ข่าว

ฆ่าโหดนักท่องเที่ยวด้านมืดไทยผ่านมุมมองสื่อนอก

ฆ่าโหดนักท่องเที่ยวด้านมืดไทยผ่านมุมมองสื่อนอก

25 ก.ย. 2557

ฆ่าโหดนักท่องเที่ยว ด้านมืดไทยผ่านมุมมองสื่อนอก

                คดีฆาตกรรม "เดวิด มิลเลอร์" และ ฮันนา วิทเธอร์ริดจ์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ วัย 24 ปี อย่างโหดเหี้ยมที่เกาะเต่า สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของ จ.สุราษฎร์ธานี ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย ที่คนทั่วโลกมองเป็นดินแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ พร้อมรอยยิ้ม และความมีน้ำใจของคนไทยที่ต้อนรับอย่างอบอุ่น

                ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 10 วัน คดีฆาตกรรมสุดสยองยังไม่มีความคืบหน้า ฆาตกรใจอำมหิตยังคงลอยนวล ปล่อยให้ประเทศชาติถูกสื่อต่างชาตินำไปเป็นประเด็นก่นว่าอย่างเสียหาย
 
                ดังเช่น "ไทม์" นิตยสารชื่อดังสหรัฐ ได้นำคดีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษลงบทความโจมตีไทยทำนองว่า เหตุฆาตกรรมครั้งนี้ถือเป็นการเปิดเปลือยภาพลักษณ์ประเทศไทยกับความรุนแรงในมุมมืดและกระบวนการยุติธรรมที่เชื่องช้า

                บทความไล่เรียงเหตุการณ์ตั้งแต่คนงานทำความสะอาดบริเวณชายหาดพบศพในสภาพเปลือยของเหยื่อทั้งคู่เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา จากนั้นได้อ้างอิงถึงผลชันสูตรศพไปจนถึงคำพูดของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ว่าที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันจันทร์ ว่า เชื่อว่ามีคนร้ายอย่างน้อย 2 คน ก่อนบรรยายย้อนความพยายามไขปมฆาตกรรมตั้งแต่แรกว่า ตำรวจไทยพาดพิงแรงงานต่างด้าว โดยวงเล็บขยายความ "แรงงานต่างด้าว" ตามความเห็น พอล ควาเกลีย นักวิเคราะห์ความเสี่ยงในกรุงเทพฯ ว่า เป็น "เป้าหมายที่ชื่นชอบ" ตามด้วยคำพูดตำรวจไทยที่ว่า "คนไทยจะไม่ทำเรื่องแบบนี้"

                จากนั้นเจ้าหน้าที่ไทยเริ่มกวาดจับแรงงานพม่ามาสอบปากคำ และตรวจดีเอ็นเอ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การว่าจ้างแรงงานต่างด้าวทั่วเกาะเพิ่มความเข้มงวดขึ้นทันทีหลังเกิดเหตุ แต่เมื่อไม่พบหลักฐานชี้ตัวฆาตกรในหมู่ชาวพม่าได้ เจ้าหน้าที่หันโฟกัสไปที่คนนอก นั่นหมายถึงเพื่อนชาวตะวันตกของเหยื่อ "คริสโตเฟอร์ อลัน แวร์" นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่แชร์ห้องพักกับนายมิลเลอร์ โดยตำรวจทิ้งนัยว่า "อาจเป็นอาชญากรรมจากความสัมพันธ์บางอย่าง"

                บทความ "ไทม์" วิเคราะห์ต่อว่า แวร์ ถูกควบคุมตัวที่สนามบินพร้อมกับเจมส์ น้องชาย แต่กลับกลายเป็นว่า เจมส์ไม่อยู่ในข่ายต้องสงสัย เพราะออกจากเกาะเต่าตั้งแต่คืนก่อนเกิดเหตุฆาตกรรม ส่วน แวร์ พ้นข้อสงสัยจากผลตรวจดีเอ็นเอของก้นกรองบุหรี่ในที่เกิดเหตุ

                ต่อมาความสงสัยพุ่งเป้าไปที่ "ชายไทยสองคน" หลังจาก "ฌอน แมคแอนนา" เพื่อนชาวสกอตแลนด์วัย 25 ปีของมิลเลอร์ อ้างว่าเห็นการลวนลามวิทเธอร์ริดจ์ในคืนที่ถูกสังหาร โดยมิลเลอร์เข้าช่วยเหลือหลังจากทั้งคู่มีปากเสียง

                ทั้งนี้ แมคแอนนา หนุ่มนักดนตรีเป็นที่รู้จักบนเกาะเต่า ยังอ้างว่า ได้ถ่ายรูปชายทั้งสองก่อนอัพโหลดทางอินเทอร์เน็ต จากนั้นเริ่มถูกขู่ฆ่าจนต้องหลบซ่อนตัวเพื่อความปลอดภัย โดยประเด็นนี้ตำรวจเปิดเผยว่า ได้สอบถามชายไทยทั้งสองคน แต่ปล่อยตัวไปหลังปฏิเสธให้ตัวอย่างตรวจดีเอ็นเอ

                จากคดีฆาตกรรมสยอง "พอล ควาเกลีย" นักวิเคราะห์ความเสี่ยงในกรุงเทพฯ แสดงความเห็นกับไทม์ ว่า ตำรวจไทยกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสื่อในและนอกให้ต้องแถลงความคืบหน้า

                บทความสรุปว่า คดีฆาตกรรมวิทเธอร์ริดจ์ และมิลเลอร์ เปิดสองด้านย้อนแย้งอีกครั้งระหว่างเกาะท่องเที่ยวดังของไทย กับมุมมืด ที่กลายเป็นอมตะผ่านนวนิยายแนวฝันร้ายในโลกจินตนาการ เดอะบีซ (The Beach) ของ อเล็กซ์ การ์แลนด์ เมื่อปี 2536

                "ยาเสพติด การข่มขืนและการทำร้าย คือผลลัพธ์ไม่พึงประสงค์ที่ตามมาจากกิตติศัพท์ด้านสุขนิยมของไทย และมิจฉาชีพที่ถูกดึงดูดเข้ามา"

                ไทม์ ระบุว่า ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 20 ล้านคน ในแต่ละปี ด้วยหาดทรายขาว วัดวาอารามและอาหาร เป็นสิ่งดึงดูด

                นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ปลอดภัยและพอใจ แต่ที่โชคร้ายก็มีจำนวนหนึ่ง เมื่อลองสำรวจคร่าวๆ ผ่านสื่อภาษาอังกฤษเกี่ยวกับเมืองพัทยา แหล่งตากอากาศยอดนิยมแห่งหนึ่งของไทย พบข่าวปล้นชิงทรัพย์ ฉกโทรศัพท์ ฆ่าฟันด้วยการยิง หรือใช้มีดแทง รถชนตาย จมน้ำและอีกมากมายที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวอย่างน่าตกใจ ส่วนเหตุข่มขืนหรือทำร้ายทางเพศจำนวนมากไม่มีการแจ้งความ โดยเหตุดังกล่าวเป็นปัญหาอยู่คู่กับ "ฟูลมูน" ปาร์ตี้ที่เกาะพะงันมานาน

                นอกจากนี้บทความของไทม์ หยิบยกคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่เอ่ยถึงพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ซึ่งประเด็นนี้ได้จุดกระแสไม่พอใจแก่ชาวต่างชาติ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ก่อนปิดท้ายสิ่งที่ผู้นำของไทยไม่ได้เอ่ยถึงคือ ข้อเท็จจริงที่ว่า 8 วันหลังการสังหารวิทเธอร์ริดจ์และมิลเลอร์ ยังไม่สามารถระบุผู้ต้องสงสัย หรือถูกควบคุมตัวไว้แม้แต่คนเดียว แต่สำหรับคนที่คุ้นชินกับระบบยุติธรรมที่ค่อนข้างจะล่าช้าของไทยนั้น "ไม่มีใครประหลาดใจ"

                จากบทความของ "ไทม์" เป็นสิ่งที่ไทยไม่อาจสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับสองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเป็นเรื่องเกินจะรับไหว แต่ในมุมมองบางอย่างของไทม์อาจเป็นการวิเคราะห์สรุปตามสถานการณ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเข้าใจได้

                แต่ใช่ว่า...ทางการไทยจะเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่คดีนี้เกิดขึ้น ทั้งผู้นำประเทศ เจ้าหน้าที่ รวมถึงประชาชน ต่างพยายามทำงานหนัก เพื่อลากคอฆาตกรใจโหดมาลงทัณฑ์ให้สาสมกับสิ่งที่กระทำลงไป

                ใช่ว่า...เมืองไทยจะเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่ชอบจับแพะ หรือมีกระบวนการยุติธรรมที่เชื่องช้าตามคำวิจารณ์ของนักวิเคราะห์บางคน เพราะในระบบยุติธรรมไทยความผิดทางคดีอาญานั้น กฎหมายกำหนดชัดเจนว่า ผู้ถูกกล่าวหาคือ "ผู้บริสุทธิ์" ดังนั้นรูปแบบการสืบสวนต้องเป็นไปอย่างรัดกุม พยานหลักฐานทุกชิ้นต้องแน่นหนาพอที่จะเอาผิดผู้ที่ก่อเหตุได้ เพราะมิฉะนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมของไทยคงหนีไม่พ้นคำถากถางเช่นนี้เรื่อยไป

                ใช่ว่า...ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยด้านมืด ทั้งปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ตามที่ปรากฏในบทประพันธ์นวนิยายขายดีเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะเมืองไทยยังมีด้านสว่าง สิ่งสวยงาม ความเอื้ออาทร และความเป็นมิตรของคนไทยที่ทำให้นักท่องเที่ยจากทุกมุมโลกตรึงใจ

                และใช่ว่า...คนไทยทั้งชาติจะไม่รู้สึกเสียใจต่อคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีใครทนเห็นสิ่งหยาบช้าเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศของตนเองได้...ไม่ว่าจะเป็นชาติใดก็ตาม

.......................................

(หมายเหตุ : ฆ่าโหดนักท่องเที่ยว ด้านมืดไทยผ่านมุมมองสื่อนอก)