ข่าว

วิวาทะเอ็มโอยูเหมืองทองคำชาวบ้านผวารัฐมัดมือชก

วิวาทะเอ็มโอยูเหมืองทองคำชาวบ้านผวารัฐมัดมือชก

20 ก.ย. 2557

วิวาทะเอ็มโอยูเหมืองทองคำ ชาวบ้านผวารัฐมัดมือชก : กวินทรา ใจซื่อรายงาน

               ทันทีที่ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ประทานบัตรการทำเหมืองแร่เมื่อปี 2538 เรื่องราวการปกป้องสิทธิชุมชนของชาวบ้าน 6 หมู่บ้านรอบเหมืองทอง ที่รวมตัวกันในชื่อ "กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด" ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากพวกเขาเริ่มรับรู้ถึงผลกระทบจากการเข้ามาดำเนินงานของบริษัทเอกชน จนกระทั่งประกาศอยู่คนละฟากฝั่งกับเหมืองทองคำ ทั้งยังเพิ่มแรงกดดันขึ้นเป็นลำดับ จนต้องถึงขั้นยื่นคำขาด "ต้องออกไปจากชุมชน" !

                ขณะที่บริษัททุ่งคำยังคงยึดเอกสารทางราชการที่ได้รับอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ในพื้นที่ได้ ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ที่ผ่านมา ความขัดแย้งจากความเห็นที่แตกต่างกันได้พัฒนาไปสู่การเผชิญหน้าและเหตุปะทะในที่สุด 

                กลายเป็นมหากาพย์เหมืองแร่ทองคำไปแล้ว ที่ดำรงความขัดแย้งมาได้จนถึงวันนี้ ที่ยังคงไม่มีบทสรุป แม้จะเข้าสู่ยุคแหงความโปร่งใส และการเก็บกวาดใต้พรม ที่มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้อำนวยความสะดวก และบางกรณีได้ลงไปดูแลแบบเต็มตัว

                การเข้ารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ของ ธนวัฒน์ พลอยโสภณ เมื่อเร็วๆ นี้ หนึ่งในหน้าที่รับผิดชอบตามตำแหน่งคือ การติดตามแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีเหมืองทองคำ  

                เพราะที่ผ่านมา แม้ผู้รับผิดชอบจะพยายามขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยเพื่อคลี่คลายปัญหา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีผลอันใดออกมาเป็นชิ้นอัน

                ถึงอย่างไร ธนวัฒน์ ก็ยังเห็นว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจัดทำร่างบันทึกข้อตกลงเพื่อการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำต่อไป

                ธนวัฒน์ บอกว่า ข้อมูลที่นำมาทำเอ็มโอยูทั้งหมด ได้จากการรวบรวมความเห็นของชาวบ้าน โดยมีคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเข้าไปรับฟังปัญหา เมื่อร่างแล้วเสร็จจึงจัดประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน หากแต่ในการจัดประชุมครั้งนั้นยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน เมื่อมติของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดปฏิเสธการเข้าร่วมประชุม ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 กันยายน เขาได้เดินทางไปชี้แจงการจัดทำร่างเอ็มโอยูแก้ปัญหาเหมืองทองต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่กรุงเทพมหานคร

                “ร่างเอ็มโอยูทั้งหมดผมเป็นคนร่างขึ้นมาเองกับมือ ตามสติปัญญาที่สามารถทำได้ ด้วยความหวังว่า ร่างฉบับนี้จะสามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ยืนยันว่าร่างเอ็มโอยูไม่ได้เอื้อประโยชน์ใคร ตามที่ชาวบ้านสงสัย ข้อมูลมาจากการรวบรวมของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่เข้าไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ยอมรับว่ามีจุดอ่อน เพราะคณะกรรมการที่แต่งตั้งเป็นคนของภาครัฐทั้งหมด เพราะเห็นว่าเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นเพียงการนำเสนอแนวทางในเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่ใช่ว่าจะให้นำไปปฏิบัติ และไม่มีผลผูกพันแต่อย่างใด กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดสามารถเสนอความคิดเห็น เพื่อนำไปแก้ไข ปรับเปลี่ยนได้ตามข้อเรียกร้อง ขอเพียงแต่ชาวบ้านเข้ามาประชุมนำเสนอข้อคิดเห็น ความต้องการ ที่อยู่ในอำนาจของจังหวัดที่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ได้ จึงจัดเวทีประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา”รองผู้ว่าฯ เมืองเลย กล่าว

                เขายืนยันอีกว่า จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน โดยจะนำข้อเสนอจากเวทีประชุมร่วมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบมาเป็นคณะกรรมการร่วมด้วย พร้อมจะปรับเปลี่ยนตามความต้องการของชาวบ้าน และต้องอยู่ในขอบเขตที่จังหวัดรับผิดชอบ สามารถดำเนินงานได้ โดยจะนัดประชุมทุกฝ่ายให้มาพูดคุยกันอย่างจริงจังอีกครั้ง 

                “ทางจังหวัดต้องการชี้แจงให้เข้าใจว่า ในข้อเรียกร้องของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดบางข้อ เช่น การให้จังหวัดเพิกถอนประทานบัตร รือ การยกที่ดินให้ชาวบ้านนำไปจัดทำเป็นโฉนดชุมชนนั้น อยู่นอกเหนืออำนาจที่ทางจังหวัดจะสามารถดำเนินการได้ ไม่ใช่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทตามที่ชาวบ้านเข้าใจ หากชาวบ้านยอมรับ พูดคุยตกลงกันได้ ทำให้ร่างเอ็มโอยูเป็นฉบับที่สมบูรณ์ ทางจังหวัดจะเร่งสำรวจ จัดทำแผนในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ วางแผนทั้งในระยะสั้น ระยะยาว หลังจากนี้จะนัดประชุมทุกฝ่ายอีกครั้ง แต่หากครั้งนี้กลุ่มคนรักบ้านเกิดยังคงปฏิเสธ ทางจังหวัดคงต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบก่อน” ธนวัฒน์ กล่าว

                ขณะที่ความเคลื่อนไหวของชาวบ้าน ในนาม “กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด” ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง จ.เลย ที่คัดค้านการดำเนินการเหมืองแร่ทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ด้วยเหตุผลที่พวกเขายืนยันเสมอมาว่า เหมืองทองคำส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และสุขภาพและวิถีชีวิตของคนในชุมชนรอบเหมืองอย่างน้อย 6 หมู่บ้าน มาโดยตลอด เมื่อรัฐเพิกเฉยต่อปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านมาตลอด จึงทำให้พวกเขาไม่ไว้วางใจการเข้ามาจัดทำร่างเอ็มโอยู

                ตลอดระยะเวลากว่า 8 ปี ของ สุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ เลขานุการกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ซึ่งถูกบริษัททุ่งคำ จำกัด ฟ้องร้องหลายคดี และล่าสุดเพิ่งถูกฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดภูเก็ต ในคดี "หมิ่นประมาท" กรณีมีชายชุดดำบุกเข้าไปทำร้ายชาวบ้านเมื่อคืนวันที่ 15 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่เขาก็ไม่ได้ย่อท้อ เพราะตั้งปณิธานเอาไว้ว่า จะขอต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิชุมชนของพวกเขาเอาไว้

                โดย สุรพันธ์ ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่างข้อตกลงเอ็มโอยูฉบับนี้ ว่า เป็นร่างที่มีธงของหน่วยงานภาครัฐอยู่แล้ว เพราะการเข้ามารับฟังความคิดเห็นในชุมชน โดยให้เหตุผลว่า เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ และได้ดำเนินการถึงขั้นตอนของการลงนามในบันทึกข้อตกลงของ 3 ฝ่าย คือ ชาวบ้าน 6 หมู่บ้าน หน่วยงานภาครัฐ และบริษัท ทุ่งคำ จำกัด แต่ชาวบ้านกลับยังไม่รู้ข้อมูลรายละเอียดในร่างเอ็มโอยูว่าจะสอดคล้องกับมติของประชาคมหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2557 หรือไม่ ประกอบกับระยะนั้น แกนนำกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดได้รับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้องจากศาลอาญา ในเรื่องข้อขัดแย้งในพื้นที่ และมีกฎอัยการศึก ชาวบ้านจึงไม่เข้าใจว่าทำไมร่างเอ็มโอยูจึงต้องดำเนินการในช่วงที่ชาวบ้านยังไม่มีความพร้อม

                สุรพันธ์ บอกว่า กลุ่มชาวบ้านทำจดหมายถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อชี้แจงกรณีไม่ได้เข้าร่วมประชุมร่วมรับฟังร่างเอ็มโอยู เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา เพราะเห็นว่า การทำเอ็มโอยูไม่เปิดเผยเนื้อหารายละเอียด และชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ไม่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็น ตามหลักการในการแก้ปัญหาตามมติของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ทั้งๆ ที่ต้องยึดหลักสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 6 หมู่บ้าน เพื่อให้ทุกคนได้ตัดสินใจผ่านการทำประชาคม ก่อนลงมติในการดำเนินงานทุกขั้นตอน ชาวบ้านจึงเห็นว่า หากเข้าร่วมรับฟังก็จะถูกมัดมือชก

                “เป็นการร่างเอ็มโอยูอย่างรีบร้อน ปัญหายืดเยื้อมานาน แต่คุณมานั่งร่างเอ็มโอยูเพียง 2 เดือน แล้วมาเร่งให้ชาวบ้านมาร่วมหาข้อยุติ ในข้อเท็จจริงไม่สามารถทำได้ ไม่เกี่ยวว่าเราเป็นคนกลุ่มน้อย หรือคนกลุ่มมาก แต่เราคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมายาวนาน การบังคับให้เรายอมรับเอ็มโอยูโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเป็นหลัก หรือสักวันหนึ่งเมื่อข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องโยกย้ายไปแล้ว ภาระข้อตกลงก็ยังคงอยู่กับชาวบ้าน จึงทำให้กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดเห็นร่วมกันว่า การร่วมเวทีของทางจังหวัดไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” สุรพันธ์ ประกาศจุดยืน ทั้งย้ำเสียงดังฟังชัดว่า จะไม่เข้าร่วมเวทีของทางจังหวัดโดยเด็ดขาด

                นี่คือสภาพปัญหาล่าสุดในพื้นที่เหมืองทองคำ อ.วังสะพุง ที่ภาครัฐยื่นมือเข้ามาประสานงาน แต่กำลังกลายเป็นของร้อนขึ้นมาอีกรอบ เพราะความเห็นต่างและยังไม่เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกันนั่นเอง

.................................................

(หมายเหตุ : วิวาทะเอ็มโอยูเหมืองทองคำ ชาวบ้านผวารัฐมัดมือชก : กวินทรา ใจซื่อรายงาน)