ข่าว

ทูตอาเซียน-อียูเข้าพบ'ธนะศักดิ์'แจงโรดแม็พ

ทูตอาเซียน-อียูเข้าพบ'ธนะศักดิ์'แจงโรดแม็พ

24 ก.ย. 2557

ทูตอาเซียน-อียูเข้าพบ'ธนะศักดิ์'แจงโรดแม็พ อุปทูตซาอุฯเชิญร่วมประชุมร่วมมือเอเชีย ‘ยงยุทธ’ชี้มั่นคงเรื่องใหญ่วิจารณ์ต้องมีขอบเขต

                  24ก.ย.2557 นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะทูต 9 ประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าเยี่ยมคาราวะ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ว่า การพบปะกันครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในประเทศของกลุ่มภูมิภาคอาเซียน ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ได้ใช้โอกาสนี้ได้อธิบายถึงการเดินหน้าโรดแม็พและพัฒนาการการเมืองไทย โดยไทยจุดมุ่งหมายที่จะสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน รวมทั้งตระหนักถึงบทบาทไทยที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน หากการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ จะทำให้อาเซียนไม่มีเสถียรภาพด้วย นี่เป็นเหตุผลที่ต้องเดินหน้าตามโรดแม็พ เพื่อให้เกิดความมั่นคงในอาเซียน และเป็นตามยุทธศาสตร์ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน

                  ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. นายเฆซูส มิเกล ซานส์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความยินดีเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกันนั้นได้มีการหารือ เน้นในเรื่องปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทย - อียู ภายใต้กรอบความร่วมมือในด้านต่างๆ โดยทูตอียูกล่าวว่า พร้อมจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอาเซียน และไทย ในเรื่องการปฏิรูปประเทศ อีกทั้งทูตอียูยังแสดงความเข้าใจในการดำเนินการตามโรดแมปของไทย ที่มีวัตถุประสงค์เสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ทางอียูยืนยันว่า พร้อมให้ความร่วมมือและจะส่งเจ้าหน้าที่มาแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ ด้านการค้าการลงทุนด้วย


อุปทูตซาอุฯเชิญร่วมประชุมร่วมมือเอเชีย

                  นายเสข  เปิดเผยด้วยว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2557 นายอับดุลซาลาม อับดุลลาห์ อะเลนาซิ อุปทูตซาอุดิอาระเบีย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ธนะศักดิ์เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยอุปทูตซาอุฯ แสดงความยินดีที่ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างกันมาตลอด

                  ทั้งนี้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ได้กล่าวขอบคุณซาอุฯ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกกับผู้แสวงบุญชาวไทยที่จะเดินทางประกอบพิธีฮัญจ์ และขอบคุณอุปทูตซาอุฯ ได้ให้วีซ่าผู้ไปแสวงบุญชาวไทยเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากยื่นขอวีซ่าไปในช่วงวันหยุด แสดงให้เห็นว่า ทางซาอุฯ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับประเทศไทย นอกจากนี้ อุปทูตซาอุฯ ได้ยื่นหนังสือเรียนเชิญพล.อ.ธนะศักดิ์เดินทางเข้าร่วมประชุมความร่วมมือเอเชียหรือเอซีดีโดยมีซาอุฯเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับรัฐมนตรีต่างประเทศเอซีดี ในเดือนพ.ย.นี้ 

                  เมื่อถามว่า จะปรับความสัมพันธ์ไทย - ซาอุฯ ให้ดีขึ้นหรือไม่ นายเสข กล่าวว่า ต้องรอดูคดีนักธุรกิจอะลูไวลี ซึ่งอยู่ในช่วงการยื่นขออุทธรณ์ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร


"วิชา"คาดสรุปคดีจำนำข้าว"บุญทรง"กับพวกไม่เกินต.ค.นี้

                  นายวิชา มหาคุณ กรรมการและโฆษกป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าคดีนายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ อดีตรมว.พาณิชย์ กับพวกทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งเดิมจะสรุปสำนวนเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้ได้ในเดือนก.ย.นี้ว่า ขณะนี้ยังดำเนินการสรุปอยู่ เนื่องจากมีผู้ถูกกล่าวหาต้องการมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมอีก โดยเขาระบุว่าต้องการให้ความร่วมมือกับทางป.ป.ช. ซึ่งเป็นกลุ่มข้าราชการของกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นจึงต้องรอไต่สวนพยานส่วนนี้เพื่อดูว่าจะมีข้อมูลส่วนใดเสริมได้บ้าง อย่างไรก็ตามตอนนี้มีข้อมูลเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ กลุ่มข้าราชการที่เป็นพยานนี้เขาเดินเข้ามาหาป.ป.ช.โดยระบุว่ามีข้อมูล หลักฐานที่สำคัญจะเอามาให้ ซึ่งเขาจะมาให้ข้อมูลภายใน 1 - 2 วันนี้ อย่างไรก็ตามพยานดังกล่าวนั้นตนขอไม่เปิดเผยว่าเป็นข้าราชการระดับใด กรมใด เพราะถือว่าเป็นพยานลับที่ป.ป.ช.ต้องปกปิด

                  "มีข้อหาบางอย่างที่ต้องเพิ่มความชัดเจนมากขึ้นเนื่องจากมีกฎหมายอื่นๆของกระทรวงพาณิชย์อาทิ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้าว เป็นต้น ที่ต้องเกี่ยวข้องในการไต่สวนด้วย นอกจากกฎหมายของป.ป.ช.เอง ดังนั้นเราต้องทำให้ครบถ้วน เพราะถึงอย่างไรก่อนที่ป.ป.ช.จะส่งสำนวนไปสำนักงานอัยการสูงสุดนั้นข้อมูลจะต้องครบถ้วน"

                  เมื่อถามถึงกรณีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของบริษัทสยามอินดิก้าผู้ค้าข้าว นายวิชา กล่าวว่า มีการส่งเป็นหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรมาให้ป.ป.ช. และยังมีในส่วนของตัวบุคคลของบริษัทเอกชนซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว เข้ามาชี้แจงด้วย เมื่อถามว่า จากเดิมระบุว่าจะสรุปสำนวนเพื่อรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาในเดือนก.ย.นี้ นายวิชา กล่าวว่า "อาจจะเป็นบางคนที่สรุปได้ก่อน บางคนยังไม่เสร็จก็ไต่สวนต่อไป ไม่ได้รอพร้อมกันทั้งยวง ไม่ต้องพ่วงกันทั้งหมด อันไหนเสร็จได้ก็ส่งเข้ากรรมการก่อน ก็แล้วแต่กรรมการ ส่วนจะเป็นคดีของใครที่สรุปเข้ากรรมการได้ก่อนนั้นคงบอกไม่ได้ ต้องรอให้สรุปก่อน ในเมื่อรอมาได้เป็นปีแล้วก็ต้องรออีกสักหน่อย เพราะป.ป.ช.จะพยายามให้จบให้ได้ภายในเดือนต.ค.นี้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบการไต่สวนนั้นเขาก็ทำงานกันล้าแล้ว"

 

‘ยงยุทธ’ชี้มั่นคงเรื่องใหญ่วิจารณ์ต้องมีขอบเขต
 
 
 
                นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านการศึกษา กล่าวถึงกรณีสิทธิเสรีภาพนักวิชาการ ในการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองว่า คงต้องยอมรับว่าสภาวะของประเทศตอนนี้ยังไม่ปกติดีนัก ต้นปีที่ผ่านมาก็มีเรื่องต่างๆมากมาย เรียกว่าอยู่ที่ปากเหว ตอนนี้เราก็ถอยมานิดหน่อยแล้ว แต่ก็ยังมีเหวอยู่ เพราะฉะนั้นการดำเนินการอะไรต้องระวัง ต้องเรียกว่าสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังไม่ปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ ตนคิดว่าอยู่ที่แต่ละคนที่จะช่วยกันพยุงไป แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นต่างๆ ตอนนี้ก็เห็นยังแสดงความคิดเห็นกันอยู่ บังเอิญเป็นเรื่องที่บางฝ่ายจะต้องดูแล เขามีความเป็นห่วงว่า มันจะบานปลาย มันจะหยุดไม่อยู่ จะทำอย่างไร ตนมาจากด้านมหาวิทยาลัย ตนทราบดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ แต่เป็นแค่ระยะชั่วคราว แต่ต้องช่วยกันประคองไป กลับสู่สภาพปกติในที่สุด
 
                ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเป็นคนกลางประสานระหว่างรัฐบาล กับนักวิชาการหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า อันนี้คงต้องเป็นนโยบายของรัฐบาลจะมองอย่างไร มันมองในหลายด้าน ตอนนี้เรามองในด้านความมั่นคง ฉะนั้นในแง่อื่นๆก็ต้องดูว่า ถ้าความมั่นคงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเป็นเรื่องฝ่ายมั่นคงพูดเอง เพราะฉะนั้นตนยังไม่ขอรับเป็นตัวกลาง 
 
                เมื่อถามว่า ขณะที่รัฐบาลระบุว่าไม่ให้นักวิชาการล้ำเส้น แต่นักวิชาการก็ระบุว่าฝ่ายความมั่นคงก็ล้ำเส้นวิชาการ แล้วเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน นายยงยุทธ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต่างคนต่างออก คงต้องคุยกัน 
 
                เมื่อถามว่า ในมุมรัฐบาลไม่ให้พูดถึงเรื่องการเมืองเลย คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ล้ำเส้นนักวิชาการมากไปหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนก็เห็นว่ามีการพูดกันอยู่ ในสื่อก็เห็นมีพอสมควร เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการปิดกั้นงานวิชาการมากไปหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ถ้านี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ชั่วคราว มันคงไม่ตลอดไป เมื่อไรสถานการณ์ดีขึ้น ก็จะค่อยๆลดลง เหมือนกับในตอนนั้น ที่มีคสช.ก็มีเคอร์ฟิวและค่อยๆเลิกไป หรือมีกฎอัยการศึกแล้วค่อยๆยกเลิกไป คงต้องไปพูดไปในทำนองนั้น ต้องมองความพอดีอยู่ตรงไหน 
 
 
ไม่เห็นด้วยเปิดรายชื่อสรรหา“สปช.” 
 
                นายยงยุทธ  ในฐานะคณะกรรมการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ด้านการศึกษา กล่าวถึงกรณีที่มีการเรียกร้องให้เปิดรายชื่อการสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้านเพื่อความโปร่งใสว่า การสรรหา สปช.ทั้ง 11 ด้านส่งรายชื่อเรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคสช.จะคัดเลือกอยากได้ใคร ซึ่งการเป็นความลับ เห็นว่ามีความจำเป็น เพราะถ้าไม่เป็นความลับ คงมีความโกลาหล พอสมควร อันนี้เป็นนโยบายซึ่งต้องเก็บระดับความลับไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ 
 
                ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการร้องเรียนในหลายจังหวะว่ามีการล็อกสเปก กลัวว่าจะสะดุดคัดเลือก สปช.ไม่ทันวันที่ 2 ต.ค. รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนว่าคงไม่มีปัญหา เพราะเป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ได้ว่าจะมีการร้องเรียนทำนองนี้ ผัวเลือกเมีย หรือเป็นคนที่รู้จักกัน เป็นเรื่องธรรมดา เพราะสังคมไทยไม่ได้ใหญ่ถึงขนาดนั้น ต้องดูว่าผิดจริงหรือไม่ ทำสิ่งใดที่ละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้หรือไม่ ถ้าไม่ละเมิดกฎหมายไม่มีปัญหา 
 
                ผู้สื่อข่าวถามว่า ควรตรวจสอบก่อนประกาศรายชื่อ สปช. 250 คนหรือไม่ นายยงยุทธ ตอบว่ามันก็ดี แต่จะตรวจทันหรือไม่ ตรงนี้ไม่แน่ใจ เป็นไปได้ประกาศรายชื่อมาแล้วมาตรวจาสอบกันที่หลัง ก็น่ายังเล่นงานได้อยู่ เมื่อถามว่า จะเป็นข้อครหา คสช.หรือไม่ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คสช.ย้ำความโปร่งใสในการสรรหา สปช.นายยงยุทธ กล่าวว่า มีความตั้งใจ และขั้นตอนที่ออกมาเป็นไปตามที่ได้บอกแล้ว ผลอาจจะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์อย่างที่ตั้งใจ เพราะมีเรื่องต่างๆ ที่นอกเหนือการควบคุมมีอยู่บ้าง ก็ต้องดูว่าเขาได้พยายามทำแล้วหรือยัง 
 
 
ฟุ้ง“คกก.สรรหา”สมาชิก“สปช.ด้านการศึกษา”50คนเก่งดี
 
                นายยงยุทธ  ยืนยันว่า ได้ 50 รายชื่อ สมาชิก สปช.แล้ว ซึ่งมีความเหมาะสม ทั้งสัดส่วนชาย หญิง คุณวุฒิ ความรู้ ความเชียวชาญ ด้านการศึกษาทุกระดับทั้งอุดมศึกษา อาชีวะ การศึกษานอกโรงเรียน หรือการศึกษาทางเลือก รายชื่อทั้งหมดได้นำเสนอต่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ( คสช.) แล้ว โดยยอมรับว่า ยังเสียดายบุคลากรที่คัดออก กว่า 778 คน แต่ 50 รายชื่อเป็นผู้มีชื่อเสียงด้านการศึกษา และสังคมยอมรับ และทาง คณะจำเป็นที่ต้องปิดบังรายชื่อ เนื่องจากมีความจำเป็น ไม่ต้องการให้เกิดความโกลาหลไปมากกว่านี้ 
 
 
ย้ำนโยบาย1ปีสร้างสังคมเกื้อกูล-อุ้มผู้พิการ-ผู้สูงอายุ-เร่งปฎิรูปก.ศึกษา 
 
                นายยงยุทธ  เปิดเผยแผนการดำเนินงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงด้านสังคม ว่าระยะเวลา 1 ปีในตำแหน่งจะเน้นงานเฉพาะเจาะลึก 2 ด้าน สำคัญ คือ การดูแลผู้พิการที่มีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านคน และผู้สูงอายุ 10 ล้านคน ให้ได้มีงานทำและมีรายได้ พร้อมกับๆทางรัฐบาลมีนโยบายสร้างสังคมเกื้อกูลกัน ที่คนในสังคมใส่ใจดูแลผู้ด้อยโอกาส 
 
                รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสังคม กล่าวว่า ทั้งนี้จะนำรูปแบบในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ของสถาบันเทคโนโลยีเพื่อคนพิการและผู้สูงอายุ ในพระบรมราชนูปถัมภ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ให้การช่วยเหลือพสกนิกร เช่น การให้ความช่วยเหลือข้อเทียม เข่าเทียม และคอมพิวเตอร์คนตาบอด รวมถึงจะให้มีการจัดทำศูนย์ข้อมูลสุขภาพ หรือ E-Help
 
                นายยงยุทธ กล่าวว่า ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และกระทรวงสาธารณสุขได้เคยศึกษาวิจัยไว้แล้ว กล่าวคือการจัดทำทะเบียนราษฎร์ด้านสุขภาพของประชาชนทั้งในระดับชาติและชุมชน รวมถึงจะนำรูปแบบของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) มาพัฒนาระบบศูนย์ข้อมูลดังกล่าวด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อการให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนอย่างสมบูรณ์ 
 
                รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายสังคม กล่าวว่า สำหรับการปฏิรูปการศึกษา จะเน้นพัฒนาครู ควบคู่การใช้เทคโนโลยี ทั้งแทปแล็ต สมาร์ทคลาสรูม หรือการศึกษาผ่านดาวเทียมทางไกลต้องไปด้วยกัน พร้อมกับต้องมีการปลูกฝังจิตวิญญาณในหลักสูตรการศึกษา และสอดแทรกเนื้อหาที่จะต้องมี 12 ค่านิยม ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี เข้าไปด้วย ขณะที่ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการอาจจะมีการหารือการปรับโครงสร้างใหม่ ที่ต้องทบทวนการใช้งบประมาณ เนื่องจากในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาได้กระจายอำนาจด้านงบประมาณ และ บุคคลกรครู ไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือ อปท. แต่กลับไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรจึงควรมาทบทวนการกระจายอำนาจดังกล่าว ซึ่งอาจจะกลับมาใช้แบบเดิมคือ
 
                ส่วนกลางจัดสรรงบประมาณและบุคลากร อีกทั้ง ควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมผลิตบุคคลากรทางการศึกษาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 
 
 
โบ้ย”รัชตะ”ตัดสินใจเอง
 
 
                นายยงยุทธ  กล่าวถึงกรณีนพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รมว.สาธารณสุข ต้องเลือกดำรงตำแหน่งเดียว ระหว่างรมว.สาธารณสุข กับอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลว่า นพ.รัชตะ ยังมีเวลาตัดสินใจเป็นสัปดาห์ และคงออกมาชี้แจง ตนไม่สามารถไปชี้แจงแทนได้ ที่จริงแล้วตามกฎหมาย นพ.รัชตะสามารถนั่งได้ทั้ง 2 ตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับนพ.รัชตะตัดสินใจเอง
 
 
 
"อุ๋ย-สมหมาย"ถกเศรษฐกิจกับนายกฯ
 
 
 
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 14.45 น. พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาล และจากนั้นเวลา 14.55น. มีม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี และนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งเดินขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรี โดยใช้เวลาในการอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้านานเกือบสองชั่วโมง จากนั้นเวลา 16.55 น. ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เดินลงมาจากตึกไทยคู่ฟ้าและเดินไปยังตึกบัญชาการ1 โดยม.ร.ว.ปรีดิยาธร ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่หารือกับนายกรัฐมนตรี แต่กล่าวเพียงว่ามีการหารือเรื่องเศรษฐกิจกันทุกเรื่อง แต่นายกรัฐมนตรีขอไม่ให้พูดก่อนที่จะผ่านมติครม.
 
                เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีการหารือเรื่องราคายางพาราหรือไม่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าไม่ได้หารือ เพราะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางแห่งชาติไปแล้ว เมื่อถามถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนแรกของงบประมาณรายจ่ายปี 2558 รองนายกฯ กล่าวว่า จะมีมาตรการออกมาเป็นชุดและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี
 
 
"มท."เข้มสั่งทุกจังหวัดล้อมคอกรปภ.นักท่องเที่ยวหลังคดีฆ่าเกาะเต่า 
 
                นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดเหตุนักท่องเที่ยวถูกทำร้ายจนเสียชีวิตที่เกาะเต่า ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยโดยรวมพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้มีความห่วงใยในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จึงได้มีคำสั่งให้ กระทรวงมหาดไทยหามาตรการดูแลความปลอดภัยรวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยว 
 
                "กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้จังหวัดทุกจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการเข้มข้นในการดูแลความปลอดภัยและป้องกันอาชญากรรม ในพื้นที่ท่องเที่ยว พื้นที่ชุมชน พื้นที่เสี่ยง โดยทุกจังหวัดต้องกำหนดมาตรการอย่างเร่งด่วน และให้จัดกำลังรักษาความปลอดภัยให้เพียงพอต่อพื้นที่รับผิดชอบ เฝ้าระวังพื้นที่พื้นที่มีความเสี่ยง ในช่วงเวลาที่อาจมีเหตุเกิดขึ้น โดยจะร่วมกับตำรวจ ทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการตั้งจุดตรวจ การตรวจสอบบุคคลผู้ต้องสงสัย และลดพื้นที่เสี่ยง" ปลัด มท. กล่าวและว่า สำหรับมาตรการป้องกันพื้นที่เสี่ยงเช่น จัดให้มีไฟฟ้าส่องสว่างอย่างเพียงพอในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตราย ติดตั้งกล้องวงจรปิด cctv เป็นต้น อย่างไรก็ตามมหาดไทยจะร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัย ในพื้นที่อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปในการดูแลรักษาความปลอดภัยจากภาครัฐ