง หรือขัดแย้งกัน มันคงเดินไปไม่ได้"
 
 
 
จี้ท้องถิ่นเบิกงบค้างท่อปี 57 ให้ทั่วถึง
 
 
                            พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม เเละมอบนโยบายให้เเก่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ลงไปยังท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในส่วนของมหาดไทยนั้นมี 2 ส่วน คือ 1. ในส่วนของงบประมาณปี 57 ขณะนี้ส่วนหนึ่งได้ไปอยู่ที่สำนักงบประมาณเเล้ว คาดว่า คงจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนที่เหลือจะเริ่มพิจารณา โดยให้ อบต.ส่วนใหญ่ ที่ยังไม่เคยได้รับ ให้รีบเสนอเเผนงานมา 2. งบประมาณปี 58 ขณะนี้ได้กำหนดให้ท้องถิ่น รีบดำเนินการให้เสร็จ ประมาณกลางเดือน พ.ย.นี้ คงจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนรูปเเบบของการกระจายงบประมาณ จะเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งจะทำตาม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 58 
 
                            ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมามีปัญหาการกระจุกตัวของงบประมาณ จะมีเเนวทางอย่างไรในการเเก้ปัญหา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่เน้นให้กระจายงบฯ ลงไปให้ทั่วถึง โดยงบฯ ปี 57 ส่วนเเรก จะดำเนินการให้ อบต.ที่ยังไม่ได้รับงบประมาณนาน 3-4 ปี ส่วนที่ 2 จะให้พื้นที่ที่ไม่เคยได้รับเป็นเวลา 2 ปี เพื่อให้งบประมาณได้กระจายลงไป ไม่กระจุกตัว 
 
                            "วาระของชาติตั้งแต่ตัวนักการเมืองลงไปจะต้องทำให้สังคมรู้ว่า โปร่งใส ไม่มีผลประโยชน์ เงินของประเทศชาติ 100 บาท จะต้องลงไปถึงท้องถิ่น 100 บาทเต็ม โดยวางแผนมาให้ดีว่า จะพัฒนาอะไรให้เกิดผลดี สร้างศักยภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างไร หากดีก็ทำได้เลย"
 
                            เมื่อถามว่า การกระจายงบฯ ทุกรัฐบาล มีหลักเกณฑ์ชัดเจน เเต่ในทางปฏิบัติ พบว่า มีการทุจริตคอร์รัปชั่น จะมีเเนวทางเเก้ไขอย่างไร พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวยืนยันว่า ท้องถิ่นจะได้รับเเน่ ทั้งในงบฯ ปี 57 ที่เหลือ เเละงบฯ ปี 58 ส่วนในเรื่องการทุจริตนั้น คณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) ได้เคยสั่งว่า ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เเละนายอำเภอ ช่วยกันดูเเล รวมถึงต้องร่วมกับ สถ.ในฐานะส่วนกลาง ลงพื้นที่ไปยังท้องถิ่น เพื่อพูดคุย ทำความเข้าใจว่า จะต้องมีความโปร่งใส เเละตรวจสอบได้ ส่วนนโยบายเร่งด่วนในเรื่องท้องถิ่นที่ต้องเร่งแก้ไขมากที่สุดตอนนี้ คือ การที่ท้องถิ่นต้องทำท้องถิ่นของตัวเองให้ดี เพราะในกฎหมายงบประมาณเขียนไว้อย่างนั้น 
 
 
 
กำชับ ปภ.ทำงานเชิงรุก-รวดเร็ว 
 
 
                            พล.อ.อนุพงษ์ พร้อมด้วยนายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ร่วมตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดย พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในการเดินทางมาตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้ ปภ.นั้น ได้เน้นย้ำให้นำนโยบายด้านต่างๆ ของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรม ทั้งการเทิดทูน และรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ และการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยน้อมนำยุทธศาสตร์ พระราชทาน คือ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" และหลักการทรงงานเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 
 
                            พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการบริหารจัดการสาธารณภัย ได้กำชับให้ยึดหลักภายใต้แนวคิด "ทำงานเชิงรุก รวดเร็ว ทุ่มเท จริงจัง มุ่งผลสัมฤทธิ์ให้เป็นรูปธรรม และยั่งยืน" พร้อมมุ่งเน้นการบูรณาการการบริหารสาธารณภัยให้ครบทุกด้าน โดยเตรียมความพร้อมในช่วงก่อนเกิดภัย ให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนภัยที่ถูกต้อง รวดเร็ว เข้าถึงพื้นที่เสี่ยงภัย เสริมสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร และชุมชน จัดเตรียมเครื่องจักรให้พร้อมปฏิบัติงานทันที่ที่เกิดภัยภิบัติ การปฏิบัติการให้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร และพลเรือน เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างรวดเร็ว และภายหลังสิ้นสุด ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทั่วถึง 
 
                            "สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะเร่งด่วน นอกจากให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว ให้เตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งควบคู่ไปด้วย โดยให้ทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสถานการณ์น้ำ และภัยแล้ง ให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำในช่วงน้ำแล้ง"
 
                            นอกจากนี้ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวอีกว่า ในการบริหารขอให้ทุกท่านสบายใจได้ เพราะพวกเราไม่ได้เข้ามาหาผลประโยชน์ การจัดซื้อ จัดจ้าง ต่างๆ ก็ขอให้ใช้งบประมาณให้คุ้มค่า เพื่อประชาชนทุกคน 
 
                            ด้านนายสุธี กล่าวว่า ในฐานะที่ตนได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล ปภ. ได้กำชับให้ ปภ.ขับเคลื่อนการบริหารจัดการสาธารณภัยอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) โดยเฉพาะด้านการพัฒนา และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม ปรับปรุงแหล่งน้ำธรรมชาติที่ตื้นเขิน เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง เตรียมรับมือภัยพิบัติในระดับพื้นที่ โดยสร้างความเข้มแข็งให้กับทีมกู้ภ้ยประจำตำบล อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน รวมถึงยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยให้มีมาตรฐานมากขึ้น เพราะเป้าหมายสำคัญ คือ ประเทศไทยมีแนวทางการบริหารจัดการสาธารณภัยตามมาตรฐานสากล และคนไทยมีความปลอดภัยจากภัยพิบัติอย่างยั่งยืน