
เวียดนามรับเป็นกาวใจเคลียร์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา
"กัมพูชา" อัด "สุวิทย์" มั่วมติพระวิหาร กลบเกลื่อนความล้มเหลวในการร่วมประชุม WHC ครั้งที่ 33 ที่เสปน ทหารสั่งยกเลิก แผนอพยพ หวั่น กัมพูชา เข้าใจผิดว่าไทยอพยพคนออกจากพื้นที่เตรียมลั่นกลองรบ
วันที่ 3 ก.ค. เว็ปไซต์หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ของประเทศกัมพูชา รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากองค์การพระวิหารแห่งชาติ (Preah Vihear National Authority) ของประเทศกัมพูชา กล่าวถึงถ้อยแถลงของนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ว่า กัมพูชาไม่สามารถส่งรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการในการคุ้มครอง พัฒนาและบริหารปราสาทพระวิหารได้ทันเวลาหลังจากที่ได้จดทะเบียนมรดกโลก และระบุว่า กัมพูชามีเวลาอีกกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เพื่อส่งแผนการดังกล่าวนั้น ไม่เป็นความจริง
หนังสือพิมพ์พนมเปญโพสต์ยังรายงานอีกว่า สื่อไทยที่ได้อ้างคำกล่าวของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร เลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่าระยะเวลาที่เนิ่นนานออกไปเป็นชัยชนะของไทย และจะได้มีเวลารณรงค์เพื่อจะได้ร่วมขึ้นทะเบียนปราสาทขอมดังกล่าวด้วย
ด้านนายฮัง โสต ผู้อำนวยการองค์การพระวิหารแห่งชาติของกัมพูชา กล่าวว่า กัมพูชาได้ส่งแผนการคุ้มครองปราสาทพระวิหารต่อองค์การยูเนสโกไปตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน ปีนี้แล้ว
“เราไม่เข้าใจว่าทำไมฝ่ายไทยถึงมาบอกว่ากัมพูชามีเวลาทำแผนอีกจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งกัมพูชาได้ยื่นแผนการของเราไปแล้ว คนกัมพูชาเป็นคนสร้างวิหารแห่งนี้ ทำไมเราจะรักษามันไว้ไม่ได้” ผู้อำนวยการองค์การพระวิหารแห่งชาติของกัมพูชา ระบุ
นายคอย ควง โฆษกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ถ้อยแถลงของฝ่ายไทย มีเพื่อกลบเกลื่อนความล้มเหลวของตัวเองในการประชุมยูเนสโกที่สเปนแค่นั้นเอง เพราะไม่สามารถที่จะคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้
“ผู้นำไทยเพียงแค่ต้องการปกปิดความล้มเหลวที่ไปขอให้มีการทบทวนมติไม่ได้เท่านั้น” โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานการให้สัมภาษณ์ของนายสุวิทย์ ได้สร้างความสับสนนับตั้งแต่การประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 33 ที่ประเทศสเปนสิ้นสุดลง โดยพยายามอ้างว่า การเดินทางไปร่วมประชุมประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยคณะกรรมการมรดกโลกได้เลื่อนการตัดสินใจขึ้นทะเบียนปราสาทพระหารออกไปอีก 1 ปี ทั้งนี้ภายหลังได้มีผู้ท้วงติงว่า คณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนกราสาทพระวิหารตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2551 แล้ว
จากรายงานการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 33 ที่ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 23-30 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งปรากฏมติ 33 COM 7B.74 ระบุอย่างชัดเจนว่า กัมพูชาได้ส่งรายงานแผนการคุ้มครอง พัฒนาและบริหารจัดการ ปราสาทพระวิหารแล้วตั้งแต่วันที่ 4 เมษายนจริงตามที่ทางฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง โดยมติคณะกรรมการมรดกโลกดังกล่าว เป็นการร้องขอให้ทางกัมพูชาได้ส่งรายงานความคืนหน้าต่อศูนย์มรดกโลก ให้ส่งรายงานดังกล่าวภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553 ตามที่ได้ระบุไว้แล้วมติเดิมตั้งแต่การประชุมสมัยที่ 32 ที่ประเทศแคนนาดา เพื่อที่จะได้ตรวจสอบให้ทันการประชุมสมัยที่ 34 ในปี 2553 ต่อไป
นอกจากนี้ ในมติที่ 32 COM 8B.102 จากการประชุมปีที่แล้ว ในย่อหน้าที่ 16 ก็ระบุเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า คณะกรรมการได้ร้องขอเพิ่มเติมต่อรัฐภาคีกัมพูชาให้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เพื่อส่งให้แก่คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 34 ในปี 2553
ทหารสั่งยกเลิกแผนอพยพชาวบ้าน“ภูมิซรอล”
จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองร่วมกับกองกำลังสุรนารี และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เตรียมการซักซ้อมแผนอพยพ และฝึกทบทวนชุดรักษาปลอดภัยหมู่บ้านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา ประจำปี 2552 ซึ่งตามกำหนดการจะเริ่มแผนซักซ้อมในวันที่ 3 ก.ค.ตั้งแต่เวลา 09.00น.ถึงเวลา 13.30 น. ที่บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โดยกองกำลังสุรนารีและหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จะได้ร่วมกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจัดการฝึกซ้อมในครั้งนี้อย่างพร้อมเพียง
ล่าสุดเช้าวันที่ 3 ก.ค. ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นบ้านเป้าหมายในการซ้อมแผยเผชิญเหตุฯทั้งหมด ได้รับคำสั่งให้ประกาศผ่านหอกระจายข่าวเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบว่า แผนการซักซ้อมอพยพหมู่บ้านชายแดนประจำปีดังกล่าว ถูกสั่งยกเลิกแล้ว เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการเข้าใจผิดของประชาชนทั่วไป หากมีการกระจายข่าวออกไปตามสื่อต่าง ๆ ประกอบกับไม่อยากสร้างสถานการณ์ให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
พ.อ.ธัญญา เกียรติสาร ผบ.หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากกำหนดการเดิม กองกำลังสุรนารีร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 จะทำการฝึกซักซ้อมอพยพประชาชนและฝึกทบทวนชุดรักษาปลอดภัย ซึ่งเป็นการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุ ประจำปี 2552 หมู่บ้านชายแดนไทย กัมพูชาขึ้น
โดยจะได้จำลองสถานการณ์เหมือนจริงว่ามีฝ่ายตรงข้ามยิงปืนใหญ่มาตกในหมูบ้านเขตชายแดนไทยที่บริเวณบ้านภูมิซรอล หมู่ 13 จำนวน 4 นัดทำให้ชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 2 ราย สาหัส 2 ราย และให้ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านเก็บข้าวของเตรียมอพยพออกจากพื้นที่โดยด่วน เพื่อไปพักอาศัยอยู่พื้นที่รองรับการอพยพขั้นที่ 1 บ้านตาแท่น ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่เกิดเหตุประมาณ 11 กม.
พ.อ.ธัญญา กล่าวว่า หลังจากที่มีการเสนอข่าวของสื่อบางสำนักออกไปในลักษณะว่า นายอำเภอกันทรลักษ์มีคำสั่งให้อพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ตึงเครียดบนชายแดนเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้อง เพราะได้ประกาศแล้วว่าเป็นเพียงแผนการฝึกทดสอบแผนเผชิญเหตุ ประจำปี 2552 เท่านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์จริงแต่อย่างใด แต่พอข่าวออกไปอย่างนั้น จึงได้นำเรื่องนี้หารือกับหน่วยเหนือ และมีคำสั่งให้ยุติการซ้อมแผนอพยพแผนเผชิญเหตุ ประจำปี 2552 เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าใจผิดว่า ฝ่ายไทยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพื่อเตรียมรบกับฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจจะส่งผลให้สถานการณ์ชายแดนบริเวณเขาพระวิหารตึงเครียดหนักกว่าเดิม
รมว.กห.ยันไม่ปรับลดกำลังชายแดนไทย-กัมพูชา
มื่อเวลา 18.30 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่ให้ไทยปรับลดกำลังออกนอกพื้นที่ ว่า อย่าไปพูดว่าเป็นการปรับลดกำลัง เราคงจะไม่มีการปรับ เพียงแต่เราลดความตึงเครียด โดยให้ผู้บังคับหน่วยบริเวณปราสาทเขาพระวิหารมีการพูดคุยกัน อะไรที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดก็ให้คลายลง จะขยับหรืออยู่กันอย่างไร เพราะมีกรอบปฏิบัติอยู่แล้วในการพูดจากัน เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงทั้งสองประเทศพูดคุยกันอยู่แล้ว แต่ถ้าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมันเครียดและมีกำลังแน่นเกินไปก็ต้องขยับ ว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร โดยให้แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภาค 4 ของประเทศกัมพูชาพูดคุยกันเพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่แย่งสิทธิ์ด้วยกัน และยังไม่มีความชัดเจนจึงต้องพูดคุยกัน ไม่มีปัญหา
"เรื่องการปรับหรือไม่ปรับจะต้องมีการพูดคุยกันเป็นขั้นๆ ระหว่างแม่ทัพของทั้งสองประเทศ เนื่องจากมีหลายขั้นตอนและหลายจุด ผมคงไม่พูดในรายละเอียด แต่ผมรับรองว่าเจตนาของไทยและทางกัมพูชาไม่มีการรบกัน เรื่องนี้ต้องฟังผมและไม่เกิดความสับสน เรื่องนี้ชัดเจน" พล.อ.ประวิตร กล่าว
พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า ตนไม่ได้เดินทางร่วมกับคณะของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่จะเยือนกัมพูชาในวันพรุ่งนี้ (4 ก.ค.) แต่ได้มีการพูดคุยกันกับสมเด็จฮุนเซนจบไปแล้ว และทุกอย่างก็จบไปหมดแล้ว ทั้งนี้ตนยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ไม่มีความตึงเครียด ทหารในพื้นที่มีการพูดจากัน ส่วนความตึงเครียดก็เป็นเพียงแค่ข่าว เรื่องนี้ขอให้ใจเย็นๆ
เวียดนามรับเป็นกวาวใจเคลียร์ขัดแย้งไทย-กัมพูชา
รายงานข่าวแจ้งว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเดินทางเยือนประเทศเวียดนามครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ได้นำปลัดกระทรวงกลาโหม พร้อมทั้งผบ.เหล่าทัพเดินทางเยือนประเทศเวียดนามที่มีความสัมพันธ์ทางทหารที่ดีกับประเทศกัมพูชาทั้งหมด โดยในการเดินทางครั้งนี้ ได้มีการหารือนอกรอบระหว่างคณะของพล.อ.ประวิตร กับคณะผู้นำ และรมว.กลาโหมประเทศเวียดนาม ถึงประเด็นเหตุกระทบกระทั่งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
ผู้นำเวียดนามเห็นว่า ความสัมพันธ์ของประเทศในภูมิภาคนี้มีความสำคัญ เพราะความร่วมมือด้านต่างๆ ของประเทศในกลุ่มนี้จะสร้างความเข้มแข็ง และ ผลประโยชน์ที่ยั่งยืนร่วมกัน เวียดนามจึงอยากเห็นไทยและกัมพูชาทำความเข้าใจกัน และ ลดความหวาดระแวง ซึ่งทางผู้นำเวียดนามระบุว่า หากช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ก็จะช่วย



