
ปนัดดาเปิดใจเเจงไมค์เเพงครั้งสุดท้าย
ปนัดดาเปิดใจเเจงไมค์เเพงครั้งสุดท้าย ผ่านไลน์นักข่าวทำเนียบรัฐบาล
21ก.ย.2557 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯเเละปลัดสำนักนายกฯ ได้ เขียนข้อความผ่าน เฟซบุ๊คส่วนตัว ใจความว่า "ขอเปิดใจเพียงครั้งเดียว กระผมขอมุ่งมั่นทำงาน
มีพี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนตลอดทั้งเพื่อนๆ หลายคนมีความห่วงใยกระผม มาพูดกับกระผมว่า "ทำไมพี่หม่อมปล่อยให้บางคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเครื่องเสียงบนห้องประชุมชั้น ๕ ในสิ่งที่เขาอาจจะไม่เข้าใจถึงโครงสร้างส่วนราชการของสำนักนายกรัฐมนตรีก็เป็นได้ อาจเข้าใจไปว่าปลัดสำนักนายกฯ มีบทบาทหน้าที่เหมือนกับปลัดของทุกๆ กระทรวง" กระผมตอบไปว่า เชื่อว่าในท้ายที่สุดจะมีความเข้าใจกันเอง เพราะกระผมไม่อยากไปขัดแย้งกับใครโดยนิสัยในบรรยากาศที่กำลังร้อนแรงเช่นนั้น จะตั้งใจทำงานไปวันหนึ่งๆ ดั่งเช่นแต่ไหนแต่ไรมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นผู้ว่าฯ นครปฐมและเชียงใหม่ น้องๆ สื่อเขาก็ยังสู้อุตส่าห์ดีใจหายพูดกันต่อไปว่า "ไม่ใช่ขัดแย้ง แต่คิดว่าเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจร่วมกัน เพราะคนข้างนอกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ เขาไม่ใช่ข้าราชการกันทุกคน แล้วใครจะพูดอธิบายให้เกิดความเข้าใจได้ดีเท่าพี่หม่อม คิดเสียว่าแชร์ความรู้เหมือนกับที่ทำประจำใน FB ที่ผ่านมาก็แล้วกัน" กระผมจึงยินยอมน้องๆ คราวนี้
...เหตุเกิดในเย็นวันนั้น (ก่อนหน้ามีรัฐบาล) ต้องยอมรับว่าใครต่อใคร ทั้งพี่น้องสื่อ เจ้าหน้าที่ แม้ตัวกระผมเองก็ใคร่อยากร่วมยินดีกับส่วนราชการต่างๆ สำหรับผลงานของการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารต่างๆ ปรากฏผลสำเร็จบริบูรณ์ของทำเนียบรัฐบาล (หรือบ้านนรสิงห์ ตามนามเดิม บ้านเกียรติยศที่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯสร้างพระราชทาน) จึงได้ร่วมกับท่านอธิบดีฯ รองอธิบดีฯ และพี่น้องสื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยขั้นสุดท้ายของอาคาร คงไม่มีผู้ใดแม้เพียงผู้เดียวที่จะประสงค์ไม่ดีในการสำรวจตรวจตรา เพราะท่านผู้บริหารก็พร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นอยู่แล้ว เช่นเดียวกับหลายๆ เรื่องที่ระบบราชการยินดีที่จะร่วมกันแก้ไขปรับปรุง
โครงสร้างส่วนราชการในสังกัดสำนักนายกฯ มีมากกว่า ๑๐ หน่วยหลัก หาได้ขึ้นตรงต่อกัน โดยมีผู้บริหารเป็นระดับ ๑๑ ทั้งสิ้น (เรียกตามแบบเดิม) มิได้มีสายบังคับบัญชาขึ้นกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ซึ่งมีกระผมเป็นปลัดฯ แต่ประการใด ส่วนราชการที่ สปน.กำกับดูแลประกอบด้วย กรมประชาสัมพันธ์ และสนง.คกก.คุ้มครองผู้บริโภค ส่วนหน่วยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สมช. สภาพัฒน์ฯ สำนักข่าวกรองฯ สนง.พระพุทธศาสนาแห่งชาติ สนง.ก.พ. ก.พ.ร. สำนักงบประมาณ สำนักเลขาธิการ นรม. เป็นต้น จะไม่มีสายบังคับบัญชากับหน่วยงานกระผม แต่ถึงแม้กระนั้นก็ดี เราทุกหน่วยถือเป็นหน่วยพี่หน่วยน้องหรือบ้านใกล้เรือนเคียงที่ไม่สมควรมีความขัดแย้ง เพราะล้วนต่างมีหน้าที่ทำงานตามแนวนโยบายแห่งรัฐและประโยชน์สุขของประชาชน
กระผมจะไม่ขอกล่าวอ้างไปถึงส่วนราชการใดทั้งสิ้น ด้วยมองว่าทุกหน่วยต่างมุ่งมั่นตั้งใจทำงานสนองคุณแผ่นดินด้วยจิตบริสุทธิ์ ไม่มีผู้ใดหวังคิดคดทรยศประเทศชาติด้วยการทุจริตคดโกง
ส่วนราชการของกระผม ได้แก่ สปน. จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ทางกฎหมายในการบริหารจัดการงบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์เครื่องเสียงประจำห้องประชุมบนชั้น ๕ แต่ประการใดไม่
กระผมใคร่เรียนว่า กระผมยึดมั่นความเป็นข้าราชการที่เจียมเนื้อเจียมตัวตลอดมา ไม่เคยสำคัญตนว่าเป็นคนดีหรือคนเก่งใดๆ เลย หากพี่น้องสื่อมีสิ่งใดที่จะแนะนำใช้สอยขอเพียงบอกให้ได้ทราบ และใคร่ขอเป็นมิตรแท้กับท่าน
ขอขอบพระคุณพี่น้องสื่อตลอดทั้งเพื่อนๆ และพี่น้องประชาชนทุกๆ ท่านที่กรุณาให้ความสนใจถามไถ่มาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยกรุณาให้ข้อคิดว่าความเงียบของกระผมย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดี เพียงขอให้อธิบายชัดๆ เพียงสักครั้งหนึ่ง
กระผมจะขอยึดหลักปรัชญาความสมัครสมานสามัคคีตามพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน และแนวนโยบายความปรองดองสมานฉันท์ของท่านนายกรัฐมนตรีตราบชั่วชีวิตราชการของกระผมและตราบชั่วชีวิตนี้จะหาไม่ ด้วยความเคารพนับถือยิ่ง จาก ปนัดดา ๒๐ ก.ย. ๕๗"
“บิ๊กป้อม”ถือฤกษ์15.09 น.เข้าทำเนียบฯ
เมื่อเวลา 15.09น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ถือฤกษ์ เวลา 15.09 น. เข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล ได้แก่ ท่าท้าวมหาพรหม บนตึกไทยคู่ฟ้า และศาลพระภูมิ ด้วยเครื่องไหว้คาวหวาน ผลไม้ หมากพลู และตุ๊กตาบริวาร อาทิ ช้าง ม้า นางละคร ก่อนที่จะเข้าห้องทำงานเพื่อสักการะพระพุทธรูป ถือว่าได้เข้าทำงานที่ทำเนียบอย่างเป็นทางการแล้ว
“ญาติวีรชน 35”โวย“กสทช.”ทิ้งชาวสลัม2ล้านครัวเรือน
นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา35 กล่าวว่า การที่กสทช.จะแจกคูปองรับสัญญาณทีวีดิจิตอล แก่ครัวเรือน จำนวน22.9ล้านครัวเรือน โดยยึดข้อมูลตามฐานทะเบียนราษฎร์ของกรมการปกครองนั้น เท่ากับว่า กสทช.กำลังจะตัดสิทธิ์ประชาชนถึง2.4ล้านครัวเรือนที่ไม่มีเจ้าบ้านหรือทะเบียนบ้าน ส่วนใหญ่อยู่ในชุมชนแออัด ทั่วประเทศ ซึ่งบุคคลเหล่านี้เขาก็คือประชาชนเจ้าของประเทศ จึงควรได้รับสิทธิ์ทัดเทียมกับคนอื่นๆ ดังนั้นกสทช.จะต้องพิจารณาคืนสิทธิ์ให้เขาด้วย เพราะเป็นหน้าทีที่ต้องส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส
“ขอเรียกร้องให้กลุ่มผู้ถูกตัดสิทธิ์ดังกล่าวได้ปรึกษาหารือกับองค์กรผู้บริโภคว่าจะรักษาสิทธิ์ของตัวเองอย่างไร ซึ่งองค์กรผู้บริโภคเคยมีประสบการณ์ในการเรียกร้องและพิสูจน์สิทธิ์บุคคลเหล่านี้เพื่อรับค่าเยียวยาเมื่อตอนน้ำท่วมปี2554 มาแล้ว โดยอาจจะให้นำหลักฐานที่มีการรับรองจากหน่วยงานและบุคคลที่น่าเชื่อถือว่าเป็นผู้อาศัยในครัวเรือนนั้นจริงเพื่อที่จะเรียกร้องให้กสทช.คืนสิทธิ์อันชอบธรรมให้ และฝากให้คสช.เตือนกสทช.ด้วยว่าจะตัดสิทธิ์ประชาชน2.4ล้านครัวเรือนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศไม่ได้”นายอดุลย์ กล่าว
"ศรีสุวรรณ" ไม่แปลกใจ ผู้ตรวจฯ ยกคำร้อง "บิ๊กตู่-สนช."
นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงมติผู้ตรวจการแผ่นดินที่ยกคำร้องขอให้ตรวจสอบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และกรณีที่บุคคลจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ว่า สำหรับมติดังกล่าวของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายของตน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าข้อสรุปจะออกมาในทำนองนี้ เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินก็ถือว่ามีส่วนได้เสียกับเรื่องดังกล่าว เพราะนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตผู้ตรวจก็ได้ไปเป็นประธานสนช. รวมทั้งนางนางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจฯ ก็ได้เสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นสปช. เรียกได้ว่าเข้าสู่วังวนของคสช.แทบทั้งสิ้น ดังนั้นการที่ผู้ตรวจฯจะมีมติส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจึงเป็นเรื่องยาก
นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า ข้ออ้างต่างๆของผู้ตรวจฯ ที่ว่าต้องยึดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หรือคสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงสุดนั้น คิดว่าเป็นการพูดแบบน้ำขุ่นๆ ผู้ตรวจฯไม่แสดงออกถึงบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบของความถูกต้องตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้ตรวจฯมีมติยกคำร้อง หลังจากนี้ทางสมาคมองค์การพิทักษ์ตามรัฐธรรมนูญไทยก็จะยื่นฟ้องเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยโดยตรง โดยคาดว่าจะใช้เวลาร่างคำร้องอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
"แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเองก็ได้เสนอบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสปช. แต่ทางสมาคมฯก็จำเป็นต้องยื่นฟ้อง เพราะเห็นว่าเรื่องนี้ขัดต่อกฎหมาย ส่วนผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ให้สังคมช่วยกันตัดสิน"นายศรีสุวรรณ กล่าว



