
วุฒิฯเปิดเวทีถก"ผลกระทบเอฟทีเอ-การเยียวยา"
วุฒิเปิดเวทีถก ผลกระทบเอฟทีเอ-การเยียวยา กรมการค้าตปท. ชี้ สินค้าในประเทศต้องยอมเจ็บตัว เพื่อต่อสู้ในตลาดโลก ด้านสภาอุตสาหกรรม เผย ไทยได้ดุลการค้า 6 เอฟทีเอ บัณฑูร ระบุ อย่ามองแค่ตัวเลขจีดีพี-ส่งออก แต่ให้คำนึงการพัฒนายั่งยืน-ต้นทุนสิ่งแวดล้อม
วันที่ 3 ก.ค.ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา ที่มีนายบุญชัย โชควัฒนา ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ได้จัดสัมมนา ”ผลกระทบและการเยียวยาของการค้าเสรี (FTA)" โดยผู้ร่วมสัมมนาประกอบด้วยนางอัญชนา วิทยาธรรมธัช รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยะนุช มาลากุล ณ อยุธยา ผู้แทนหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดร.นิลวรรณ ลีลารัศมี ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายบัณฑูร เศรษฐศิโรฒน์ ผู้แทนจากกลุ่ม FTA WATCH
นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว.ปราจีนบุรี ประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามกรอบการเจรจาการค้าเสรี วุฒิสภา กล่าวว่า ทางคณะกรรมาธิการฯ เห็นว่า ภายหลังมีรัฐธรรมนูญ2550 ที่มีการบัญญัติมาตรา 190 ขึ้นมาทำให้การทำข้อตกลงหรือสัญญาใด ๆ กับต่างประเทศ ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯขึ้นมาเพื่อติดตามกรอบเรื่องนี้โดยตรง ต้องศึกษาผลดีผลเสียของแต่ละกรอบ เนื่องจากการเจรจากับแต่ละประเทศมีผลกระทบมาก เราจึงต้องรวบรวมความเห็นใน 3 ส่วนคือ
1. ข้อเสนอให้รัฐบาลมองผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นให้รอบด้าน นอกจากดูเรื่องผลประโยชน์การค้าแล้ว ควรดูด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย 2.เมื่อครบกำหนดการทำข้อตกลง 5 ปี สามารถทบทวนสัญญาได้ ซึ่งเราจะเอาข้อมูลในส่วนที่เราเสียเปรียบ เสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนแก้ไขสัญญาต่อไป
และ 3. การเยียวยาให้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเจรจาการค้า ที่ผ่านมาเยียวยาให้เขาเพียงพอหรือไม่ ที่ผ่านมาเรามุ่งแต่การปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันเท่านั้น
ทั้งนี้ จากการศึกษาของอนุกรรมาธิการฯที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่ฝ่ายไทยเสียเปรียบคือ คู่เจรจาใช้แทคติกในข้อกฎหมายภายในประเทศของเขา ทำการกีดกันทางภาษีกับสินค้าของเรา อย่างกับจีนที่เราไม่ทันเกมเขา ทำให้เราเสียเปรียบ
นางอัญชนา กล่าวว่า ประเทศไทยได้ทำเอฟทีเอกับ 6 ประเทศไปแล้ว เช่น ไทย-ออสเตเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ ไทย-อินเดีย เป็นต้น โดยมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งสินค้ากลุ่มใดที่พร้อมแข่งขัน ก็ดำเนินการได้ทันที วัตถุสินค้าจำเป็นที่ต้องนำเข้าก็ลดภาษีเหลือเป็นศูนย์ทันที ส่วนกลุ่มสินค้าใดไม่พร้อม ก็จะมีการดำเนินการเจรจาขอเวลาเปิดเสรีที่ยาวนาน เช่น 15-20 ปี และมีมาตรการปกป้องพิเศษ หรือาการกำหนดโควตา หากเกินโควต้าก็จะมีการเก็บภาษีที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร เช่น กระทรวงเกษตร ได้ปรับโครงสร้างการเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำโครงการช่วยเหลือ เพื่อการปรับตัวของภาคการผลิต และภาคบริการ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเอฟทีเอ คือ ตั้งกองทุนเอฟทีเอ มีทุนเริ่มต้น 240 ล้านบาท โดยมีหลักการให้ความช่วยเหลือผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในรูปของการศึกษาวิจัยและพัฒนา และการจัดหาที่ปรึกษาในการปรับปรุงธุรกิจ
ทั้งนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในปี 2553 ซึ่งมีงบประมาณ 40 ล้านบาท โดยมีสินค้าที่ขอรับความช่วยเหลือ เช่น นมโคสด โคเนื้อ สับปะรด ปลาน้ำจืด ธุรกิจสปา กาแฟ ข้าว เป็นต้น
“การทำเอฟทีเอ ไม่ใช่เกม ซึ่งการทำเอฟทีเอ ทางกระทรวงพาณิชย์ยึดกฏเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก หรือดับบลิวทีเอ เป็นหลัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า ต้องมีการเจ็บตัวกันบ้าง หากสินค้าใด ไม่สามารถแข่งขันได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของมาตรฐานสินค้า เช่น มาตรการสุขอนามัย ก็ต้องมีการปรับโครงสร้างในหลาย ๆ เรื่อง หากผู้ประกอบการใดไม่พร้อมก็กระทรวงพาณิชย์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ" นางอัญชนา กล่าว
นายนิลวรรณ กล่าวว่า การทำเอฟทีเอที่ผ่านมาของไทย 8 เอฟทีเอ เราได้ดุลการค้า 6 เอฟทีเอ ซึ่งถือว่า โชคดี แต่ก็เสียให้กับจีน ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอจะต้องศึกษาให้เข้าใจกฎระเบียบ ทั้งคนเจรจาและคนใช้ว่า ผลกระทบจากการทำเอฟทีเอมีอะไรบ้าง ระเบียบกฏเกณฑ์และเอกสารต้องอ่านอย่างละเอียดว่า จะส่งกระทบอะไร มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในธุรกิจอย่างไร เช่นการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือกรณีนอมินี ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคเอกชน ต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้
ดร.ปิยะนุช กล่าวว่า เอฟทีเอได้ส่งผลกระทบกับสินค้า โดยไม่เพิ่มโอกาสให้กับสินค้าหลายตัว เนื่องจากคุณภาพของสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และทำลายตลาดสินค้าในประเทศเรา และเมื่อสินค้าไม่ได้คุณภาพ ก็จะไม่ได้สิทธิพิเศษทางการค้า การเยียวยาผลกระทบ ควรจะต้องทำก่อนการเจรจา และการตกลงกรอบการค้า รวมทั้งจะต้องหามาตรการปกป้องสินค้าของเรา เช่น การกำหนดโควตา การเก็บภาษีที่สูงขึ้นหากมีการทุ่มตลาด
ทั้งนี้ การช่วยเหลือกรณีกรมส่งเสริมการส่งออก ควรจะต้องเป็นหลักในการช่วยแก้ปัญหา รวมทั้งสำนักงานพาณิชย์ประจำในต่างประเทศ จะต้องช่วยให้ข้อมูลการค้าของประเทศนั้น อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาทบทวนความตกลงกรอบการค้า ซึ่งจะมีขึ้นประมาณ 5-10 ปี หลังจากทำข้อตกลง ก็ต้องเอาสินค้าบางตัวที่ไม่ได้ลดภาษี ก็นำมาลดภาษีกันใหม่
นายบัณฑูร กล่าวว่า การเจรจาเอฟทีเอของไทย ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แม้กระทั่งการที่สมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (4) ก็มีแค่ตัวเลขการส่งออก และจีดีพีที่เป็นแค่เพียงภาพลวงตา แต่ไม่ได้มีการประเมินอย่างครบถ้วนและรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนในการแลกผลประโยชน์ อาทิ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ สังคม ทรัพย์สินทางปัญญา และต้นทุนทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอมีทั้งได้และเสีย ดังนั้น จะต้องเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่คิดว่า การเยียวยาที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบจะดีกว่า โดยกรอบในการเจรา จะต้องทำให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่ดูในเรื่องดุลการค้าเพียงอย่างเดียว โดยต้องเป็นไปตามแผนการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ รวมทั้งแผนแม่บทต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมามักเกิดกรณีพิพาท ในประเด็นสิ่งแวดล้อมและการลงทุน



